เดินหน้าชน : ละเว้นโดยชอบ

6.09.22 | 09:43 น.
เดินหน้าชน : ละเว้นโดยชอบ เป็นอีกเรื่องร้อนๆ ทางการเมืองที่ต้องติดตาม

เป็นอีกเรื่องร้อนๆ ทางการเมืองที่ต้องติดตามว่าจะลงเอยอย่างไร

นั่นคือ กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลและยื่นฟ้อง นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อครั้งเป็นนายก อบจ.สงขลา ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากเหตุที่ชะลอการจ่ายเงิน 52 ล้านบาท ให้ บริษัท พลวิศว์ เทคพลัส จำกัด ผู้ชนะการประมูลรถอเนกประสงค์ซ่อมบำรุงทางของ อบจ.สงขลา

การชี้มูลของ ป.ป.ช. ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องมีคำสั่งตามขั้นตอน เมื่อ 25 มิถุนายน 2564 ให้ “นิพนธ์” พ้นจากตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ย้อนหลังไป 2 ปี

จากคำสั่งดังกล่าวจึงมีการร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า “นิพนธ์” จะมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) หรือไม่

แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งรับคำร้องไว้ แต่ไม่ได้สั่งให้“นิพนธ์” ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างรอคำวินิจฉัย โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ลงมติ และอ่านคำวินิจฉัย 14 กันยายนนี้

Advertisement

ทั้งนี้ เมื่อย้อนไปดูต้นตอเรื่องนี้ที่ “นิพนธ์” ไม่ยอมเซ็นอนุมัติจ่ายเงินให้บริษัท พลวิศว์ เพราะทางผู้ว่าฯสงขลาขณะนั้น มีคำสั่งให้ตรวจสอบการประมูลดังกล่าว เพราะส่อว่าจะมีการฮั้วกัน เพื่อป้องกันการทุจริต

อบจ.สงขลา จึงตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงก็พบว่าน่าจะฮั้วกันจริง จึงแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บริหารบริษัท พลวิศว์ และบริษัทคู่เทียบประมูล เพราะมีหลักฐานค่อนข้างชัดเจน

กระทั่งเมื่อ 9 มิถุนายน 2565 ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 จึงออกหมายจับผู้ต้องหาหลายรายในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และฮั้วประมูล

ผู้ต้องหาบางส่วนถูกจับกุมดำเนินคดี แต่มี 2 คนคือ อิทธิพล ดวงเดือน ผู้บริหารบริษัท พลวิศว์ และ สุรพงษ์ ตรียานนท์ กรรมการบริษัท เอ็กซ์ ทู ที อินดัสตรี จำกัด ซึ่งเป็นคู่เทียบประมูล หนีไปต่างประเทศ อาจทำให้คดีหมดอายุความ ศาลจึงออกหมายจับฉบับใหม่แบบ “ไม่มีอายุความ”เมื่อ 11 สิงหาคม 2565

แต่ ป.ป.ช.ยังยืนยันว่า ที่ “นิพนธ์” ไม่จ่ายเงินให้บริษัทพลวิศว์ เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งๆ ที่ ป.ป.ช.เองก็ไปแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัท พลวิศว์ และพวกในคดีฮั้วประมูล เมื่อ 5 พฤษภาคม 2565

ก่อนหน้านี้ทางอัยการสูงสุดก็เคยมีคำสั่งไม่ฟ้อง “นิพนธ์” แล้ว แต่ ป.ป.ช.ยังจะยื่นฟ้องเองต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และยังขอให้ศาลมีคำสั่งให้ “นิพนธ์” หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วย

เมื่อ ป.ป.ช.ยื่นฟ้อง ทาง “นิพนธ์” จึงต้องสู้เต็มที่ โดยมอบให้ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นทนายความต่อสู้คดีให้

“วสันต์” เผยถึงเหตุที่มารับหน้าที่นี้ว่า การรับทำคดีต้องดูว่ามีทางต่อสู้ รวมทั้งดูว่าถูกกลั่นแกล้ง ถูกรังแกหรือไม่ หากเป็นฝ่ายผิดคงไม่ลงไปทำให้เพราะเสียฟอร์ม เมื่อนำเรื่องราวมาดูและซักถามข้อเท็จจริง รวมทั้งตรวจเอกสารเห็นว่า “นิพนธ์” ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงรับเป็นทนายทำคดีนี้

“วสันต์” ยังระบุว่า “การทำสัญญาที่เกิดขึ้นจากการฮั้วประมูล ศาลฎีกาเคยวางบรรทัดฐานไว้ว่าสัญญานี้เป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ถ้านายก อบจ.สั่งจ่ายเงินตามสัญญาที่เป็นโมฆะ ถือว่าผิด กรณีนี้ไม่จ่ายเงินแต่บอกว่าเป็นการกลั่นแกล้งพวกฮั้วประมูล”

ดังนั้น เมื่อดูความเป็นมาของเรื่องนี้แล้ว เหตุที่ “นิพนธ์” ไม่อนุมัติจ่ายเงินให้บริษัทที่ถูกฟ้องว่าฮั้วประมูล น่าจะเข้าข่าย “ละเว้นโดยชอบ” มากกว่าไหม