หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำชี้แจงจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีถูก ส.ส.ฝ่ายค้านยื่นคำร้องให้ตัดสินว่าการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ครบ 8 ปีเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 หรือยังไม่ครบ
รวมทั้งความเห็นของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ อดีตเลขานุการกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และรายงานการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนัดที่ 500 และ 501 ศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมครั้งที่สอง วันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา
คืบหน้าแค่ไหน สื่อกระแสหลัก สื่อสังคม คงรายงานและวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
ที่น่าสนใจจากคำชี้แจงยกเหตุผลการตีความมาตรา 158 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่าบทบัญญัติมาตราดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิ ดังนั้น ต้องตีความอย่างแคบและโดยเคร่งครัด ครอบคลุมเฉพาะรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ควรขยายไปถึงฉบับอื่น
ฉบับอื่นที่ว่านั้นก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 และฉบับถาวรก่อนหน้านั้น พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 171 บัญญัติไว้ว่า นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าแปดปีมิได้
ถ้าตีความย้อนหลังไปถึงปี 2557 และ 2550 จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์หมดสิทธิดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที
การตีความอย่างแคบและเคร่งครัดจึงเป็นการปกป้อง รักษาสิทธิประโยชน์ส่วนบุคคลโดยเฉพาะ ทำให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแม้ผ่านมา 8 ปีแล้วก็ตาม ยังไม่ครบเวลาเกินแปดปีตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 เขียนไว้
ไม่สิ้นสุดวันที่ 24 สิงหาคม 2565 แต่สิ้นสุดวันที่ 6 เมษายน 2568 หรือยาวไปถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2570 ถ้าศาลตัดสินให้เริ่มนับตั้งแต่วันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง วันที่ 9 มิถุนายน 2562
แน่นอน ฝ่ายถูกกล่าวหาย่อมตีความอย่างแคบ โดยยึดวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 วันที่ 6 เมษายน 2560 เริ่มต้นนับเป็นหลัก
ในทางตรงกันข้าม หากตีความอย่างกว้าง ยึดเอาเจตนารมณ์ หรือหลักการจำกัดเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจนานเกินไป มีโอกาสทำให้เกิดวิกฤตการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคนดี หรือไม่ดีก็แล้วแต่ มีโอกาสยึดติดอำนาจได้ทั้งคู่ ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองและรักษาประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก
กรณีนี้จึงเป็นข้อถกเถียงในขั้นหลักการ ระหว่างสิทธิประโยชน์ส่วนตัว กับประโยชน์สาธารณะ อะไรควรมาก่อนและควรเป็นหลักปฏิบัติของบุคคลสาธารณะ
ประเด็นที่จะช่วยตัดสินความเห็นต่างระหว่างตีความอย่างแคบ กับตีความอย่างกว้าง ก็คือคำถามพื้นฐานที่ว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ไม่ใช่เริ่มนับวันไหน ไม่ต้องเป็นนักกฎหมายชั้นเซียน แค่ชาวบ้านธรรมดาๆ อ่านหนังสือออกก็เห็นตรงกันว่าเกิดขึ้นเมื่อวันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง และประกาศเป็นทางการสองครั้ง ครั้งแรก 24 สิงหาคม 2557 ครั้งที่สอง 9 มิถุนายน 2562
ความเป็นรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ไม่ได้เริ่มตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับชั่วคราว 22 กรกฎาคม 2557 และฉบับถาวร 6 เมษายน 2560
เหตุที่เกิดปัญหาถกเถียงเกี่ยวกับวันเริ่มต้นนับ สืบเนื่องจากบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 264 เขียนไว้ว่า ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ (6 เมษายน พ.ศ.2560) เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
ข้อความข้างต้นทำให้เกิดการตีความวันเริ่มต้น ต้องย้อนไปถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2557 ซึ่งเป็นวันประกาศแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ไม่ใช่ตัดตอนแค่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 6 เมษายน 2560 ซึ่งไม่ใช่วันที่มีประกาศแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แน่นอนฝ่ายผู้เสียประโยชน์ต้องตีความอย่างแคบเพื่อรักษาสิทธิแห่งตน แต่เลือกตัดตอนแค่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 6 เมษายน 2560
ถามว่า ทำไมไม่ตีความวันเริ่มต้นเป็นวันที่มีประกาศแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง วันที่ 9 มิถุนายน 2562 เสียเลย ซึ่งจะครบแปดปีวันที่ 9 มิถุนายน 2570
เพราะหวั่นเกรงว่าระยะเวลาจะลากยาวนานเกินไปหรือไม่ ทำให้การเมืองร้อนฉ่าขึ้นไปอีก เลยเลือกเอาหนทางกลางๆ วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ทำให้สิทธิที่จะอยู่ต่อไปแค่ 2 ปี ไปจบปี 2568 ปลอดภัยกว่าลากต่อไปจบปี 2570
ไม่ว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร วันที่ 24 มีนาคม 2566 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ครบวาระ 4 ปี ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่
ประเด็นนี้เลยถูกยกขึ้นมาเพื่อลดแรงกดดันของฝ่ายคัดค้าน แต่ก็กลายเป็นกระสุนด้าน เพราะอุปสรรคสำคัญคือ มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ให้อำนาจ ส.ว.ร่วมเลือกตัวนายกรัฐมนตรียังดำรงอยู่ ปิดสวิตช์ไม่สำเร็จ
เมื่ออำนาจพิเศษนี้ยังคงอยู่ เลือกตั้งใหม่ภายใต้กติกาไม่เป็นธรรมเช่นเดิม โอกาสการสานต่ออำนาจยังมีเวลาเหลืออยู่อีกอย่างน้อย 2 ปี
ถึงจะอ้างว่าการรักษาสิทธิของตนก็เพื่อโอกาสทำประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ให้กับสังคมส่วนรวม ไม่ว่าเป็นใครจะอ้างทำนองนี้ทั้งสิ้น
แต่ต้องไม่ลืม และต้องเคร่งครัด ยึดมั่น คือหลักการ เจตนารมณ์เพื่อป้องกันการอยู่ในตำแหน่งลากยาวเกินควร
ตรงนี้ต่างหากเป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมด

