ส่องสัมพันธ์กลุ่ม 3 ป. ผ่านบิ๊กป้อมในบทนายกฯ
จับสัญญาณและนัยยะทางการเมือง ผ่านวงประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะ เป็นประธานการประชุม ครม.นัดแรก ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจาก บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่นายกฯ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยในคำร้องกรณีดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปี หรือไม่
โดย พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่ ของกลุ่ม 3 ป. เดินเกมบริหารอำนาจการเมืองและการบริหารได้อย่างแนบเนียน ผ่านบทบาทรักษาการนายกฯ เป็นประธานการประชุม ครม. แต่ยังให้เกียรติ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการไม่ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ซึ่งที่เว้นว่างเอาไว้ โดยบิ๊กป้อม นั่งเก้าอี้ตัวเดิมของตัวเอง ที่อยู่ข้างเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์เข้าร่วมประชุม ครม.ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์อยู่ที่กระทรวงกลาโหม
ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการประชุม ครม. พล.อ.ประวิตรได้พูดคุยหารือเป็นการส่วนตัวกับ บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หนึ่งในพี่น้องของกลุ่ม 3 ป. เหมือนกับหลายๆ ครั้งก่อนที่จะมีการประชุม ครม. กลุ่ม 3 ป.มักจะปิดห้องแยกคุยกันเป็นการส่วนตัว
เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.อ.ประวิตรทำหน้าที่ประธานการประชุม ครม.ได้อย่างคล่องแคล่ว และตื่นตัวตลอดเวลา โดยเปิดโอกาสให้ ครม.ได้ซักถามข้อสงสัยวาระ ครม.อย่างเต็มที่
พร้อมกับสอบถาม ครม.ว่า ใครมีอะไรจะซักถามหรือไม่ ในแต่ละวาระ โดย พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้พูดหรือซักถามอะไร นั่งจดเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตรยังโชว์ความฟิตด้วยการนั่งเป็นประธานประชุม ครม.แบบไม่มีการพักเบรก ประชุมยาวจนจบ และรับประทานอาหารกลางวันบนโต๊ะ โดยมีการจัดเสิร์ฟอาหารให้บนโต๊ะ ไม่ได้เข้าไปกินในห้องอาหารเหมือนเช่นทุกครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุม ครม.
วาระสำคัญของการประชุม ครม.นัดแรก ที่มี บิ๊กป้อม นั่งหัวโต๊ะ คือ มติของที่ประชุม ครม.ให้มีการปรับแก้ไข คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 215/2565 เกี่ยวกับการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประวิตร และอำนาจหน้าที่ของรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีในคำสั่งฉบับนี้ซึ่งเป็นการปรับปรุงมาจากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 237/2563
สาระสำคัญของคำสั่งดังกล่าว คือ ในการรักษาราชการแทน พล.อ.ประวิตรมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่ในการเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการ หรือองค์กรใด ส่วนรองนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ในการสั่งการอันใดในการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับความเห็นชอบจาก พล.อ.ประวิตรก่อน
ผลของการแก้ไขคำสั่งดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจรักษาการนายกฯของ พล.อ.ประวิตร ให้มีผลย้อนไปตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่ออุดช่องว่างไม่ให้เกิดปัญหาในช่วงที่ พล.อ.ประวิตรมานั่งเป็นรักษาการนายกฯ และมีการอนุมัติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ รวมทั้งอนุมัติงบประมาณไปก่อนหน้านั้น
ขณะที่บทบาทในด้านการบริหารจัดการ รวมถึงการใช้อำนาจในฐานะรักษาการนายกฯของ พล.อ.ประวิตร แม้จะยังไม่ใช้อำนาจรักษาการนายกฯอย่างเต็มที่ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นการให้เกียรติ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ที่ยังอยู่ระหว่างรอผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่ 2 ทาง คือ แนวทางแรก หาก พล.อ.ประยุทธ์ได้กลับมาทำหน้าที่นายกฯต่อ และ พล.อ.ประวิตรเดินหน้าใช้อำนาจรักษาการนายกฯ ทั้งการไปรื้อโผแต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจทั้ง 254 ตำแหน่ง รวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายนายพลทหารประจำปี 2565 อาจจะดูไม่ให้เกียรติ พล.อ.ประยุทธ์ที่ยังดำรงตำแหน่งนายกฯ และกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงกลาโหมอยู่ ส่วนแนวทางที่สอง หาก พล.อ.ประยุทธ์ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบ 8 ปี ถ้า พล.อ.ประวิตรจำเป็นจะต้องใช้อำนาจรักษาการนายกฯ ทั้งการแต่งตั้้งโยกย้ายข้าราชการไปจนถึงการปรับ ครม. เมื่อถึงเวลานั้นจะมีความชอบธรรมมากกว่า เนื่องจากเป็นรักษาการนายกฯอย่างเต็มตัวในการทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายบริหาร
ซึ่งในช่วงรักษาการนายกฯ สิ่งที่ พล.อ.ประวิตรทำให้เห็นถึงบทบาทของการเป็นนายกฯในเชิงของการบริหารที่แตกต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ อย่างการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง และพื้นที่ชุมชนของ กทม. ด้วยการโทรศัพท์สั่งการไปยังผู้ว่าฯกทม.และผู้ว่าราชการจังหวัดด้วยตัวเอง เพื่อลดขั้นตอนของระบบราชการ เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างรวดเร็วทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่า พล.อ.ประวิตรรวมทั้งทีมที่ปรึกษาฯ มีการปรับกลยุทธ์ทั้งการบริหารอำนาจการเมือง และการบริหารงานในสถานะรักษาการนายกฯ ให้เกิดภาพความแตกต่าง และเมื่อเวลาที่จำเป็น พล.อ.ประวิตรก็จะตัดสินใจตามอำนาจที่มีอยู่อย่างแน่นอน ส่วนความสัมพันธ์ของ กลุ่ม 3 ป. จะยังเข้มแข็งแน่นปึ้ก เหมือนเช่นเคยหรือไม่
คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ดีเท่ากับพี่น้อง 3 ป.

