ที่เห็นและเป็นไป : ตามบทของ‘วิษณุ’
การตอบคำถามของ นายวิษณุ เครืองาม ด้วยสมมุติฐานว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ด้วยความเห็นว่าเป็นมายังไม่ครบ 8 ปี อันเป็นคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แล้วควรจะยุบสภา หรือลาออกดีกว่า โดยชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสีย
ก่อนที่นายวิษณุจะตอบมีการเกริ่นถึงข่าว พล.อ.ประยุทธ์อาจจะวางมือทางการเมือง ไม่ไปต่อในสมัยหน้า โดยจะลาออกหลังจากจัดประชุมเอเปค
ไล่เลียงด้วยคำถาม “ช่วงเอเปคควรเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ใช่รักษาการใช่หรือไม่”
แต่คำตอบของนายวิษณุจะเริ่มต้นด้วยว่า “แล้วแต่จะมองกัน ผมไม่ชี้นำอะไร” ทว่าตามมาด้วย “แต่ต้องคิดถึงหัวอกประเทศที่เขาจะมา ว่าเขาจะมาเจรจากับใคร”
เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่จะเริ่มต้นด้วย “ผมไม่ได้ชี้นำ” เพราะท่ามกลางหน้าสิ่วหน้าขวานการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญต่อสถานะนายกรัฐมนตรีของ ภาพของเนติบริกรมือหนึ่งผู้นี้ถูกตั้งข้อสงสัยว่าชี้นำมาตลอด
ล่าสุดที่บอกว่า คำชี้แจงของทีมงานกฎหมาย พล.อ.ประยุทธ์ต่อคดีนี้ “ฟังขึ้น” ในทางที่ได้รับการตัดสินว่า “ไปต่อได้” ถูกวิจารณ์หนักหน่วงว่า “เจตนาชี้นำ”
ในการตอบคำถามเที่ยวนี้จึงไม่แปลกที่จะเริ่มต้นว่า “ไม่ชี้นำ” ซึ่งเป็นคำพูดที่เชื่อได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้ได้ฟังทุกคนคงตัดสินกันได้อย่างไม่ยุ่งยากอะไรนัก
ในความเห็นว่า “ประเทศที่มาเขาจะเจรจากับใคร” นั้น ตามมาด้วยคำถามจากการวิเคราะห์ที่ว่าหลังประชุมเอเปค พล.อ.ประยุทธ์ลาออก และอาจจะวางมือทางการเมือง ไม่ไปต่อในการเลือกตั้งสมัยหน้า
โดยตอบว่าถ้าประกาศยุบสภาหลังเอเปค พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลจะรักษาการไปจนการจัดตั้งรัฐบาล และมีรัฐบาลใหม่
แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ประกาศลาออกหลังเอเปค จะต้องหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามขั้นตอนในสภา แล้วตั้ง ครม.ใหม่อยู่ไปจนครบวาระ แล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ และอยู่ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่
แม้จะเชื่อว่าไม่ใช่การชี้นำต่อศาลรัฐธรรมนูญตามที่นายวิษณุออกตัวไว้เรียบร้อย แต่ไม่แปลกที่จะมีคนฟังแล้วเห็นว่า “ทางออกที่ดีกว่าคือให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาทำหน้าที่”
ควรให้โอกาสเพื่อประโยชน์ของประเทศ
และไม่แปลกอีกเช่นกันที่ฟังแล้วจะเกิดความเชื่อว่า “พล.อ.ประยุทธ์” จะไม่อยู่ต่อไป มาแค่ทำหน้าที่รับผิดชอบต่อการประชุมเอเปค แล้วเลิกกัน
แม้ยืนยันว่าไม่ใช่การชี้นำ แต่นับเป็นเหตุผลที่ชวนให้ผ่อนปรน เนื่องด้วยความจำเป็นของประเทศ และ พล.อ.ประยุทธ์จะไม่อยู่ต่อไป
แต่เมื่อผู้คนคิดเช่นนี้ จะก่อให้เกิดความเชื่อว่าหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปต่อ พลังที่จะต่อต้านคงมีไม่มากพอที่จะสร้างแรงกดดันอะไรได้มากมาย
ไม่ใช่การชี้นำ แต่สร้างความเชื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ต้องกังวลกับการคัดค้านต่อต้าน เหมือนที่หลายคนกังวลกัน
เพียงแต่ที่ต้องเฝ้าดูคือ “ศาลรัฐธรรมนูญ” จะตัดสินด้วยความคิดแบบไหน
ความคิดที่ยึดถือหลักการของกฎหมายเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของระบบยุติธรรมไว้เพื่อประคับประคองความเชื่อถือศรัทธา
หรือความคิดที่เจือเหตุผลทางการเมือง โดยอธิบายในหลักการกฎหมายที่ทำให้เชื่อถือได้ยาก

