คอลัมน์หน้า 3 : กลไก อำนาจรัฐ ในมือ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่าน นิติสงคราม
กรณีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลายเป็นหินลองทองคมแหลม
ทดสอบ “อำนาจ” ทาง “การเมือง”
เป็นอำนาจอย่างที่นักวิชาการบางคนเรียกว่า “ตุลาการภิวัตน์”และนักวิชาการบางคนเรียกว่า“นิติสงคราม”
“อำนาจ” นี้มีความน่าเกรงอยู่หรือไม่
หากย้อนไปศึกษาอย่างจริงจังก็จะเห็นได้ว่า พลานุภาพของ“ตุลาภิวัตน์” สำแดงให้เห็นตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549
กระหน่ำ “กกต.” กระหน่ำ“การเลือกตั้ง”
และเมื่อผ่านรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 มาแล้วยังเดินหน้าจัดการกับพรรคพลังประชาชนภายหลังการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550
และ ณ วันนี้ ก็กุมชะตากรรม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แท้จริงแล้ว กระบวนการ“ตุลาการภิวัตน์” หรือ“นิติสงคราม” มีส่วนช่วยอย่างสำคัญในทิศทาง 2 ด้านทางการเมือง
1 ทำลาย “ศัตรู” 1 รักษา “อำนาจ”
หากไม่มีการจัดการกับ นายสมัคร สุนทรเวช หากไม่มีการจัดการกับพรรคพลังประชาชน รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่เกิด
เช่นเดียวกับเมื่อปรากฏ“มวลมหาประชาชน” กปปส.
ทิศทางของการออกมาปกป้องการเคลื่อนไหวของ “กปปส.” โดยบางกลไกแห่งอำนาจรัฐก็แสดงออกอย่างเด่นชัด
กระทั่ง สุกงอมพอที่จะเคลื่อนกำลังทำ “รัฐประหาร”
จากนั้น การสร้างความมั่นใจผ่าน “รัฐธรรมนูญ” ผ่านกลไกแห่ง “องค์กรอิสระ” จึงตามมาอย่างรอบด้าน ครบถ้วน
และพิสูจน์ทราบอีกครั้ง ณ วันที่ 24 สิงหาคม
ถามว่าทั้งๆ ที่มีความมั่นคงอย่างแข็งแกร่งผ่านกลไกแห่งอำนาจโดยมีพื้นฐานอยู่ที่ “รัฐธรรมนูญ” เช่นนี้
เหตุใดจึงมีข่าวในเรื่อง “รัฐประหาร”
ตลอดเวลานับจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา รัฐประหารแทบไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
เนื่องจากสามารถ “รัฐประหาร” ได้ตลอดเวลา
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนกระต่ายขาเดียวว่าต้องรอฟังการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงสะท้อนความมั่นใจ
มั่นใจใน “กลไก” มั่นใจใน “อำนาจ”
ความล่อแหลมเป็นอย่างยิ่งอยู่ที่กระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์”หรือ “นิติสงคราม” มิได้เป็นกระบวนการใหม่
หากแต่เจนตา เจนใจในสังคมยิ่ง
ขณะเดียวกัน กรณีการอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น 8 ปี หรือว่าเพิ่ง 3 ปีก็เด่นชัดยิ่งในความรับรู้ของสังคม
จึงเกิดความไม่มั่นใจ จึงต้องงัด “รัฐประหาร” ขึ้นมาขู่

