“เพื่อไทย” จี้ บิ๊กตู่ลาออก ชี้อยู่ต่อทุจริตพุ่ง พร้อมเผย 4 ความทุกข์ที่คนไทยต้องเผชิญ

23.08.22 | 11:54 น.

‘เพื่อไทย’ จี้บิ๊กตู่ลาออก ชี้อยู่ต่อทุจริตพุ่ง พร้อมเผย 4 ความทุกข์ที่คนไทยต้องเผชิญ เหน็บ คนโง่ คนพาล ไม่ควรเป็นผู้นำ แนะเลือก ‘เพื่อไทย’ ดับทุกข์ได้

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย แถลงข่าว เรื่อง “ปลดทุกข์คนไทย ประยุทธ์ต้องออกไป” โดยมีผู้ร่วมแถลงประกอบด้วย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ, นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลยและกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย, นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย, นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขาธิการ และกรรมการคณะยุทธศาสตร์และการเมือง

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ประเด็น 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้สร้างปัญหาให้กับประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากจะมีคนจำนวนมากไม่พอใจ โดยผลโหวตล่าสุดกว่า 3 แสนคนร่วมโหวต ปรากฏว่า 93.17% ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์แล้ว แถมยังปรากฏข่าวคราวการวิ่งเต้นศาลรัฐธรรมนูญออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศในเรื่องระบบยุติธรรมที่แย่อยู่แล้วกลับแย่ลงไปอีก ผู้ที่มีหน้าที่ชี้แจงเช่นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ก็ไม่ยอมออกมาชี้แจง เหมือนตั้งใจให้คลุมเครือเพื่อเป็นประโยชน์กับ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งนี้ โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ไปต่อได้ยากแล้ว ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร ความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ได้หมดสิ้นแล้ว ยิ่งอยู่ต่อไปประชาชนจะมีทุกข์กันมากขึ้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์กลายเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ไปแล้ว

นายพิชัยกล่าวว่า ทั้งนี้ หากมองความทุกข์ของประชาชนจะพบว่าตอนนี้ประชาชนกำลังประสบความทุกข์ 4 เรื่องดังนี้ 1.ทุกข์จากการมีหนี้ หารายได้ไม่พอรายจ่าย ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หนี้ครัวเรือนในระบบพุ่งขึ้นมาก พุ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยเกือบ 15 ล้านล้านบาท พอกู้ระบบไม่ได้แล้วก็ต้องไปกู้หนี้นอกระบบที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยมหาโหด พอชำระไม่ได้ก็ถูกซ้อม ถูกทุบตี และอีกไม่นานดอกเบี้ยก็จะขึ้นอีก เพราะสหรัฐมีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก อาจจะขึ้นถึง 0.75% เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน ทั้งนี้ เพราะเงินเฟ้อของสหรัฐยังสูงอยู่ เมื่อสหรัฐขึ้นไทยก็อาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยด้วย ซึ่งภาระดอกเบี้ยจะเป็นปัญหาอย่างมากในอนาคต ทั้งหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือน รวมถึงหนี้เสียของธนาคารด้วย นอกจากนี้ คนไทยยังถูกโกงรายวันจาก call center โดยที่รัฐบาลช่วยไม่ได้เพราะแก้ไขไม่เป็น หรือการโกงฟอเร็กซ์ที่เป็นข่าวล่าสุด

นายพิชัยกล่าวว่า 2.ทุกข์จากค่าใช้จ่ายสูง ค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อ สินค้าแพง และล่าสุดการต้องจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น หลังจากจ่ายค่าน้ำมันและค่าก๊าซหุงต้มที่พุ่งกระฉูดแล้ว ประชาชนต้องมาจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นอย่างมาก แต่ พล.อ.ประยุทธ์กลับทำได้แค่สอนธรรมะ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งหมายถึงปล่อยตามยถากรรม แทนที่จะไปแก้ไขที่เหตุ ตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยได้เสนอไว้แล้ว ที่ท่อก๊าซพม่าก็ถูกวางระเบิด ก๊าซอ่าวไทยก็ขาด ต้องนำเข้าก๊าซ LNG ราคาแพง การลดค่าความพร้อม และไม่เร่งเจรจาแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา และต้องขอบอกว่าตลกร้ายเดิมยิ่งร้ายหนักขึ้น เพราะประเทศไทยมีการผลิตไฟฟ้าล้นเกิน แต่เชื้อเพลิงขาดแคลนต้องนำเข้าในราคาสูงมากแล้ว ปรากฏว่าอภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ล่าสุดของไทยคือผู้ผลิตไฟฟ้า แบบนี้จะไม่เรียกว่า พล.อ.ประยุทธ์เอื้อประโยชน์แล้วจะเรียกว่าอย่างไร นอกจากนี้ ตอนนี้น้ำมันดิบราคาต่ำกว่า $90 ต่อบาร์เรลแล้ว ซึ่งต่ำกว่าราคาน้ำมันในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่บาร์เรลละ $110 แต่ทำไมราคาน้ำมันดีเซลในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ที่ 29.95 บาท แต่น้ำมันดีเซลรัฐบาลปัจจุบันยังคงอยู่ที่ 34.95 บาท แสดงถึงการบริหารจัดการที่ต่างกันมาก

Advertisement

นายพิชัยกล่าวว่า 3.ทุกข์ของการไม่มีรายได้ หรือรายได้ไม่พอประทังชีวิต ทั้งนี้ เกิดมาจากเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำมาตลอด จากการบริหารล้มเหลวของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้กระทั่งไตรมาสที่แล้วที่ไทยขยายได้ 2.5% แต่มาเลเซียกลับขยายได้ถึง 8.9% เวียดนามขยายได้ 7.7% และฟิลิปปินส์ขยายได้ 7.4% หรือแม้แต่สิงคโปร์ยังขยายได้ 4.8% นอกจากนี้ เวียดนามที่เคยตามหลังไทยมาตลอดกลับมีการส่งออกสูงกว่าไทยตั้งแต่ปี 2562 และล่าสุดปีที่แล้ว การส่งออกของเวียดนาม (14.4 ล้านล้านบาท) แซงการส่งออกของไทย (9.5 ล้านล้านบาท) ไปแล้วถึง 51% และคงแซงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ตามที่ได้เคยเตือนแล้ว หากเป็นแบบนี้อีกไม่นานเวียดนามคงแซงไทยแน่

นายพิชัยกล่าวว่า 4.ทุกข์จากไม่เห็นอนาคต ไม่รู้ว่าประเทศไทยในอนาคตจะไปทางไหน มองไปทางไหนก็มืดมน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่จะไม่รู้เลยว่าจะหางานทำได้อย่างไร ที่จะมีรายได้ดีๆ อุตสาหกรรมสมัยใหม่ก็ไม่มี ธุรกิจเทคโนโลยีเหมือนประเทศอื่นก็ไม่เกิด หลายคนจึงไม่อยากมีลูก เพราะกลัวลูกเกิดมาจะลำบาก ประเทศไทยจึงมีประชากรลดลง

“นี่เป็นแค่ทุกข์บางส่วนเท่านั้น ยังมีทุกข์อีกมาก และทุกข์ทั้งหมดนี้เกิดมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้น จะปลดทุกข์คนไทยได้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกไป สังคมพูดถึงการทำร้ายทหารรับใช้ของภรรยาน้อยของ ส.ว. ซึ่งน่าจะสะท้อนถึงปัญหาการใช้อำนาจอย่างผิดๆ และ พล.อ.ประยุทธ์เองก็ใช้อำนาจผิดๆ มาตลอด แถมยังไม่มีความรู้ ซึ่งไม่ควรจะอยู่ต่อไปแล้ว ดังคำสอนที่ว่า ‘พาโล อปริณายโก’ แปลว่า ‘คนโง่ คนพาล ไม่ควรเป็นผู้นำ'”นายพิชัยกล่าว

ทั้งนี้ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยอยากให้ทราบว่าพรรคเพื่อไทยได้เตรียมนโยบายและแนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเพื่อดับทุกข์ของประชาชนไว้แล้ว ดังนั้น หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ ขอให้มั่นใจและเลือกพรรคเพื่อไทยกันมากๆ เพื่อจะเราจะได้เข้าไปแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่

‘เพื่อไทย’ ชี้ ‘ประยุทธ์’ อยู่ต่อ ทุจริตจะยิ่งพุ่งสูง

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.เลย กรรมการบริหาร และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประวัติศาสตร์มีไว้ให้จดจำ ไม่ได้มีไว้ให้เดินซ้ำ พล.อ.ประยุทธ์กำลังจะเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์ จากที่เคยเป็นคนกลาง อ้างว่าเข้ามาเพื่อแก้ปัญหา อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าจะทำเพื่อชาติ หรือจะเป็นตัวปัญหาซะเอง

นายเลิศศักดิ์กล่าวว่า การแถลงข่าวของทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยในรอบสัปดาห์นี้ตรงกับวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้จะครบระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมามีการถกเถียงในสังคมโดยเฉพาะประเด็นในเรื่องข้อกฎหมายและเจตนารมร์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะความหมายและคำอธิบายประกอบมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่มีความว่า การกำหนดระยะเวลาแปดปีไว้เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมืองยาวเกินไป อันจะเป็นต้นเหตุเกิดวิกฤตทางการเมืองได้ บัดนี้กำลังจะครบแปดปีในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า และไม่ว่าจะตีความในรัฐธรรมนูญเรื่องของการเริ่มนับระยะเวลาแปดปีเมื่อใด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำของประเทศควรต้องเสียสละโดยการลาออกจากตำแหน่งเพื่อรักษาไว้ซึ่งจริยธรรมทางการเมือง สปิริตทางการเมือง ในอันที่จะป้องกันวิกฤตทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และความพยายามในการสืบทอดอำนาจ เพื่อปกป้องปิดบังความผิดพลาดจากการบริหารประเทศตลอดระยะเวลาแปดปีที่ผ่านมา ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในด้านความตกต่ำของเศรษฐกิจไทยที่เติบโตรั้งท้ายในอาเซียน และในประเด็นเรื่องทุจริตท่ี่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้เปิดประเด็นไว้ในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา

นายเลิศศักดิ์กล่าวว่า ประการแรกเรื่องในเรื่องความตกต่ำของเศรษฐกิจ ผลการสำรวจของ Japan Center For Economic Research พบว่า ภายใต้ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจทั้งโควิด สงครามรัสเซีย ยูเครน รวมถึงเงินเฟ้อที่สูงเช่นเดียวกันทั้งภูมิภาค แต่เศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้นำพาเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว การเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกขยายตัวต่ำสุดใน 5 ชาติของอาเซียน โดยเติบโตเพียง 3.1% พี่น้องชาวไทยจะหวังพึ่งรัฐบาลที่ไม่กล้าตัดสินใจคัดคนเก่งมาทำงาน ทำเพียงเพื่อหวังอยู่ในอำนาจต่อ

ประการต่อมาจากการที่ได้อภิปรายเพื่อปกป้องการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ นั่นคือเรื่องการต่อสัญญาซื้อน้ำประปา 20 ปี ที่กระผมได้กล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในข้อหาปล่อยปละละเลยและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ส่อทุจริตเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนเพียงรายเดียวไปแล้วนั้น ซึ่งในการอภิปราย ท่าน รมว.มหาดไทยได้ตอบและยืนยันในที่ประชุมสภาบอกพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่า ไม่เห็นด้วยกับผู้บริหารและบอร์ดของการประปาส่วนภูมิภาคที่จะต่อสัญญาให้กับเอกชน

“กระผมจึงขอถือโอกาสนี้เรียกร้องให้ท่าน รมว.มหาดไทยได้เร่งรัด สั่งการให้ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาคได้เร่งรัดออกคำสั่งให้มีการเตรียมการเข้าดำเนินการโดยบุคลากรของการประปาก่อนสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 14 ตุลาคม 2566 ตามที่ได้รับปากต่อสภาไว้ เช่น การเตรียมโครงสร้างบุคลากรด้านการผลิตน้ำประปา เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตจากเอกชนเป็นประการที่หนึ่ง ประการที่สอง ขอเรียกร้องให้ท่านผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาคบริหารกิจการประปาซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติให้เป็นธรรม และมีธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กรและผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเป็นธรรมและตัดสินใจใดๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้น้ำประปาโดยรวม” นายเลิศศักดิ์กล่าว และว่า ตลอด 8 ปี ในการบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์มีแต่ข่าวคราวการทุจริต โดยเฉพาะ 5 ปีหลังดัชนีความโปร่งใสทรุดลงตลอดจากอันดับที่ 96 ในปี 2560 ลงมาถึงอันดับที่ 110 ในปี 2564 ซึ่งแสดงถึงการทุจริตที่เพิ่มขึ้นมาตลอดจากการตรวจสอบขององค์กรต่างประเทศ Transparency International ซึ่งหากปล่อยให้บริหารต่อไปการทุจริตจะยิ่งเพิ่มขึ้น

ชี้ประยุทธ์ไม่เคยสนใจประชาชนที่ถูกโกง ไม่แก้ปัญหา ไม่เยียวยา

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.เลย เขต 2 และ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ย้ำถึงปัญหาการช่อโกงประชาชนที่เกิดขึ้นอยากแพร่หลาย และสร้างความเสียหายต่อทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจอย่างเป็นวงกว้าง ปัญหาการหลอกลวง การช่อโกงประชาชนไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย สิ่งที่น่าใจหายคือ ปัญหาดังกล่าวดูเหมือนจะยังทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งทำให้กลุ่มมิจฉาชีพเข้าหาประชาชนได้มากมายหลายช่องทางมากกว่าแต่ก่อน ประสานกับความไม่เอาใจใส่ในการแก้ไขปัญหาและคุ้มครองประชาชนของภาครัฐ ทำให้มีประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ สูญเสียทรัพย์สิน อีกทั้งยังกระทบความเชื่อมั่นในภาพรวมของประเทศ จากการที่มีกลุ่มมิจฉาชีพจากต่างชาติเข้ามาทำการหลอกลวงมากขึ้น แต่รัฐบาลก็ยังคงไม่สนใจ ไม่ตั้งใจแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

หลังจากเกิดการถกเถียงประเด็นดังกล่าวในสังคมมากขึ้นจากภาคประชาชน สิ่งที่รัฐบาลทำคือ ทำการโปรโมต ประชาสัมพันธ์ ออกคำเตือนประชาชน แต่กลับไม่มีความพยายามในการจัดการปัญหาอย่างชัดเจน เห็นได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น สอท. หรือ ปอท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกลับไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากทั้งขาดกำลังพล ขาดอุปกรณ์และผู้มีความรู้เฉพาะทางในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่กลับมุ่งความสนใจและกำลังพลในการปิดปาก และต่อต้านข่าวที่เป็นผลเสียกับรัฐบาล เรื่องเหล่านี้ยิ่งเห็นได้ชัดหลังจากได้ดูรายละเอียดในเอกสารงบประมาณปี’66 ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่ในสภาขณะนี้ หน่วยงานและโครงการซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา และรับปัญหาของประชาชนผู้ถูกโกงผ่านช่องทางต่างๆ กลับเป็นโครงการที่ถูกปรับลด แต่โครงการที่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องรัฐบาล กลับได้งบประมาณเต็มทั้งที่ไม่สามารถแสดงผลการทำงานได้อย่างเหมาะสม ตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาอำนาจของตนมากกว่าความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชน

อีกทั้งรัฐบาลยังไม่เคยมีแผนรองรับ หรือช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงจากวิธีต่างๆ ซึ่งเราเห็นได้จากการที่ ไม่ว่าคดีการช่อโกงจากวิธีการใดก็ตาม เช่น กรณี Forex-3d วงแชร์ต่างๆ หรือการหลอกให้ลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ถึงแม้คดีจะถึงที่สิ้นสุด มีคำตัดสิน มีการรวบรวมมูลค่าความเสียหายของแต่ละคดี ไม่ว่าจะเป็นหลักร้อยล้านหรือพันล้าน แต่ประชาชนผู้ตกเป็นเหยื่อก็แทบไม่มีโอกาสจะได้ทรัพย์สินที่สูญเสียไปคืน หรือแม้แต่ความช่วยเหลือจากรัฐก็ไม่เคยมี เพราะว่าหน่วยงานไม่สามารถติดตามทรัพย์สินดังกล่าวได้ ซึ่งก็เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลไม่เคยตั้งใจในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ทำให้หน่วยงานที่ควรต้องรับผิดชอบไม่สามารถทำงานได้ ผลสุดท้ายความเสียหายที่เกิดจากความไม่เอาไหนและไม่ใส่ใจของรัฐบาลก็ตกกับประชาชน ในยุคสมัยที่การบริหารประเทศล้มเหลวในทุกด้าน ประชาชนกลับต้องเจอกับขบวนการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยที่ผู้นำรัฐบาลไม่สนใจแก้ไข สนใจแต่หาทางโกงเวลา ยืดอายุการอยู่ในอำนาจของตัวเองเพียงอย่างเดียว

อนุสรณ์ชี้ ประยุทธ์อ้างธรรมะ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แต่หมายถึงปล่อยตามยถากรรม

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยสถานะ 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องลุ้น แต่ที่ไม่ต้องลุ้นคือเสียงประชาชน เพราะมีการสรุปผลโหวตเสียงประชาชน ครั้งที่ 2 พบว่า 93.17% โหวตไม่ควรให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปี หากใครคิดจะวิ่งเต้นช่วยเหลือกันอย่างไรให้ฟังเสียงประชาชนให้ดี พล.อ.ประยุทธ์ตอบคำถามทำไมข้าวของแพง ค่าไฟแพง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นราคา โดยทำตัวเป็นมัคนายกให้โอวาทอ้างธรรมะ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคแม้แต่พระพยอม กัลยาโณ พระนักเทศน์ชื่อดังยังออกมาแย้งว่าอริยสัจ 4 คือ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 4 เรื่อง คือ เรื่องทุกข์ เหตุของทุกข์ การดับทุกข์ และข้อปฏิบัติที่ทำให้ทุกข์ดับ ค่าไฟขึ้นมันจะเกี่ยวกับอริยสัจ 4 ได้ยังไง ประชาชนเขาถามปัญหาก็บอกวิธีแก้ปัญหามาดีๆ หรือที่ พล.อ.ประยุทธ์อ้างธรรมะแท้จริงแล้วหมายถึงการสารภาพว่าตัวเองไร้ฝีมือ ไม่มีวิธีแก้ปัญหา เลยปล่อยลอยแพประชาชนตามยถากรรม ความจริงถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะอ้างอริยสัจ 4 ควรนำมาประกอบการพิจารณาตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตกรณี 8 ปีประยุทธ์ จนแฮชแท็ก #นายกเถื่อน พุ่งติดเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทยจะดีกว่า

พล.อ.ประยุทธ์ ทุกข์ เหนื่อย เครียด จากการที่ถูกประชาชนออกมาด่า ออกมาขับไล่ 8 ปี ไม่มีผลงานอะไร และรัฐธรรมนูญเขียนห้ามเป็นนายกฯรวมกันเกิน 8 ปี สมุทัย สาเหตุแห่งทุกข์ คือการอยากสืบทอดอำนาจ อยากเป็นนายกรัฐมนตรีนานๆ แต่ฝีมือไม่มี แก้ปัญหาไม่ได้ กลายเป็นการสะสมปัญหาจนเกิดวิกฤต นิโรธ การดับทุกข์ คือการเก็บข้าวของออกจากทำเนียบ กลับบ้าน ตั้งสติ รู้จักคำว่าพอ มรรค หนทางของการดับทุกข์ คือการลาออก หรือยุบสภา

“8 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์น่าจะได้ทำในสิ่งตัวเองอยากทำมาเกือบครบหมดแล้ว เหลือเพียงการได้ถ่ายรูปกับผู้นำประเทศต่างๆ ที่จะมาประชุมเอเปคเพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีกับวงศ์ตระกูล หากใครการันตีได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะได้รับสิทธิถ่ายรูป เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจตัดสินใจในทางที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติก็เป็นได้” นายอนุสรณ์กล่าว