ศาลสั่ง ‘บิ๊กตู่’ ยุติหน้าที่ จับตาดุลอำนาจเปลี่ยน มุ่งจัดทัพรับเลือกตั้ง

28.08.22 | 13:00 น.

พลันที่ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง รับคำร้อง กรณีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 2 ประกอบมาตรา 158 วรรค 4 หรือไม่ ไว้พิจารณาวินิจฉัยหลังพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบตามคำร้องแล้ว เห็นว่ากรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 7 (9) และให้ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง

แต่ประเด็นที่ทำให้ผู้มีอำนาจและกลุ่มผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เกิดอาการกังวล คือ คำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้อง จึงมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เสียงให้ พล.อ.ประยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2565 จนกว่า ศาลจะมีคำวินิจฉัย เพราะหลายคนคงไม่คิดว่าจะถึงขั้นสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

แต่ผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ยังมองอีกด้านหนึ่งในประเด็นคำสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมา ในมิติด้านรัฐศาสตร์ก็เพื่อลดกระแสร้อนทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชุมนุมหลากหลายกลุ่มที่ประกาศจะจุดม็อบขึ้นมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ กรณีการดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปี ไม่ให้จุดติดในห้วงเวลานี้

ขณะเดียวกันในมุมทางด้านนิติศาสตร์ ยังช่วยให้ภาพของหลักนิติธรรม โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายกับผู้มีอำนาจว่าอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

ประเด็นที่ทุกฝ่ายต้องจับตานับจากนี้ คือ คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีดังกล่าวจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็ว หากตัดสินเร็วทางฝ่ายผู้มีอำนาจเชื่อว่าผลคำตัดสินน่าจะเป็นผลดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะได้ทำหน้าที่ต่อในตำแหน่งนายกฯ อยู่ที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยให้เริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ จากเมื่อใด คือ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้

Advertisement

ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 เนื่องจากความเป็นนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 ทั้งมาตรา เพราะผ่านการลงมติคัดเลือกนายกฯ จากที่ประชุมรัฐสภา และจะดำรงตำแหน่งนายกฯครบ 8 ปี ในวันที่ 6 เมษายน 2568 ซึ่งแนวทางการ นับวาระนายกฯ ครบ 8 ปี ในแนวทางดังกล่าวพอจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด ส่วนแนวทางที่มีการตีความว่าควรนับวาระนายกฯ ภายหลังการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2562 ซึ่งจะครบ 8 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2570 แนวทาง ดังกล่าวอาจจะเกิดการต่อต้านจากทั้งกลุ่มผู้ชุมนุม และ ฝ่ายการเมือง เนื่องจากจะเปิดช่องให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะครบวาระในวันที่ 23 มีนาคม 2566 มีโอกาสจัดตั้ง รัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป ได้อีกหนึ่งวาระ คือ ถึงปี 2570 หากรวมวาระการเป็นนายกฯ ตั้งแต่ปี 2557 จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ ยาวนานถึง   12 ปี

ในทางตรงข้ามหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในกรณีดังกล่าวทอดเวลาออกไป ทางการเมืองย่อมประเมินว่าคงไม่เป็นผลดีกับตำแหน่งนายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์ หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตัดสินใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯครบวาระ 8 ปี แล้ว จะส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจจุบันต้องพ้นตามไปด้วย และต้องเข้าสู่กระบวนการโหวตเลือกนายกฯคนใหม่ ตามขั้นตอนซึ่ง จะเลือกนายกฯจากบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมืองที่เสนอไว้ให้ได้ก่อน โดยพรรคเพื่อไทย (พท.) มีอยู่ 3 ชื่อ คือ คุณหญิง  สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, นายชัยเกษม นิติสิริ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังเหลือ  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคภูมิใจไทย ยังมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หากเลือกนายกฯจากในบัญชีพรรคการเมืองไม่ได้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ยังเปิดช่องให้เลือกนายกฯ จากนอกบัญชีพรรคการเมืองได้ แต่ต้องใช้เสียงสมาชิกรัฐสภา 2 ใน 3 หรือ 484 เสียง ปลดล็อกให้มีการเสนอรายชื่อ นายกฯคนนอก ซึ่งความเป็นไปได้ในแนวทางของนายกฯคนนอก ถือว่าเกิดขึ้นยาก เพราะต้องใช้เสียงของ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านสนับสนุนด้วย และหากเลือกนายกฯทั้งในและนอกบัญชีไม่ได้

ย่อมทำให้ พล.อ.ประวิตร ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ นั่งบริหารอำนาจต่อไปได้เรื่อยๆ รวมทั้งจะได้เป็นผู้คุมกลไกของรัฐบาลในการจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไปด้วย

สิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลจะทำได้ในช่วงปลายของรัฐบาล คือ การเตรียมความพร้อมทั้งนโยบาย การจัดทัพบุคลากร ทั้งตัวผู้สมัคร ส.ส. และกลไกในการสนับสนุนให้พรรคร่วมรัฐบาลมีความได้เปรียบในทางการเมืองเพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ ตามกลไกระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่หลายฝ่ายมีความกังวลคือ หากผู้กุมอำนาจรัฐ ตัดสินใจยุบสภา ในขณะที่กติกาการเลือกตั้ง อย่างร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีสาระสำคัญ คือ ให้มีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หารด้วย 100 คน ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพราะยังต้องลุ้นว่ากฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวที่ถูกส่งตีความไปยังศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยชี้ขาดว่าเนื้อหาของร่าง พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะที่ทั้งยังมีความกังวลกันอีกด้วยว่า หากกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับยังไม่เสร็จ แล้วรัฐบาลรักษาการดึงดันใช้อำนาจออกเป็นพระราชกำหนด ในการยกร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับมาใช้ในการเลือกตั้งจะเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง และจะส่งผลให้การเลือกตั้งดังกล่าวถึงขั้น “โมฆะ” หรือไม่

หากมีผู้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ การเมืองในช่วงหนึ่งถึงสองเดือนนับจากนี้จึงต้องติดตามอย่างเข้มข้นว่า “ดุลอำนาจ” จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่