“ตำแหน่งขาดแคลน” ไม่ใช่เรื่องใหม่! ย้อนเคสดัง ตั้งนายทหาร-ตำรวจ ที่สังคมแห่กังขา

23.08.22 | 14:47 น.

จากกรณีข่าว สิบตำรวจโทหญิงอ้างตนเป็นภรรยาวุฒิสภา ทำร้ายร่างกายทหารหญิงซึ่งตนเรียกตัวไปรับใช้ จนเกิดเสียงฮือฮาว่าเกิดกรณีดังกล่าวได้ยังไง ทำไมผู้หญิงทั้งสองคนถึงมีตำแหน่งเป็นข้าราชการตำรวจ-ทหาร

มีการตั้งคำถามว่า ผู้หญิงอายุเกิน 35 ปี ไม่ผ่านเกณฑ์การรับราชการแน่ๆ เข้ารับราชการตำรวจได้อย่างไร เช่นเดียวกับฝั่งกองทัพก็ต้องชี้แจงว่า ทหารหญิงรับใช้คนดังกล่าว เกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่ได้รับแต่งตั้งมายังไง แถมส่งตัวทหารคนดังกล่าวมารับใช้ตำรวจยศสิบตำรวจโท ที่มีสังกัดตำรวจสันติบาล แต่ชื่ออยู่ในสังกัด กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้รับเบี้ยเสี่ยงภัย นับเวลาราชการเป็นทวีคูณได้ แม้ตัวไม่ได้อยู่พื้นที่ แบบนี้ก็ได้หรือ

ยังไม่นับว่าผู้ชายที่เป็นวุฒิสภา ที่ถือกันโดยตำแหน่งว่าเป็นผู้ทรงเกียรติ แต่กลับมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น

เรื่องปัญหาเส้นทางการรับราชการของสิบตำรวจโทคนดังกล่าวนั้น ล่าสุด พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อ้างว่าการเข้ารับราชการของ ส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ เข้ามาตามระเบียบ โดยเริ่มเข้ารับราชการเมื่อปลายปี 2560 เข้ามาทางสำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้วิธีการคัดเลือกเพราะสำนักงานงบประมาณฯ ขาดแคลนผู้มีคุณวุฒิด้านบัญชี ซึ่ง ส.ต.ท.หญิงใช้วุฒิ ปวส. ที่จบด้านบัญชี ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการคัดเลือกเข้ามา

เมื่อถามต่อว่าลักษณะการคัดเลือกมีการสอบเข้าหรือเป็นการสรรหา พ.ต.อ.กฤษณะบอกว่า ยังไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยเพื่อคลี่คลายข้อสงสัยของสังคม

Advertisement

โดยเส้นทางการรับราชการของ ส.ต.ท.หญิง รายนี้ ขณะที่ยังรับราชการที่สำนักงานงบประมาณฯ ถูก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ขอตัวไปช่วยราชการ ซึ่งไม่มีข้อมูลว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ จากนั้นเดือนกุมภาพันธ์ 2565 มีคำสั่งย้ายไปสังกัดกองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 ขณะที่ยังช่วยราชการอยู่ กอ.รมน. จนเพิ่งมีหนังสือส่งตัวกลับหลังเกิดเรื่อง

เมื่อสอบถามว่า ส.ต.ท.หญิง คนดังกล่าวเข้ามาโดยใช้คุณวุฒิด้านบัญชี ตอนที่ กม.รมน.ขอตัวไปช่วยงาน มีการให้เหตุผลหรือไม่ว่าขอตัวไปช่วยงานด้านไหน พ.ต.อ.กฤษณะบอกว่า ยังไม่เห็นเอกสาร จึงไม่ทราบเหตุผล อย่างไรก็ตาม มองว่าประเด็นที่สำคัญกว่าคือการดำเนินคดีผู้ต้องหา ซึ่งการกระทำความผิดเป็นการกระทำส่วนบุคคล ตำรวจจะดำเนินการเต็มที่

ย้อนเหตุดังเรื่องนี้ เกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการระดับนายทหาร  ด้วยกรณีไม่ใช่การสอบเข้า สอบแข่งขันตามปกติ ไม่ใช่เรื่องอื่นไกล แต่เป็นกรณีของหลาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ (และหัวหน้า คสช.ในขณะนั้น)

โดยเรื่องนี้ถูกดำเนินการเป็นทางลับ ในปี 2559 จนกระทั่งมีเอกสารของทางราชการ เป็นหนังสือกระทรวงกลาโหมอนุมัติบรรจุ นายปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา บุตรชายของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม และนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา เข้ารับราชการในตำแหน่ง รรก.นายทหารปฏิบัติการกิจการพลเรือน ทภ.3 (อัตรา พ.ต.) รับเงินเดือน ระดับ น.1 ชั้น 18 (15,000 บาท) และแต่งตั้งยศเป็นว่าที่ร้อยตรี (เหล่า สบ.)  จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ตามมาอย่างหนัก

พลเอกปรีชายืนยันด้วยการให้สัมภาษณ์ว่า “ลูกชายจบปริญญาตรีมา ก็ต้องทำงาน เมื่อมีตำแหน่งว่าง ก็ให้เข้ามาทำงาน ซึ่งก็มีหลายคนในกองทัพที่ทำแบบนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ลูกชายพี่คนเดียวที่ทำแบบนี้ได้” รวมทั้งตอกย้ำในการให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาด้วยท่วงทำนองเดียวกันว่า “ที่ผ่านมาก็มีลูกนายทหารชั้นผู้ใหญ่เข้ารับราชการเป็นนายทหารเมื่อมีตำแหน่งว่างเป็นจำนวนมาก”

เกิดคำถามมากมาย เช่น ถ้าไม่ใช่ลูกชายบิ๊กติ๊กจะรู้ได้อย่างไรว่ามีตำแหน่งนี้ว่างอยู่ที่กองทัพภาคที่ 3? หรือ ถ้าไม่ใช่ลูกชายบิ๊กติ๊กจะเปิดรับเป็นการเฉพาะเช่นนี้โดยไม่มีการเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้ามาสมัครและสอบแข่งขันหรือไม่? และคำถามว่า ลูกชายบิ๊กติ๊กเป็นเพียงบุคคลคนเดียวที่มีคุณสมบัติพิเศษตรงกับตำแหน่งที่ว่างเช่นนั้นหรือ?

ทั้งนี้ โดยปกติแล้วการบรรจุบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในอัตราต่างๆ ของกองทัพ มีวิธีการดำเนินการอยู่ 3 วิธี หรือ 3 รูปแบบ คือ

1.เลื่อนฐานะ 2.การรับบุคคลพลเรือนจากภายนอกเข้าเป็นทหาร มีทั้งชั้นประทวนและสัญญาบัตร วิธีการคือเปิดสอบเป็นการทั่วไป 3.การรับบุคคลพลเรือนเข้าเป็นทหารในสาขาวิชาเฉพาะ โดยมากเป็นสาขาวิชาหายากหรือที่กองทัพขาดแคลน เช่น บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษาจีน, นักวิทยาศาสตร์ในสาขาที่ขาดแคลน เป็นต้น

โดยวิธีการจะเป็นการรับวิธีพิเศษ ไม่มีเปิดสอบเป็นการทั่วไป แต่จะคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ แล้วบรรจุเข้ารับราชการโดยการอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ เช่น ปลัดกระทรวงกลาโหม และวิธีการที่ 3 นี้นี่เองที่เปิดช่องให้บรรดาลูกหลานของผู้ใหญ่ในกองทัพเข้ารับราชการได้โดยไม่ผ่านการสอบตามกระบวนการปกติ ซึ่งมีมาทุกยุคทุกสมัย และถือเป็นวัฒนธรรมของกองทัพที่ปฏิบัติกันมานานจนเป็นที่รับรู้กันดี

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะผู้มีอำนาจโดยตรงให้รายละเอียดของเรื่องนี้เอาไว้อย่างชัดแจ้งในท่วงทำนองเดียวกับ พล.อ.ปรีชา “เป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย เพราะเรื่องนี้ถือเป็นอำนาจของผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยจะรับใครทำงานได้ทันทีทันใด เพราะบางตำแหน่งดังกล่าวของกองทัพขาดแคลนอยู่”

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงแบบปัดๆ ว่า “พูดกันให้ชัด วันนี้ลูกหลานกำลังพลเขาก็มีการบรรจุเข้ามา ก็ถือเป็นลูกหลาน มีความไว้เนื้อเชื่อใจส่วนหนึ่ง เพราะอย่างไรก็ชินกับระบบวินัย พ่อแม่เป็นทหาร ก็มีข้อพิจารณาตรงนี้ด้วย ถ้ามาจากพลเรือนล้วนๆ ก็ต้องมีระบบคัดกรองเรื่องความมั่นคง รักษาความปลอดภัยขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง แล้วก็มีการคัดแยก ทั้งในเรื่องการสอบต่างๆ แล้วพวกคุณไม่ไว้วางใจผมหรืออย่างไรเล่า ทหารมีกี่เหล่า กี่หน่วย วันนี้ผมชี้แจงเฉยๆ ไม่ได้ไปตอบโต้หรือแก้ตัวแทนน้องหรือหลานผม แต่ชี้แจงว่าระเบียบมันเป็นอย่างไร และใช้กันมาอย่างไร เรื่องนี้ใช้กันมานานแล้ว ก็ไม่รู้สิ ขี้เกียจตอบ ไม่รู้จะตอบอย่างไร”

ต่อมาจากนั้นไม่นาน หลานของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ลาออกจากราชการ เมื่อปลายปี 2560 รวมเวลารับราชการได้ปีกว่าๆ

ข้อความของ นายปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา บุตรชายของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม โพสต์เชิงตัดพ้อเรื่องการรับราชการทหาร

อีกกรณีคือกรณี ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร เดิมชื่อ จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี เมื่อเดือนกันยายน 2558 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีรายงานว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังดำเนินการรับ ′ตั๊น′ หรือ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร อดีตแกนนำ กปปส. เข้าเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร โดยฝ่ายกำลังพล กองบัญชาการตำรวจนครบาล กำลังประมวลเรื่องเพื่อรับ น.ส.จิตภัสร์เข้าดำรงตำแหน่ง รองสารวัตรฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) กองบัญชาการตำรวจนครบาล ยศ ร.ต.ต. เสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณา โดยให้เหตุผลว่าเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลน ต้องการคนมีความรู้ด้านภาษาต่างประเทศ ต้องการบุคลากรมาปฏิบัติหน้าที่ด้านประสานงานต่างประเทศ และ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์เป็น รอง สว.ฝอ.สปพ.191 ตามคุณสมบัติ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหู

ต่อมาวันที่ 23 กันยายน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขณะนั้น ชี้แจงว่า  ตำแหน่งดังกล่าวที่ น.ส.จิตภัสร์สมัครเข้าไปนั้นเป็นตำแหน่งเปิดใหม่ ไม่เคยมีผู้ใดประจำตำแหน่งนี้มาก่อน เท่าที่ทราบตำแหน่งนี้เป็นวุฒิที่ต้องการพิเศษเกี่ยวกับผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค หรือเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลนจึงต้องรับเข้ามา ถือว่าไม่ใช่วุฒิตามปกติ

จากนั้น วันที่ 24 กันยายน น.ส.จิตภัสร์ จึงแถลงข่าวเปิดใจว่า มีเจตนารมรณ์ตั้งใจทำงานเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ  จากกรณีดังกล่าวที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนตัวขอยืนยันว่าเกิดจากความบริสุทธิ์ใจ ที่อยากมีส่วนในการทำหน้าที่ตำรวจ หรือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มีหน้าที่คอยดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุข ใกล้ชิดพี่น้องประชาชนอีกทาง

“การเปิดรับสมัครตำรวจมีประจำทุกปี ต้องผ่านการคัดเลือกตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และดิฉันได้ดำเนินการตามปกติ ตามระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการ ซึ่งยืนยันว่าดิฉันยังไม่ได้รับบรรจุเป็นยศ ร.ต.ต. ที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ และปัจจุบันยังไม่ทราบว่าจะสอบผ่านการคัดเลือกหรือไม่” น.ส.จิตภัสร์กล่าว

“เพื่อไม่ให้กรณีของดิฉัน ที่ทำให้พ่อแม่พี่น้องเกิดความไม่สบายใจและถกเถียงกัน โดยเฉพาะแวดวงข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น อันจะทำให้กลายเป็นความไม่สงบสุขในองค์กรตำรวจ หรือขยายผลไปเป็นความขัดแย้งในสังคม ดิฉันจึงตัดสินใจไม่ดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนการคัดเลือกเป็นข้าราชการตำรวจ ท้ายที่สุด ขอบคุณทุกกำลังใจ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ที่คงไม่มีวาสนาเข้ามาทำงานตำรวจ สวมเครื่องแบบในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์และพร้อมจะนำคำติมาพัฒนาตัวเอง” น.ส.จิตภัสร์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หลังจากแถลงข่าวเสร็จได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเพียงเล็กน้อย ก่อนลุกออกจากห้องแถลงข่าวไปในทันที

จิตภัสร์ กฤดากร เดิมชื่อ จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ชื่อเล่นว่า ตั๊น เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และรองประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตแนวร่วมกลุ่ม กปปส.

กรณีล่าสุด คงเป็นกรณี นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่อภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประเด็นองค์กรตำรวจ ชี้ นายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์บุคคลที่แวดล้อมให้ได้รับประโยชน์ ผิดหลักนิติธรรม มีคนบางกลุ่มได้งานในสำนักงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยอาศัยเส้นสาย พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายสมคิดกล่าวถึง นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้อีสาน” คนสนิทของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งโดยตัวแรมโบ้อีสานเอง พล.อ.ประยุทธ์เคยแต่งตั้งให้ดูแลสลากกินแบ่ง ขณะที่ลูกของแรมโบ้อีสานถูกแต่งตั้งให้เป็นตำรวจ คนแรก ลูกชายชื่อ ร้อยตำรวจโท เจตนารมณ์ อัตถาวงศ์ เป็นรองสารวัตร กองบัญชาสืบสวนกลาง เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2564 อีกคนเป็นลูกสาวชื่อ จิตปรารถนา ไม่ระบุนามสกุล บรรจุเมื่อเดือนเมษายน 2565

“ผมถึงบางอ้อ มิน่าล่ะ คนเป็นพ่อถึงสู้เป็นสู้ตาย เถียงข้างๆ คูๆ ช่วย พล.อ.ประยุทธ์ โดยไม่ลืมหูลืมตา เพราะเหตุนี้ การแต่งตั้งเอาผลประโยชน์เอื้อพวกพ้องตัวเอง เวลาแต่งตั้งเขาเรียกตำรวจมา ผบ. มีอำนาจจริงในการยกเว้นกฎระเบียบต่างๆ ทำไมบังเอิญขนาดนั้น ได้ทั้ง 2 คนเลย ดีไม่เอาพี่ชายมาอีกคน เอาน้องชายมาแล้วด้วย นี่เพียงครอบครัวเดียว แล้วเด็กที่จบใหม่ 400,000-500,000 คน ได้แต่มองตาปริบๆ ไม่มีโอกาส” นายสมคิดกล่าว

นายสมคิดเสริมว่า ตำแหน่งที่ลูกสาวและลูกชายของแรมโบ้อีสานได้รับมิใช่ตำแหน่งที่องค์กรตำรวจขาดแคลนอยู่ในขณะนี้ “ผบ.หน่วยปกติ เขาจะเป็นคนเลือก อันนี้ไม่ให้เลือก เลือกมาให้เขา แล้วจะให้ตำรวจไปทำงานได้อย่างไร เนื่องจากความรู้ความสามารถไม่ตรงกับหน่วยงาน” เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พล.อ.ประยุทธ์จะสามารถปฏิรูปองค์กรตำรวจได้อย่างไร ในเมื่อไม่รับตำรวจที่ขาดแคลน แต่เอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกตนเอง

“ตำรวจ 1 คน กว่าจะเกษียณเสียเงินกว่า 32 ล้านบาทต่อคน ก็แปลว่า 2 คน ก็ใช้ภาษีพวกผมกว่า 64 ล้าน” นายสมคิดกล่าว

ด้าน นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า นายกฯไม่ได้เกี่ยวข้อง ลูกของตนก็ทำตามขั้นตอนกระบวนการ ลูกของตนนั้นจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แสดงว่ามหาวิทยาลัยนี้มันห่วยมากหรือ ลูกของตนที่เรียนจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งถึงไม่มีสิทธิสอบเข้าตำรวจได้ สอบเข้าเป็นนายสิบ และได้ถูกเลือกไปทำงานหน่วยต่างประเทศเนื่องจากเก่งภาษามาก ตนจึงไม่อยากไปอธิบายความมาก มันเป็นเรื่องของเด็ก อย่าไปทำให้เด็กเสียขวัญกำลังใจเลย