หน้าแรก การเมือง คลุมถุงดำ ‘ตา...

คลุมถุงดำ ‘ตามหาคนหาย’ จากรัฐเผด็จการ จำลอง ‘อุ้ม’ กลางสยาม หวั่น ‘คดีบิลลี่’ ถูกฟอกขาว

30.08.22 | 17:05 น.

คลุมถุงดำ ‘ตามหาคนหาย’ จากรัฐเผด็จการ จำลอง ‘อุ้ม’ กลางสยาม หวั่น ‘คดีบิลลี่’ ถูกฟอกขาว

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ สืบเนื่องวันที่ 30 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันผู้สูญหายสากล กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ จัดกิจกรรม “ตามหาคนหาย” เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ รำลึกถึงผู้ที่ถูกรัฐบังคับให้สูญหาย – เสียชีวิต รวมถึงผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองโดยมิชอบ ทั้งยังจับตา พ.ร.บ.บังคับสูญหาย ที่ถูกยื่นเข้ารัฐสภา ให้ดำเนินการไปอย่างโปร่งใส

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือเวลา 15.00 น. แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ที่ถนนราชดำริ เคลื่อนขบวนไปยังถนนพระรามที่ 1 และช่วงที่ 2 เวลา 19.00 น. เป็นกิจกรรมออนไลน์ โดยไลฟ์สดผ่านแฟนเพจ “โมกหลวงริมน้ำ”

บรรยากาศเวลา 15.00 น. ที่ถนนราชดำริ มีประชาชนอิสระ ทยอยเดินทางมารอร่วมกิจกรรม โดยนั่งพักบริเวณทางเท้าหน้าห้างเซ็นทรัลเวิล์ด พร้อมนำรถโมบายที่ขนน้ำดื่ม มาจอดใต้สะพานลอยสีเขียวตามที่กลุ่มโมกหลวงริมน้ำนัดหมายไว้ ทั้งนี้ นางวรวรรณ แซ่อั้ง หรือ ป้าเป้า เดินทางมาร่วมกิจกรรมด้วย

นางวรวรรณ หรือ ป้าเป้า เปิดเผยว่า ตนมาเป็นเพื่อนเด็กๆ เพราะสงสาร อะไรที่ทำได้เราก็ทำ ช่วยๆ กันไป เพราะประชาชนอย่างเราเหมือนลูกเมียน้อย

Advertisement

“ทุกคนใกล้โรงหมดแล้วยังคิดไม่ได้ แต่ละคนหงอกๆ กันหมดแล้วยังไม่สำนึกในตัวเอง ยังอยากเป็นใหญ่เป็นโต โลกเขาไปถึงไหน จับแต่คนไปติดคุก มันไม่ถูกต้อง” นางวรวรรณกล่าว

ด้าน “ป้าพร” คนเสื้อแดง กล่าวว่า มาตามหาวันเฉลิมและคนที่ถูกอุ้มหาย

“จะอุ้มอะไรหนักหนา จะฆ่ากันทำไม คนไทยฆ่าคนไทยทำไม มันแย่นะ
อย่าอยู่เลยประวิตร ไปตั้งไข่ก่อน ค่อยมาเป็นนายกฯ ไล่ยาก ไล่เย็น” ป้าพรกล่าว

เวลา 15.29 น. น.ส.แทนฤทัย แท่นรัตน์ หรือ พิมพ์ และ “มิ้นท์” หรือ เจ๊เขียว กลุ่มนาดสินปฏิวัติ ผู้ร่วมจัดกิจกรรม เดินทางมาถึงจุดนัดหมายก่อนเตรียมอุปกรณ์ป้ายภาพและข้อความขนาดเอสี่ ที่จะใช้เดินขบวน โดยนำป้ายมาร้อยเชือกเพื่อห้อยคอขณะเดิน

จากนั้น เวลา 16.05 น. กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ เริ่มทำกิจกรรม นำขบวนโดย “มิ้นท์” หรือ เจ๊เขียว และ น.ส.แทนฤทัย โดยห้อยภาพ คลุมถุงดำ ก่อนเดินเท้าจากหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ไปบนถนนราชดำริ ก่อนเลี้ยวขวา เพื่อเดินขบวนต่อไปบน ถนนพระรามที่ 1 เพื่อไปทำกิจกรรม บริเวณใต้บีทีเอส สถานีสยาม

น.ส.แทนฤทัยกล่าวว่า เนื่องในวันผู้สูญหายสากล แด่ผู้ถูกกดขี่จากรัฐบาล เราจะไม่หยุดนิ่งให้เพื่อนเราที่หายตัวไป ให้เพื่อนเราที่อยู่ในเรือนจำ วันผู้สูญหายสากลเราจะมาตามหาคนถูกบังคับสูญหาย ถูกดำเนินคดีอย่างมิชอบโดยรัฐบาลเผด็จการนี้ เราจะมาร่วมกันส่งเสียง โดยทวงความเป็นธรรมและร่วมทวงอุดมการณ์ที่เพื่อนๆ ของเราถูกบังคับสูญหายไปได้ค้างอุดมการณ์ไว้

“การเดินของเราในวันนี้ คือการส่งเสียงถึงภาครัฐ ภาคประชาชนทั่วไปว่า ยังมีคนที่ถูกบังคับสูญหาย ในขณะที่ประเทศนี้ รัฐบาลนี้ ทำตัวเพิกเฉยต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในการปิดปากประชาชน นักกิจกรรม ให้การบังคับสูญหายเป็นเรื่องธรรมดา ที่รัฐบาลเผด็จการ รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำ
ล่าสุด คดีบิลลี่ ศาลสั่งแล้วว่าใครเป็นคนฆ่า แต่ยังไม่สิ้นสุด ขอให้จับตามอง ไม่ยากให้คดีถูกฟอก หรือหายไป บิลลี่ 8 ปี ถึงจะได้รับความเป็นธรรม แล้วสิ้นสุดกระบวนการจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่อาจทราบได้ ขอให้ร่วมกันจับตา” น.ส.แทนฤทัยกล่าว และว่า

นอกจากวันนี้แล้ว ทางกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ยังจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการถูกบังคับสูญหายด้วย ขอให้ติดตาม

ได้ที่แฟนเพจ

ด้าน มิ้นต์ กล่าวว่า เราไม่ได้สบายใจ วันหนึ่งเราอาจจะเป็นคนที่ 12 ที่อาจจะถูกไปพบศพเราริมโขง เลยตั้งคำถามว่า แล้วความปลอดภัยในประเทศนี้ สำหรับนักกิจกรรมและคนเห็นต่าง ยังมีพื้นที่อยู่หรือไม่

“เรามีความเห็นที่ไม่ตรงกับรัฐ ออกมาพูดถึงปัญหา เราอยากบอกว่า ทุกคนสามารถโดนอุ้มหายได้ทุกคน มีหลายเคส ทั้งกรณีถังแดง ซึ่งรัฐไทยพยายามทำให้คนลืม และเราเชื่อว่าความทรงจำจะเป็นเครื่องมือทวงคืนความยุติธรรมได้”

“วันนี้เราได้มีโอกาสจัดกิจกรรมวันผู้สูญหายสากล ใช้โอกาสนี้จัดกิจกรรมเพื่อคืนความทรงจำให้ทุกคน ว่ามีบุคคลคนที่สูญหาย แล้วเขายังไม่ได้รับความยุติธรรม อย่างกรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ถูกอุ้ม ซึ่งความจริงควรจะจับตัวคนร้ายได้ หรือได้รับความยุติธรรม จนปี 2565 แล้ว ก็ยังไม่ได้คำตอบจากรัฐว่าเกิดอะไรขึ้น เราจึงใช้โอกาสนี้ จัดกิจกรรมคืนความทรงจำ อย่างน้อย เราคอยกระตุ้นเรื่องราวพวกนี้ นักสู้ ไม่ว่าอยู่ในโลกไหน ก็ยังเป็นนักสู้ ถึงตายไปแล้วแต่อุดมการณ์เขายังอยู่ตรงนี้กับเรา” มิ้นท์กล่าว

เมื่อถามว่า กลัวหรือไม่ว่าวันหนึ่งอาจจะเป็นเรา ?

มิ้นท์ กล่าวว่า กลัว เวลาไปทำกิจกรรมก็จะมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคอยตาม ไม่มีความปลอดภัยในชีวิต ถึงกลัวแต่ก็ต้องสู้ต่อไป เรามาทำกิจรรมเชิงสัญลักษณ์มากว่า

“ถ้าตายไปแล้ว ยังมีศพให้รำลึกถึง แตก่ารหายไป ตายหรือไม่ก็ไม่รู้ บางทีมันมีความหวัง แต่ก็ไม่รู้หวังอะไร เสียใจได้ไม่สุด เพราะยังไม่เห็นศพ คือความรู้สึกจากการสัมผัสญาติของผู้ที่ถูกอุ้มหาย ไม่รู้จะหวังไปถึงเมื่อไหร่ คนอยู่มันเจ็บปวด เราสัมผัสได้ ระหว่างนี้เราไม่มีอำนาจใดใดไปจัดการ อย่างน้อยให้เขายังอยู่ในความทรงจำของเรา เขาอาจจะตายไปในโลกนี้ แต่อุดมการณ์เขายังอยู่” มิ้นท์กล่าว

ในตอนหนึ่ง น.ส.แทนฤทัย ตะโกนกล่าวกับผู้ที่สอบถามถึงการทำกิจกรรมวันนี้ว่า “ตามหาคนหายจากรัฐเผด็จการ ที่โดนอุ้มไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับป้ายข้อความที่นำมาเดินขบวนวันนี้ ปรากฏภาพนักเคลื่อนไหวที่ถูกบังคับให้สูญหาย ทั้ง 11 คน ในช่วงหลังการรัฐประหาร ปี พ.ศ.2557 พร้อมข้อความ อาทิ “ถูกบังคับสูญหาย ไม่ทราบชะตากรรม” ได้แก่

1.นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือ ต้าร์ นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะลี้ภัยทางการเมืองในประเทศกัมพูชา หลังไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. โดยถูกนำตัวขึ้นรถ ขณะแวะซื้อของหน้าอาคารที่พัก ณ กรุงพนมเปญ ช่วงเย็นของวันที่ 4 มิถุนายน 2563
2.นายเด่น คำแหล้ นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน สูญหายเมื่อ 16 เมษายน 2559 ที่ ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
3.นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ นักกิจกรรมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในผืนป่าแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี สูญหายเมื่อ 17 เมษายน 2557 ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
4.นายอิทธิพล สุขแป้น หรือ ดีเจซุนโฮ สูญหายเมื่อ 22 มิถุนายน 2559 ที่ประเทศลาว ยังไม่ทราบชะตากรรม
5.นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ สูญหาย 29 กรกฎาคม 2560 ที่ประเทศลาว ยังไม่ทราบชะตากรรม
6.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ สุรชัย แซ่ด่าน ยังไม่ทราบชะตากรรม 7.นายชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ “สหายภูชนะ” (เสียชีวิต) และ 8.นายไกรเดช ลือเลิศ หรือ “สหายกาสะลอง” (เสียชีวิต) ผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทย ไปยังประเทศลาว หลังการรัฐประหาร ปี พ.ศ.2557 ซึ่งทั้ง 3 สูญหายเมื่อ 12 สิงหาคม 2561 ที่ประเทศลาว

9.นายสยาม ธีรวุฒิ หรือ สหายข้าวเหนียวมะม่วง
10.นายกฤษณะ ทัพไทย หรือ สหายยังบลัด
11.นายชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หรือ ลุงสนามหลวง 3 ผู้ลี้ภัยทางการเมือง ที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศเวียดนาม มายังประเทศไทย แต่ยังคงหายสาบสูญไม่ทราบชะตากรรม ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2562

กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ระบุด้วยว่า วันที่ 30 สิงหาคมของทุกปี คือวันที่ตอกย้ำให้ประชาคมโลกตระหนักถึงการบังคับสูญหาย อนึ่ง การบังคับสูญหายมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐเผด็จการหรือผู้ทรงอิทธิพล เป็นการกระทำเพื่อปิดปากผู้เห็นต่าง และเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม

ปัจจุบัน ตามสถิติที่ถูกบันทึกโดย องค์การสหประชาชาติ ประเทศไทยมีผู้ถูกอุ้มหายมากถึง 86 คน ทั้งนี้ ยังไม่นับว่ามีคนจำนวนมากที่ตกสำรวจเพราะไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ ซึ่งในปีที่มีการรัฐประหารโดย คสช. มาจนถึงรัฐบาลปัจจุบันที่ได้รับการสืบทอดอำนาจมานั้น มีผู้ถูกอุ้มหายถึง 11 คน และมีผู้ที่ถูกยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว 4 คน แต่วันผู้ถูกสูญหายสากลปีนี้ จะไม่เหมือนปีก่อนๆ ปีนี้เราจะยืนหยัดเคียงข้างผู้ถูกบังคับสูญหาย และเราจะยืนหยัด ไม่สยบยอมต่ออำนาจเถื่อน

เวลา 16.30 น. ขบวนถึงหน้าห้างสยามพารากอน นักกิจกรรมข้ามถนนมาหยุดปราศรัยด้วยปากเปล่า ที่ใต้สถานีรถไฟฟ้าสยาม

น.ส.แทนฤทัยกล่าวว่า แด่ชีวิตผู้สูญหาย วันนี่เราพาผู้สูญหายหลายๆ ท่านมาด้วยแต่อาจจะไม่ใช่ทุกท่าน ภาคใต้มีนับ 7,000 กรณี ถ้านับรวมเชื่อว่ามีเป็น 10,000 กรณี รัฐบาลกระชากชีวิตของพวกเขาไป อย่างไร้ความเป็นธรรม อย่าง คุณบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ ที่ต่อสู้เพื่อชาวบ้านบางกลอย เพื่อสิทธิที่ดินของเขา แต่วันหนึ่งเขาถูกพบเป็นศพอยู่ในถังแดง เพียงเพราะเขาออกมาสู้ในสิทธิของเรา สิทธิความเป็นมนุษย์ สิทธิที่ดิน สิทธิความเป็นอยู่ เพราะต้องการแค่จะปิดปาก

“เราคงพอรู้กันดีว่า มีการจับคุณชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ที่กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินคดี ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นธรรมหรือไม่ ขอให้ช่วยจับตา คดีบิลลี่จะถูกฟอกขาวหรือไม่ คุณชัยวัฒน์ต้องรับผิดชอบ ขอทวงความเป็นธรรมให้ผู้สูญหายทุกๆ ท่าน ไม่ว่าจะพบเป็นศพ พบหรือไม่พบร่างก็ตาม หรือแม้กระทั่งผู้ที่ถูกซ้อมทรมาน จะมีชีวิตกลับมาหรือไม่ รัฐเผด็จการเป็นตัวกำหนด เรามีสิทธิเรียกร้อง แต่รัฐบาลประยุทธ์ และหลายรัฐบาล ได้พรากสิทธินี้ไป” น.ส.แทนฤทัยกล่าว

จากนั้น น.ส.แทนฤทัย และมิ้นท์ กล่าวแนะนำให้รู้จักผู้ถูกบังคับสูญหาย เช่น เป็นดีเจซานโฮ ซึ่งเป็นอาชีพของคนทั่วไป จากการจัดรายการวิพากษ์การเมือง รวมถึง นางกันญา ธีรวุฒิ มารดาของนายสยาม ธีรวุฒิ ที่ยังคงแต่งตัว แต่งหน้าในทุกๆวัน ไม่ให้ตนเองโทรม เพื่อรอวันลูกชายกลับบ้าน

โดยเวลา 16.50 น. มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการอุ้มหาย นำถุงดำมาคลุมศรีษะนักกิจกรรม ก่อนหิ้วตัวออกไป เพื่อสะท้อนถึงกรณี ทนายสมชาย ที่ถูกลักพาตัวแบบอุกอาจกลางเมือง โดยยังไม่ทราบชะตากรรม