มีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชั้นเรียนระดับผู้บริหารแห่งหนึ่งว่าด้วยเรื่อง “อนาคตการเมืองไทย” เลยถือโอกาสบันทึกไว้อ้างอิง และนำเสนอกับท่านผู้อ่านไปด้วยครับ
ประเด็นแรกคือ รัฐศาสตร์นั้นสามารถทำนายอนาคตได้จริงหรือไม่?
เรื่องนี้ก็พูดยาก แม้แต่ในวงการรัฐศาสตร์ในต่างประเทศเอง เช่น เยอรมนี ยังเคยมีการชี้ว่า รัฐศาสตร์อาจไม่สามารถทำนายอนาคตได้ทุกเรื่อง แต่เรื่องที่พอจะทำได้คือทำนายผลการเลือกตั้ง
แต่ถ้าเป็นเรื่องระดับกระบวนการจรรโลงประชาธิปไตย (democratization) การปฏิวัติ หรือสงครามกลางเมืองนั้น รัฐศาสตร์อาจทำนายไม่ได้ขนาดนั้น (J.Faust. 2011. The Ability of Political Sceince to Predict Future Developments. The Current Column.)
ในประเด็นนี้ผมอยากจะชี้ว่า แม้เรื่องที่นักรัฐศาสตร์ต่างประเทศจะเคยมั่นใจ อาทิ เรื่องของการทำนายผลการเลือกตั้ง ผลก็คือว่าในสังคมไทยอาจจะทำนายได้ไม่แม่นขนาดนั้น อาทิ ชัยชนะของพรรคอนาคตใหม่ในรอบที่แล้วแต่ทั้งนี้ก็คงจะสามารถอธิบายได้ว่า เป็นเพราะระบบการเลือกตั้งเป็นแบบใหม่ การห่างหายจากการเลือกตั้งมานาน รวมไปถึงการอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการมาเป็นเวลานาน ก็มีผลทำให้เกิดเงื่อนไขมากมายที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการทำนาย อาทิ ความนิยมในพรรคอนาคตใหม่
ในความเห็นของผม รัฐศาสตร์ไม่ได้มีความแม่นยำในการทำนายอนาคตขนาดนั้น แต่มีความเป็นไปได้ที่จะอธิบายนัยยะทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ไม่ใช่ในลักษณะ “ฟันธง”กล่าวคือ อาจจะชี้ให้เห็นถึง “ฉากทัศน์” ที่จะเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ จากนั้นจึงชี้ให้เห็นสิ่งที่ควรพิจารณา และนัยยะทางการเมืองที่จะตามมาจากฉากทัศน์เหล่านั้น
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น กรณีข้อกล่าวหาที่มีต่อการดำรงตำแหน่งของคุณประยุทธ์ว่าครบแปดปีหรือไม่ และนับจากตรงไหน สิ่งที่ควรทำคือ ถ้าครบแล้ว (นับจาก 2557) จะต้องพิจารณาอย่างไร ถ้ายังไม่ครบ (นับจาก 2560 หรือ 2562) จะต้องพิจารณาอะไร
นอกจากนี้แล้ว ต้องไม่ลืมศาสตร์และนัยยะทางการเมืองของการใช้ศาสตร์อื่น เช่น โหราศาสตร์ ในการทำนายอนาคตทางการเมืองของไทย โดยต้องไม่มองตั้งแต่แรกว่าโหราศาสตร์นั้นไม่จริง แต่ต้องพยายามเข้าใจทั้งมุมมองภายในโหราศาสตร์ และการเมืองของการใช้และยอมรับโหราศาสตร์ในการทำนายผลทางการเมืองในประเทศไทย
หมายความว่า ตัวโหราศาสตร์เองนั้นมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน ภายในตัวศาสตร์เองหนึ่งคือ การเข้าใจแบบแผนและการเดินทางของดวงดาว ซึ่งโหรส่วนใหญ่เข้าใจตรงกัน สองคือการตีความนัยยะ/ความหมายของแบบแผนและการเข้าใจดวงดาว ซึ่งขึ้นกับสำนักต่างๆ ของโหราศาสตร์เอง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกอ้างมาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะการอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นั้นตรวจสอบไม่ได้ และอธิบายแบบแผนอะไรไม่ได้
และในส่วนนี้เองที่ทำให้การเมืองของการตีความ ใช้และยอมรับโหราศาสตร์มันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะการตีความนั้นมันเกี่ยวข้องกับจุดยืนและความสัมพันธ์กับการเมือง และความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ อาทิ จะมองเรื่องนี้ว่าเคราะห์และพังแน่ๆ หรือมองว่ามีอุปสรรคแล้วหาทางแก้ (ถ้าอยู่กับผู้มีอำนาจ)
รวมไปถึงว่าบางครั้งความคลุมเครือในสังคมนั้นเชื่อมโยงกับบริบททางอำนาจที่พูดความจริงและวิพากษ์วิจารณ์ตรงไปตรงมาไม่ได้ การที่สื่อและประชาชนไปสนใจเรื่องของโหราศาสตร์ หรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบางอย่างก็เป็นสัญญาณว่าไม่สามารถวิจารณ์ ตักเตือนผู้มีอำนาจได้โดยตรง จึงต้องใช้วิธีการเล่าเรื่องผ่านคำทำนาย อาทิ สอบถามโหรสำนักต่างๆ หรือพาดหัวข่าวให้หวือหวาเป็นที่สนใจเอาไว้
ในประเด็นที่สอง ผมขอนำเสนอบางส่วนของความสนใจของนักรัฐศาสตร์ที่มีในโลกปัจจุบันที่มีส่วนในการตั้งหลักมองไปถึงอนาคต
1.การเข้าใจพลวัตของระบอบการเมือง จากเดิมที่สนใจแค่การอธิบายระบอบการเมืองของแต่ละประเทศ และสนใจเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมในฐานะจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ มาสู่การทำความเข้าใจความเป็นไปได้ที่หลากหลายว่าประชาธิปไตยนั้นสามารถที่จะถดถอยลงได้ เผด็จการบางแบบสามารถอยู่อย่างยาวนานได้ และระบอบลูกผสมนั้นมีอยู่ทั่วไป ซึ่งกล่าวโดยรวมแล้ว สิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้นตกต่ำ หรือถูกกดทับเพิ่มขึ้นในระบอบการเมืองต่างๆ การเกิดขึ้นของระบอบประชานิยมเอียงขวา แบบยุคทรัมป์ หรือการกลับมาของพรรคฝ่ายขวาสุดโต่งในยุโรปกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าอนาคตของประชาธิปไตยนั้นดูจะไม่สดใสเท่าไหร่นัก
2.นอกจากนี้แล้วนักวิชาการหลายคนในสาขารัฐศาสตร์ยังเริ่มให้ความสนใจตัวสมรรถนะของรัฐเองควบคู่ไปกับพลวัตของระบอบการเมือง หมายถึงว่า มีความเป็นไปได้ที่ระบอบประชาธิปไตยนั้นอาจมีรัฐที่ไม่เข้มแข็งหรือระบอบเผด็จการอาจมีรัฐที่เข้มแข็งที่ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การกดทับแต่หมายถึงการตอบสนองของรัฐที่มีต่อประชาชน และความสามารถในการระดมทรัพยากร รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาไปในทิศทางที่แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ ซึ่งระบอบเผด็จการหลายระบอบก็อาจทำได้ดีกว่ารัฐในระบอบประชาธิปไตยได้เช่นกัน
การบรรจบกันของประเด็นที่หนึ่งและสองก็คือ ภารกิจใหม่ๆ ของการจรรโลงประชาธิปไตยจึงอาจไม่ได้อยู่ตรงการเจรจากับชนชั้นนำเท่านั้น แต่อาจหมายถึงการสร้างระบบการบริหารจัดการในระดับท้องถิ่น การส่งเสริมระบบการตรวจสอบและคานอำนาจใหม่ๆ รวมทั้งการเชื่อมประสานระบบธรรมาภิบาลกับประชาธิปไตยไปด้วยกัน เรื่องเหล่านี้รวมเรียกว่าความสนใจที่มีต่อสถาบันทางการเมืองที่หลากหลายทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
3.การเพิ่มความสำคัญของอัตลักษณ์ทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ (political identities) ทั้งเรื่องของความเป็นชาติ อัตลักษณ์ของความเป็นเพศที่หลากหลาย รวมไปถึงการขับเคลื่อนทางการเมืองของเยาวชน เรื่องเหล่านี้มาเชื่อมต่อกับสองมิติแรก เพราะการเมืองไม่ได้จำกัดตัวอยู่แค่เรื่องของการเลือกตั้งและกระบวนการในรัฐสภา แต่ยังหมายถึงการขับเคลื่อนประเด็นทางการเมืองผ่านขบวนการทางสังคมในรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ได้จำกัดตัวแต่เรื่องของชนชั้นอีกต่อไป และประเด็นอย่างเรื่องของการยอมรับสิทธิพลเมืองของผู้อพยพก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญในปัจจุบันและในอนาคต
4.บทบาทของเทคโนโลยีกับการเมือง จากยุคแรกที่มักเชื่อกันว่าเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ สังคมจะถูกเปิดกว้างขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาสู่ความเข้าใจที่ซับซ้อนทั้งในส่วนของความเข้าใจด้านลบของตัวเทคโนโลยีเอง และในส่วนของความเข้าใจว่ารัฐนั้นมีทรัพยากรทางอำนาจรวมทั้งเทคโนโลยีมากกว่าประชาชน และสามารถควบคุมประชาชนผ่านการจำกัดทั้งเสรีภาพ และเข้าตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวของเราได้มากขึ้น
5.การเข้ามาของโควิดและโลกหลังโควิด ที่ทำให้เกิดความเปราะบางแบบใหม่ๆ กับทั้งประชาชนและรัฐ หลายประเทศประชาธิปไตยได้สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการกับสถานการณ์โควิดได้ เผด็จการบางประเทศก็พาประชาชนรอดจากโควิดได้ แต่มีทั้งประชาธิปไตยและเผด็จการบางแบบที่พาประเทศถอยหลัง
รวมทั้งการที่เสรีภาพของประชาชนลดลงโดยไม่ได้อะไรแลกกลับมาของหลายประเทศเว้นแต่จะทำให้ระบอบลูกผสมนั้นคงอยู่ได้โดยที่ประชาชนจ่ายราคาที่แพง
ประการสุดท้าย เมื่อพิจารณาอนาคตของการเมืองไทยจากวันนี้ไป ผมคิดว่ามีเรื่องที่จะต้องพิจารณาอยู่หลายประการ
1.ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันมีลักษณะที่ยังมีขั้วความขัดแย้งเดิมอยู่ แต่เพิ่มเติมในเฉดของความขัดแย้งมากขึ้น หมายถึงจากเดิมมีสองขั้ว ในวันนี้คือมี “สองขั้วแต่หลายข้างในขั้วเดียวกัน” หลายสมรภูมิ มีการแย่งชิงการสนับสนุนกันไปมาภายในขั้วเดียวกัน คือขั้วของการสนับสนุนระบอบการเมืองปัจจุบัน กับขั้วที่ต่อต้านระบอบการเมืองปัจจุบัน แต่ในทั้งสองขั้วมีข้างที่ชัดเจนขึ้นว่าดีกรีของการเปลี่ยนแปลงนั้นมีมากน้อยแค่ไหน
เรื่องของการแบ่งขั้วทางการเมืองคงจะไม่เปลี่ยน แต่ข้างทางการเมืองในแต่ละขั้วจะมีมากขึ้น ยิ่งเมื่อระบบการเลือกตั้งเป็นเช่นนี้ แม้ว่าเราจะเห็นการเข้ามาใหม่ของพรรคการเมืองอีกหลายพรรค แต่กลับพบว่าแกนนำของพรรคใหม่ๆ ยังเป็นนักการเมืองหน้าเก่า ที่มีแนวทางไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก
หลายคนอาจจะบอกว่าการมีพรรคการเมืองใหม่ๆ เข้าสู่ระบบหมายถึงการที่ประชาชนจะได้มีทางเลือกใหม่ๆ แต่ในบางมิติอาจมีการตีความได้ว่า การยิ่งมีพรรคใหม่ๆ เข้ามาในระบบอาจทำให้เสถียรภาพของระบอบการเมืองนั้นไม่คงที่ ยิ่งพรรคการเมืองเหล่านี้ไม่ได้มาจากการขับเคลื่อนของขบวนการทางสังคมมาก่อน ก็จะยิ่งเป็นสิ่งท้าทายว่าพรรคใหม่ๆ นั้นจะเข้ามาสร้างขั้วหรือสลายขั้วทางการเมืองได้จริง
หรือเป็นการเพิ่มข้างในแต่ละขั้วเพิ่มขึ้น เท่านั้นเอง เพราะสุดท้ายการร่วมรัฐบาลแบบไทยๆ ไม่ได้เป็นเรื่องของการต่อรองเก้าอี้ผ่านฐานอุดมการณ์ของแต่ละพรรคในการเลือกกระทรวง แต่เป็นเรื่อง “อื่นๆ” เสียมากกว่า
2.อาการของประเทศไทยหลังการเปลี่ยนผ่าน ยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ การเปลี่ยนผ่าน “ในหลายระดับ” และ “หลายปริมณฑล” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เป็นเรื่องที่ยังไม่สิ้นสุดลง อาการ “เปลี่ยนไม่ผ่าน” ยังดำรงอยู่ไม่ใช่น้อย การเปลี่ยนผ่านหลายระดับและหลายปริมณฑลในช่วงนี้จะยังคงเต็มไปด้วยแรงตึงเครียดที่แสดงออกมาในหลายรูปแบบ และมีผลต่อทั้งตัวแสดงทางการเมือง และโครงสร้างทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในสังคมการเมืองในวันนี้
3.ทิศทางของประชาธิปไตยในประเทศไทยยังเป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพต่ำ แนวคิดเสรีนิยมที่เป็นฐานสำคัญของประชาธิปไตยแบบสากลแบบที่ยอมรับกันทั่วโลกยังไม่เข้มแข็ง สะท้อนจากผลการวัดประเมินประชาธิปไตยในหลายสำนักในระดับนานาชาติ หลักการเสรีนิยมที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนมักถูกละเมิด และไม่เชื่อมโยงกับปฏิบัติการทางการเมืองและกฎหมายของรัฐไทย โดยเฉพาะการขาดแคลนมุมมองด้านเสรีนิยมในหมู่ชนชั้นนำทางการเมือง
4.รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่แฝงไปด้วยวิกฤตในตัวเอง และมีผลทำให้เกิดวิกฤตทางการเมืองได้อีกหลายครั้ง รวมทั้งอาจนำไปสู่การปะทะกันของการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งต่อไป เพราะความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอยู่อย่างจำกัด จากการก่อเกิดมาจากระบอบเผด็จการ
5.ความชอบธรรมทางการเมืองของระบอบการเมืองนี้สั่นคลอนเป็นอย่างมาก แม้ว่ากลไกรัฐจะค้ำยันระบอบการเมืองนี้ได้ต่อไป ทั้งในส่วนของกองทัพ และระบบราชการ แต่จากการบริหารวิกฤตโควิด และวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมาได้ชี้ให้เห็นการลดลงอย่างต่อเนื่องของความชอบธรรมของรัฐ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความนิยมในตัวผู้นำจะลดลงอย่างต่อเนื่องในหมู่ของผู้ที่เคยสนับสนุนระบอบนี้มาก่อน และลดลงจนเกิดข้อกังวลถึงความเป็นไปในการหาผู้สืบต่อมาเป็นตัวเลือกใหม่ๆ แต่ด้วยสมรรถนะของกลไกรัฐที่สืบทอดอำนาจมาอย่างยาวนาน น่าจะทำให้ระบอบนี้ยังดำเนินไปได้ แม้ว่าจะดำเนินอยู่ในลักษณะที่เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ
6.การยกระดับการเคลื่อนไหวของประชาชนนอกสภาไปสู่ท้องถนนอาจจะยังไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะที่กว้างขวางในช่วงนี้ เพราะเข้าใกล้การเลือกตั้งไปทุกขณะ คืออย่างน้อยสภาก็จะหมดอายุไม่เกินเดือนมีนาคมปีหน้า ไม่ว่าพลเอก ประยุทธ์ จะได้อยู่ต่อด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ความไม่พอใจของผู้คนน่าจะมาจากผลของการเลือกตั้งในครั้งหน้า และความพยายามยื้ออำนาจของผู้นำในระบอบนี้ผ่านกระบวนการต่างๆ ที่จะเข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้งในทุกรูปแบบ และเมื่อนั้นการยกระดับการชุมนุมก็จะทำได้ชัดเจนขึ้นในความหมายของการข้ามสองขั้วอำนาจได้มากขึ้น หากระบอบการเมืองนี้ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้คนได้เพิ่มขึ้นจากเดิม
7.เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาททางการเมืองเพิ่มขึ้น จะเป็นทรัพยากรทางอำนาจของทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายต่อต้าน แต่รัฐจะยังมีศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีในการกดปราบประชาชนได้อย่างกว้างขวาง ทั้งโดยความได้เปรียบทางเทคโนโลยีเอง และทั้งการยึดครองโครงสร้างพื้นฐานทางอำนาจอื่นๆ เช่น ระบบกฎหมาย และระบบความมั่นคง แต่กระนั้นเทคโนโลยีก็ยังคงถูกใช้จากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอย่างลึกซึ้งกว้างขวางอยู่
8.อัตลักษณ์ทางการเมืองใหม่ๆ จะทวีความสำคัญมากขึ้นในทางการเมือง ชาตินิยมอาจไม่ใช่แกนกลางของการเมืองไทยแกนกลางเดียวอีกต่อไป

