รายงานหน้า 2 : จับสัญญาณ 3 เดือน เงินเฟ้อผ่านจุดพีค

6.09.22 | 10:16 น.

จับสัญญาณ 3 เดือน

เงินเฟ้อผ่านจุดพีค

หมายเหตุ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงดัชนีเศรษฐกิจการค้า เดือนสิงหาคม 2565 และนักวิชาการวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์เงินเฟ้อของไทย

ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) ของไทย เดือนสิงหาคม 2565 เท่ากับ 107.46 สูงขึ้น 0.05% เทียบเดือนกรกฎาคมปีนี้ และสูงขึ้น 7.86% เทียบเดือนสิงหาคมปีก่อน โดยคาดว่าเงินเฟ้อของไทยน่าจะถึงจุดสูงสุดแล้ว เนื่องจากช่วงระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา การขึ้นของเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน คือเดือนมิถุนายน สูงขึ้น 7.66% กรกฎาคมสูงขึ้น 7.61% และสิงหาคม 7.86% นอกจากนี้ เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจการค้าอื่น ทั้งดัชนีราคาผู้ผลิต และดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

เงินเฟ้อสูงในอัตราใกล้เคียงมา 3 เดือน น่าจะเป็นสัญญาณ เงินเฟ้อผ่านจุดพีคที่สุดของปีนี้มาแล้ว หากไม่มีปัจจัยอะไรที่รุนแรงขึ้น ทั้งเรื่องราคาน้ำมัน ความขัดแย้งภายนอก และภาวะอากาศผันผวนจนกระทบต่อวัตถุดิบและราคาสด คาดว่าเงินเฟ้อเดือนกันยายนจะเริ่มลดลง เฉลี่ยต่อเดือนอาจลงมาถึงเกือบ 5% แต่ยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี 2565 ในกรอบ 5.5-6.5% หรือค่ากลางอยู่ที่ 6% ซึ่งเงินเฟ้อเฉลี่ย 8 เดือนสูงขึ้น 6.14%

Advertisement

ปัจจัยสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อสูงระดับ 7% ยังคงเป็นราคาพลังงานที่เติบโตถึง 30.50% แม้ราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลล์จะปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า แต่ราคาน้ำมันดีเซล ก๊าซหุงต้ม และค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตที่สำคัญยังคงสูงขึ้น รวมทั้งค่าบริการ อาทิ ค่าโดยสารสาธารณะ และค่าการศึกษาที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าในหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 6.83%

หากเทียบดัชนีราคาผู้บริโภคสิงหาคมเทียบกับเดือนก่อนหน้า (กรกฎาคม) เพิ่มขึ้น 0.05% เป็นอัตราการขยายตัวที่น้อยมาก เนื่องจากราคาสินค้าส่วนใหญ่ทยอยปรับขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือการตรึงราคาสินค้า ส่วนปัจจัยการปรับขึ้นค่าแรงรายวัน การปรับขึ้นค่าเอฟทีมีผลต่อค่าไฟฟ้าสูงขึ้น นั้นจะมีผลต่อเงินเฟ้อหลังการปรับขึ้นอย่างไร เบื้องต้นไม่น่าจะมีผลต่อเงินเฟ้อสูงทันที เนื่องจากที่ผ่านมา ภาคเอกชนรับรู้มาแล้วและเชื่อว่ามีการเตรียมการบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว อย่างการปรับค่าแรงแม้ประกาศ 1 ตุลาคมนี้ น่าจะมีผลต่อเงินเฟ้อบ้างในต้นปีหน้า

อย่างไรก็ตาม อาจเกิดปัจจัยเสี่ยงที่นอกเหนือจากสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ราคาพลังงานดีดตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ก๊าซธรรมชาติ และค่าไฟฟ้า ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและการผลิตสินค้า รวมทั้งความรุนแรงของอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ สนค. ได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการว่า การขึ้นราคาสินค้าและบริการของบริษัทต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย อิงตามอัตราเงินเฟ้อของประเทศต้นทาง เช่น อัตราค่าบริการเพิ่มขึ้น 8.0% อิงจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาเดือนมีนาคม 2565 ซึ่งสูงขึ้น 8.5% เป็นต้น

มีบางบริษัทปรับราคาเพิ่มขึ้นแล้วตามบริษัทแม่ และบางบริษัทจะปรับราคาในปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า ซึ่งเป็นนโยบายการปรับราคาของบริษัทแม่ที่จะใช้กับบริษัทในเครือทั่วโลก ที่ส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อของไทย ประกอบกับเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ลดลง 0.9% ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ตามการลดลงของสินค้าสำคัญ อาทิ น้ำมันดีเซล น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ส่วนดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง สูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัว ที่ 5.2% จากต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ ราคาพลังงาน และเงินบาทที่อ่อนค่า เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับการใช้วัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้างภาครัฐเป็นไปตามแผน เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าลดลง 0.4% ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 จากราคาเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กที่ลดลงตามราคาในตลาดโลก อุปกรณ์ไฟฟ้า ประปา และวัสดุก่อสร้างอื่นๆ (ยางมะตอย)

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม (ซีซีไอ) เดือนสิงหาคม 2565 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 46.3 จากระดับ 45.5 ในเดือนก่อนหน้า เป็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องติดต่อกัน 2 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 52.6 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 และอยู่ระดับสูงสุดในรอบปี 2565 ปัจจัยหลักมาจากประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมกลับมาดำเนินการได้เป็นปกติ ภาคการส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับลดลง

ทุกอาชีพและทุกภาคความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้น ยกเว้นกรุงเทพฯและปริมณฑล ลดลงจาก 43.4 อยู่ที่ 43.1 และพนักงานเอกชน ลดลงจาก 43.7 จาก 43.2 โดยกลุ่มนี้ระบุมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจไทย ตามด้วยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผันผวน และมาตรการของภาครัฐซึ่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

นณริฏ พิศลยบุตร
นักวิชาการอาวุโสจาก สถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

หากไม่มีปัจจัยที่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ เชื่อว่าเงินเฟ้อจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงตามที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ ซึ่งจะทำให้ค่ากลางของอัตราเงินเฟ้อในปี 2565 อยู่ที่ 5.5-6.5% และ 2.ในช่วงที่เหลือของปี 2565 ยังมีประเด็นความเสี่ยงอยู่พอสมควร ที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น อาทิ ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลก ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่ในปีนี้และหลังจากนี้หลายหน่วยงานพยากรณ์ว่าไทยยังต้องเผชิญกับพายุ ซึ่งหากสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นน้ำท่วมในพื้นที่เกษตรหลายจังหวัด จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง

ต้องจับตาปัจจัยเหล่านี้ เพราะจะส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นกว่าปกติได้ และอาจส่งผลให้เงินเฟ้อค้างอยู่ที่ 7% นานกว่าที่ควรจะเป็นได้ หากเป็นเช่นนั้นท้ายที่สุดแล้วเงินเฟ้อตลอดที่ปี 2565 อาจจะอยู่ที่ 6.5% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 6% ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคประชาชน นั้น หากในปีนี้เงินเฟ้ออยู่ที่ 6.5% จะส่งผลให้ทุกๆ 100 บาท ที่ประชาชนจ่ายออกไปจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 50 สตางค์ อาทิ มีค่าใช้จ่าย 10,000 บาทต่อเดือน จะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นมา 50 บาทต่อเดือน อาจดูว่ามีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไม่เยอะ แต่ในสถานการณ์ที่คนรัดเข็มขัดเช่นนี้ ประชาชนบางกลุ่มจะรู้สึกถึงผลกระทบอยู่บ้าง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของผลกระทบด้วย อาทิ หากเกิดน้ำท่วมในพื้นที่เกษตร ส่งผลให้รายได้เกษตรกรมีปัญหาขึ้นมา ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่หน้ากังวลใจมากขึ้น

ส่วนกรณีที่ กนง. เตรียมประชุมปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อสกัดอัตราเงินเฟ้อ นั้น สิ่งที่ได้กล่าวไปข้างต้นล้วนแต่เป็นปัจจัยในด้านอุปทานทั้งหมด ซึ่งปัจจัยด้านอุปทาน แปลว่า เครื่องมือที่ กนง.ใช้ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยตรง เพียงแต่ว่ายิ่ง กนง.เพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นไป สิ่งที่น่ากังวลใจ คือ จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง คนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง แน่นอนว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะช่วยแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อได้ แต่ก็เป็นผลให้รายได้ของคนบางกลุ่มลดลงตามไปด้วย เพราะฉะนั้น เข้าใจว่าการที่จะทำให้เกิดความสมดุลคงเป็นไปได้ยาก เพราะปัญหาเงินเฟ้อที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้เป็นภัยพิบัติ แม้จะสามารถแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อได้ แต่ก็จะมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอยู่ดี

ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่ารัฐบาลมีนโยบายในการออกมาดูแลผลกระทบจากเรื่องอัตราเงินเฟ้อยู่แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีการดำเนินงานต่อหรือไม่ ในเรื่องของการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม ซึ่งเรื่องนี้จะตรงเป้าหมายมาก เพราะว่าคนที่มีรายได้น้อย คนที่ต้องการความช่วยเหลือก็จะไปลงทะเบียน และภาครัฐจะแจกเงินเข้ามาช่วย เพียงแต่กลัวว่า หากเริ่มดำเนินการเพิ่มเติมตอนนี้อาจจะไม่ทัน อีกโครงการหนึ่งที่มองว่าสามารถเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ในช่วงนี้ได้ คือ โครงการคนละครึ่ง ที่ภาครัฐออกมาแล้วก็พอช่วยได้บ้าง และมองว่าตอนนี้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือมาพอสมควรแล้ว เชื่อว่าหลังจากนี้ปัญหาเงินเฟ้อจะค่อยๆ คลี่คลายลง บวกกับในเดือนตุลาคมนี้ จะมีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ผมมองว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องมีมาตรการใดออกมาเพิ่มเติมแล้ว แต่หากเกิดปัญหา อาทิ ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น หรือเกิดภัยพิบัติที่กระทบกับประชาชนบางกลุ่ม ค่อยมาประเมินกันอีกครั้งว่าจะช่วยกลุ่มเหล่านี้อย่างไรต่อไป

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานหอการค้าไทย

มีมุมมองเดียวกับกระทรวงพาณิชย์ถึงแนวโน้มเงินเฟ้อจากนี้ ที่การเพิ่มขึ้นจะอยู่ในอัตราลดลง ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) วันที่ 7 กันยายนนี้ จะนำเรื่องเงินเฟ้อเข้าหารือด้วย ต้องทบทวนว่าปัจจัยบวกและปัจจัยลบอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งขณะที่ กกร. ได้คาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี 2565 ในกรอบสูงขึ้น 5-7%

มุมมองเงินเฟ้อว่าจะสูงขึ้นในอัตราต่ำลง พิจารณาจากราคาน้ำมันโลกราคาน่าจะเลยจุดสูงสุดแล้ว หลังจากนโยบายการเงินโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ยังเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย จะมีผลต่อทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอย ความต้องการสินค้านำเข้าทั่วโลกลดลงได้ ย่อมกระทบต่อภาคส่งออกไทย และความเชื่อมั่นด้านต่างๆ จะลดลงตาม ดังนั้น การใช้น้ำมันก็จะลดลงและราคาก็จะอ่อนตัว ทิศทางรอยหยักต่อเงินเฟ้อจะมากขึ้น และเงินเฟ้อจะแผ่วลงทั้งในไทยและต่างชาติ ขณะที่เดียวกัน หลายประเทศให้ความสำคัญต่อการหาพลังงานทดแทนเพื่อลดต้นทุนขนส่งและลดปัญหาราคาพลังงานสูง แบบยั่งยืน หากมองเงินเฟ้อที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากภาวะแวดล้อมก็ไม่ควรเกิน 2.5-3.0 % เกินกว่านี้จะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

ส่วนประเด็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย ต่อเงินเฟ้อ ต้องแยกไทยกับประเทศอื่น มีเหตุผลต่างกัน ในต่างประเทศขึ้นดอกเบี้ยเพื่อหวังสกัดเงินเฟ้อ ด้วยผูกดันกับต้นทุนพลังงานและอาหาร แต่ประเทศไทย มีข้อดีเรื่องเป็นแหล่งผลิตอาหารเพียงพอ และยังส่งออกได้มาก จะกังวลเรื่องพลังงานที่มีผลต่อขนส่งเป็นหลัก ก่อนหน้านี้เผชิญต้นทุนค่าขนส่งสูงกว่าเดิม 3-7 เท่าในบางช่วงเวลา ต้องแบกรับภาระนำเข้าน้ำมัน แต่ในส่วนอาหารหรือการผลิตอาหารเราใช้ในประเทศเป็นหลัก 70-80% โดยเงินเฟ้อต้องพิจารณาในเรื่องดุลการค้า กำลังใช้จ่าย ต้นทุนผลิต และค่าเงินด้วย สำหรับเงินบาท ตอนนี้อ่อนค่าอาจเห็น 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ย่อมดีต่อส่งออก แต่ต้องดูความเหมาะสมต่อการนำเข้าด้วย การที่ประเทศไทยจะแข่งขันได้ ปัจจัยต่างๆ ต้องสอดคล้องกับประเทศในภูมิภาคที่เป็นคู่แข่ง เช่น บาทไม่ควรอ่อนหรือแข็งค่าจนมีช่องว่างห่างกันเกินไป แม้มองว่าบาทอ่อนดีต่อรายได้จากส่งออกและท่องเที่ยว แต่ในระยะต่อไปต้องคำนึงเรื่องต้นทุนนำเข้าด้วย หากบาทอ่อนซื้อของแพง ความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวก็ไม่ได้เปรียบเท่าที่ควรเป็น