ด่วน!ศาลปกครองสูงสุด ได้เพิกถอนคำสั่งปลด ‘สมชาย วงศ์สวัสดิ์’ จากปลัดแรงงาน

14.09.22 | 14:42 น.

เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ศาลปกครอง ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เเละอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ยื่นฟ้อง กระทรวงแรงงาน,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน,คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงแรงงาน (อ.ก.พ. กระทรวงแรงงาน),คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-5

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เดิมผู้ฟ้องคดีรับราชการตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม และต่อมาได้เข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงานจนพ้นจากตำแหน่ง ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้มีคำสั่งที่ 39/2552 ลงวันที่ 21 มกราคม 2552 ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กรณีผู้ฟ้องคดีในฐานะปลัดกระทรวงยุติธรรมพิจารณาสั่งระงับเรื่องไม่ดำเนินคดีกับ นายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน อดีตอธิบดีกรมบังคับคดี และนายมานิตย์ สุธาพร อดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี ที่ไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียม 70 ล้านบาท จากการขายทอดตลาดที่ดินของศาลจังหวัดธัญบุรี ทั้งที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเห็นว่าการคืนเงินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ทางราชการเสียหาย

ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 พิจารณายกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งลงโทษทางวินัยปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้

1. เพิกถอนคำสั่งกระทรวงแรงงานที่ 39/2552 ลงวันที่ 21 ม.ค. 52 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1และที่ 2 ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ

Advertisement

2. เพิกถอนมติการประชุม อ.ก.พ. กระทรวงแรงงาน ครั้งที่ 9/2551 เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 51 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1

3.เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เรื่องดำ 5210006 เรื่องแดงที่ 0012155 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4
4. เพิกถอนมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 61/2551 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2551 ที่ลงมติว่าผู้ฟ้องคดีกระทำผิด ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มาตรา 250 ของ รัฐธรรมนูญ 50 บัญญัติว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง หรือข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไปร่ำรวยผิดปกติ กระทำ ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อ ตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม รวมทั้งดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการในระดับ ต่ำกว่าที่ร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวหรือกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือที่กระทำความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เห็นสมควรดำเนินการด้วย ทั้งนี้ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต ประกอบกับมาตรา 19 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ บัญญัติว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจ หน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิด ฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่ง หน้าที่ในการยุติธรรม จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและพรป.ดังกล่าวให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ในการไต่สวนและวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อ ตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

ซึ่งแตกต่างจากการดำเนินการทางวินัยตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปที่กำหนดอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคลและการดำเนินการทางวินัยในกรณีอื่น ที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.พ. เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล วินัย และการรักษาวินัย อันเป็นการแบ่งแยกหน้าที่ ขององค์กรต่าง ๆ ของรัฐที่จะดำเนินการในแต่ละกรณีที่ไม่ซ้ำซ้อนกันและเป็นการเกื้อหนุนกัน

โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5ในส่วนที่จะเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัย ข้าราชการเฉพาะกรณีที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้อำนาจไว้เท่านั้น

แม้ว่ามาตรา 41เเละ92 เเห่งพ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ จะกำหนดให้กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูลความผิดทางวินัย ให้ประธานกรรมการส่งรายงาน และเอกสารที่มีอยู่ พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อพิจารณาโทษทางวินัย โดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก

แต่เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 19 เเห่ง พ.ร.ป.ดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 250ของรัฐธรรมนูญ จึงเห็นได้ว่า อำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 5 เป็นกรณีกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ การกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำความผิดฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นมูลความผิดทางวินัย

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5ใช้อำนาจ ชี้มูลว่าผู้ฟ้องคดีกระทำ ความผิดฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง จึงไม่มีอำนาจกระทำได้ ส่วนที่ อ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นั้น เป็นคนละกรณีกับมติของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ในคดีนี้ ซึ่งแตกต่างจากกรณีของผู้ฟ้องคดี

ข้ออ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 จึงไม่อาจรับฟังได้ เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ไม่มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและ ชี้มูลความผิดผู้ฟ้องคดี ในความผิดฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ อย่างร้ายแรง ดังนั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ในการประชุมครั้งที่ 61/2551 ลงวันที่ 16 ต.ค.51 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่มีผลผูกพันผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็น ผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีที่จะถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5มาเป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย หากแต่จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนผู้ฟ้องคดีตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 มีมติว่า กระทำความผิดฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็น ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหาและได้มีโอกาสชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาตามขั้นตอน และวิธีการที่กำหนดไว้ ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีคำสั่งกระทรวงแรงงานลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ได้วินิจฉัยไว้ ในข้างต้น โดยมิได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนผู้ฟ้องคดีและมิได้แจ้ง ข้อกล่าวหาในความผิดฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง แก่ผู้ฟ้องคดี คำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมิได้ดำเนินการตาม ขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญในการลงโทษทางวินัย

และย่อมมีผลทำให้การที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีคำวินิจฉัย ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ด้วยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

พิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงแรงงาน ที่ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และคำวินิจฉัยเรื่องของผู้ถูกฟ้องคดีที่4 ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี โดยให้มีผล ย้อนหลังนับแต่วันที่คำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลบังคับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า วันนี้ตนได้รับความเป็นธรรมจากศาลปกครองสูงสุด ที่ระบุว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่มีอำนาจไต่สวนคดีของตนเพราะตามรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุว่าป.ป.ช.ทำได้เฉพาะข้าราชการทุจริต ร่ำรวยผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของตน ดังนั้นศาลท่านจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ตนออกจากราชการทั้งหมด ซึ่งก็รู้สึกดีใจมาก เพราะตนเป็นข้าราชการ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อยอะไรเลย เมื่อมาเจอแบบนี้ก็ต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุด วันนี้ตนได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมา จากที่เคยถูกไล่ออกจากราชการ หรือเป็นผู้ถูกให้ออกจากราชการ มาวันนี้กลายเป็นผู้ที่ไม่เคยถูกไล่ออกหรือให้ออกจากราชการ เป็นข้าราชการที่บริสุทธิ์ ชื่อเสียงที่เสียไปก็ได้กลับคืนมาแต่ในระหว่างนี้ได้ต่อสู้มาเกือบ 20 ปีกับสิ่งที่ตนไม่ควรจะถูกไต่สวน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการดำเนินการเรียกคืนสิทธิประโยชน์ที่เสียไป นายสมชาย กล่าวว่า ขอดูรายละเอียดคำวินิจฉัยของศาลก่อน ส่วนจะดำเนินการอะไรต่อหรือไม่นั้น ตนเป็นคนยึดถือกฎกติกาหลักเกณฑ์ อะไรที่ไม่ใช่ก็ไม่ยุ่ง อะไรที่ควรทำก็จะทำ เราจะไม่กลั่นแกล้งหรือแก้แค้นใคร แต่อยากให้เข้าใจว่าที่ตนพูดถึง ป.ป.ช.ไม่ใช่ชุดนี้นะ ไม่เกี่ยวกัน ส่วนจะเรียกค่าเสียหายจากป.ป.ช.หรือไม่นั้น คงให้กับฝ่ายกฎหมายดูว่าควรทำอะไร มีกฎหมายรองรับหรือไม่ คงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร อะไรที่ไม่มีสิทธิ์ก็ไม่ทำ

เมื่อถามว่าชื่อเสียงที่เสียหายไป 20 ปีสามารถเรียกร้องอะไรกลับคืนมาได้บ้าง นายสมชาย กล่าวว่า เคยมีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาอยู่ แต่คงต้องดูก่อนว่าอะไรที่อะลุมอล่วยได้ ตนก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวยุ่งเหยิง แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความเสียหายของชื่อเสียงในฐานะที่ต้องตกเป็นผู้ถูกไล่ออกจากราชการ ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่สุดของข้าราชการทุกคน และตนเป็นถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้นำแห่งความยุติธรรมอยู่แล้ว เมื่อเราถูกกล่าวหาก็ต่อสู้เต็มที่ วันนี้ได้รับความยุติธรรม ความเมตตาจากศาลปกครอง

เมื่อถามว่าจะดำเนินการฟ้องกลับ ป.ป.ช.ชุดดังกล่าวหรือไม่ สมชาย กล่าวว่า ยังไม่ขอพูดว่าจะดำเนินการอะไร ต้องไปดูในรายละเอียด เพราะตนบอกแล้วว่าอะไรที่ให้อภัยได้ก็พร้อมให้อภัย เว้นแต่สิ่งที่จะต้องทำเพื่อสิทธิ์ที่สูญเสียกลับคืนมาก็เท่านั้นเอง ตนไม่ได้มีความอาฆาตมาดร้ายใดๆ เพียงแต่อยากบอกว่าทุกคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องคำนึงถึงความเที่ยงตรง เป็นธรรม หากกระบวนการยุติธรรมไม่มั่นคง ทุกอย่างจะขาดศรัทธา ซึ่งศาลปกครองยังคงยังคงเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง