‘ชัชชาติ’ เปิดมุมมองจากเล็กสู่ใหญ่ ชูการเมืองยุคใหม่ต้องอาศัยยุทธศาสตร์-เข้าถึงคนผ่านโซเชียลทุกแพลตฟอร์ม ปลุกคนทำงานการเมือง-กกต. ต้องสร้างความเชื่อมั่นระบอบ ปชต.
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม ที่ห้องเทวกรรมรังรักษ์ สโมสรทหารบก (ส่วนกลาง) ถนนวิภาวดีรังสิต สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง ได้จัดให้มีงานสัมมนานำเสนอยุทธศาสตร์ของนักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 12 โดยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวเปิดการสัมมนาตอนหนึ่งว่า
ถือได้ว่าการจัดอบรมหลักสูตร พตส. 12 แม้จะเจอสถานการณ์โควิด แต่จัดอบรมได้ตามวัตถุประสงค์ทุกประการ เชื่อว่าสิ่งที่นำเสนอวันนี้มาจากการระดมความคิดของนักศึกษาแต่ละคน ทั้งนี้หลังจากผ่านการวิพากษ์โดยนักวิชาการผู้มีความรู้แล้ว ก็เชื่อว่าจะกลายเป็นเอกสารที่ทรงคุณค่าที่สถาบันการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาการเมืองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อไปได้ ซึ่งจะนำมาซึ่งความมีเสถียรภาพทางการเมือง และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวปาฐกถานำ เรื่อง “จากเล็กสู่ใหญ่ : มองการเมืองและประเทศไทยแบบ 360 องศา” ตอนหนึ่งว่า ทุกคนสามารถเข้าสู่การเลือกตั้งได้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกฎที่ยุติธรรมไม่ได้ลำเอียงกับใคร ไม่ว่าจะมีพรรคหรือไม่มีพรรค หากคุณมีไอเดียและมีความตั้งใจ สามารถชนะการเลือกตั้งได้ ซึ่งคำว่า “จากเล็กไปใหญ่” เป็นคำที่ดี เพราะทุกอย่างมันต้องจากเล็กไปใหญ่ไม่เฉพาะแค่การเลือกตั้ง
ทั้งนี้ วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ประมาณเกือบ 3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คิดว่าหลังการเลือกตั้งใหญ่เสร็จ คิดว่าจะมีการเลือกตั้งได้ต้นปี’63 จึงลุยเต็มที่รวมทั้งหาแนวร่วมมาช่วยกันออกไอเดีย เริ่มแรกใช้แคมเปญว่า “Better Bangkok” แค่ตั้งชื่อก็ผิดแล้วเพราะเป็นภาษาอังกฤษ สุดท้ายจึงเปลี่ยนแคมเปญมาเป็น “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” ดังนั้น การตั้งชื่อต้องคิดให้ดีว่าจะทำอย่างไรให้ติดใจคน ซึ่งทุกคนรู้สึกว่าอยู่กรุงเทพฯต้องดิ้นรน เป็นความรู้สึกร่วมกัน

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า การเป็นผู้ว่าฯกทม. เป็นผู้นำข้าราชการและลูกจ้าง ประมาณ 8 หมื่นคน ต้องถามว่ารู้เรื่องดีพอหรือไม่ ถ้ารู้เรื่องไม่ดีพอแล้วจะมากำหนดยุทธศาสตร์ได้อย่างไร โจทย์แรกคือต้องรู้เรื่องสิ่งที่อาสาจะมาทำแล้วดีหรือไม่ โดยเฉพาะนักเลือกตั้ง ดังนั้นจำเป็นต้องหาความรู้เพิ่มเติม นี่คือหัวใจคือต้องมีความรู้เท่าเทียมกับตำแหน่งที่เราจะเข้าไปทำ ถ้าคิดจะไปลุยเอาข้างหน้ามันเจ๊ง เพราะสุดท้ายจะถูกนำโดยข้าราชการเพราะเรารู้ไม่ละเอียดพอ จึงต้องรู้พอที่จะไปนำเขาได้ รวมทั้งต้องหาแนวร่วมผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเข้ามาช่วยเข้ามาร่วมทีม
“ส่วนป้ายหาเสียงที่จัดทำขึ้นของเรากลายเป็นของหายาก มีน้ำแดงบูชา มีการตามล่าหาป้ายชัชชาติตามถนนเส้นต่างๆ เป็นวิธีการหาเสียงที่ไม่น่าเชื่อ เชื่อว่าต่อจากนี้การเมืองจะเปลี่ยนจะเห็นป้ายหาเสียงขนาดเล็ก ประหยัดทรัพยากร ไม่กีดขวางการจราจร ป้ายเรายืนเด่นเป็นสง่า พายุมาก็แข็งแกร่ง ซึ่งแข็งแกร่งเพราะป้ายเล็กไม่รับลม ถ้าป้ายใหญ่เวลาพายุมาก็พังง่าย อีกทั้งป้ายยังสามารถนำไปรีไซเคิลช่วยรักษ์โลกได้อีกด้วย” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวอีกว่า ทั้งนี้การเมืองแบบใหม่ ต้องมีการทำโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม หากอยากสื่อสารเข้าถึงคนทุกช่วงวัย ต้องมีทุกช่องทาง อย่างเฟซบุ๊กคือคนอายุเยอะ ส่วนอินสตาแกรมและทวิตเตอร์ คือคนรุ่นใหม่ หรือเด็กจบใหม่ และ Tiktok จะเป็นกลุ่มเด็ก ที่สามารถเจาะกลุ่มเด็ก 8 ขวบ เพื่อไปบอกพ่อแม่ให้ลงคะแนนเสียงได้เช่นกัน ซึ่งตนคิดว่าการได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม. ได้คะแนนเสียงมาจากการหาเสียงในโซเชียลมีเดียกว่า 20% ซึ่งถือเป็นการเมืองรูปแบบใหม่
เพราะการทำงานการเมืองต้องหาวิธีการสื่อสาร แม้เราจะทำงานหนักหรือมียุทธศาสตร์ที่ดีแต่สื่อสารไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ ซึ่งการเมืองสมัยใหม่ต้องเข้าถึงคนมากขึ้น ขณะเดียวกันจะต้องเปิดเผยข้อมูลจะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้น นอกจากนั้นการใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue (ทราฟฟี่ฟองดูว์) เป็นการเปลี่ยนจากราชการ โดยใช้แพลตฟอร์มที่ช่วยแก้ปัญหาประชาชนได้เร็วขึ้น และสามารถประสานการทำงานกับหน่วยงานอื่นได้รวดเร็ว อนาคตอาจจะใช้เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมทั้งประเทศได้เลย

นายชัชชาติกล่าวอีกว่า ตนเชื่อเรื่องทำจากเล็กไปใหญ่ แม้งาน กทม.จะถือเป็นงานเล็ก แต่งานไม่ได้มีแค่นี้ เพราะสร้างความมั่นใจความเชื่อมั่นให้กับระบอบประชาธิปไตย ว่าเป็นระบอบที่ทรงพลังที่จะสามารถเลือกคนที่ดีและให้คำตอบกับประเทศ เพราะที่ผ่านมาคนหมดหวังกับระบอบประชาธิปไตย หมดหวังกับระบอบเลือกตั้ง
“ดังนั้น หน้าที่จึงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบอบ เพื่อให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ได้ ขณะที่หน้าที่ของ กกต.ไม่ใช่แค่จัดเลือกตั้ง แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และสร้างความโปร่งใสได้ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ไม่ได้รู้สึกว่านักการเมืองน่ารังเกียจ นั่นคือการสร้างระบบจากฐานรากว่าประชาธิปไตยมีความหมาย และสร้างคำตอบให้ประเทศได้” นายชัชชาติกล่าว


