หมายเหตุ – “มติชน” สอบถามมุมมองจากภาคเอกชน นักธุรกิจ หลังพรรคการเมืองเริ่มเปิดตัวผู้นำชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมเดินสายโชว์วิสัยทัศน์ รับเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งนักธุรกิจในแต่ละภาคอุตสาหกรรมก็มีมุมมองและข้อเสนอเพื่อให้แต่ละพรรคนำไปบรรจุเป็นนโยบายต่อไป
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ผู้นำที่จะเข้ามาเป็นหลักสำคัญให้กับเศรษฐกิจไทยมีความคาดหวังอยู่ 2 ข้อ คือ 1.คาดหวังให้ผู้นำคนใหม่ที่เข้ามาทำงานต้องพร้อมปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น เรื่องกฎเกณฑ์ กฎระเบียบต่างๆ แม้กระทั่งการลดขั้นตอนอุปสรรคที่มีมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ข้อบังคับเหล่านั้นทำให้เศรษฐกิจสะดุดก็ต้องยอมปรับ เพื่อรับกับเหตุการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วมากๆ ในช่วงที่ผ่านมา และ 2.ต้องเน้นเรื่องความร่วมมือช่วยกันผลักดันประเทศร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จะต้องมีการประสานงานกันให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเห็นต่างๆ ที่จะนำมาสู่การปฏิบัติต่อการดำเนินเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้เข้ามาส่งเสริมให้ทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศดำเนินไปแนวเดียวกันอย่างมั่นคงและแข็งแรง
จาก 2 ข้อที่ได้ตั้งความหวังมองว่าเป็นเรื่องที่เยอะ และอาจจะยากพอสมควร เนื่องจากเศรษฐกิจในโลกปัจจุบันปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และที่ผ่านมา ไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด แต่โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วจนเกินไป การดำเนินงานทางด้านเศรษฐกิจของประเทศก็มีการปรับตามสถานการณ์อยู่เสมอ แต่เป็นการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า หรือมีแผนรองรับเพียงระยะสั้น ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การแพร่ระบาดโควิด-19 และประเด็นสำคัญอย่างวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างรัสเซีย-ยูเครน ก็เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากนี้ไปวิกฤตเช่นนี้จะคงมีอยู่และหายไปได้ยาก รวมถึงจะเห็นความชัดเจนว่าทิศทางความขัดแย้งอาจจะมีขึ้นมากกว่า 1 สงครามอีกในอนาคต
ดังนั้น เรื่องของแผนระยะสั้นคงยังมีอยู่ และแผนระยะกลาง เมื่อมองเห็นแล้วว่าระยะข้างหน้าจะต้องมีทิศทางเช่นไร และมีแนวทางในการเดินต่ออย่างไร ท่ามกลางวิกฤต เพราะว่ากว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ปกติเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก และอาจส่งถึงผลที่จะเกิดขึ้นต่อไป จึงต้องมีแผนระยะยาวเข้ามาเป็นจุดรองรับการดำเนินเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งแนวทางที่ไทยจะทำได้ดีที่สุดคือการสร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยการอยู่เป็นกลางให้ได้ท่ามกลางสงคราม
โดยจะเป็นแผนระยะกลางและระยะยาว ที่ทำให้ไทยปลอดภัย เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเล็ก ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้เหมือนกับประเทศใหญ่ๆ ที่มีทรัพยากรเพียงพอ ทั้งในด้านของบุคคล ด้านการเงินที่พร้อม เศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้จะสามารถอยู่ด้วยตนเอง และอยู่ได้ในภาวะไม่ปกติ ซึ่งไทยอยู่ไม่ได้ และต้องพึ่งพาประเทศต่างๆ เช่น ประเทศนี้เศรษฐกิจลดลงก็ต้องหันไปพึ่งพาเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ที่สามารถเดินต่อได้ เป็นต้น ดังนั้น การสร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ควรทำ และยืนอยู่ในจุดที่ไม่ส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจประเทศจะดีที่สุด
สำหรับข้อเสนอแนะนโยบายเศรษฐกิจต่อพรรคการเมืองอยากให้ส่งเสริมพัฒนาและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการในประเทศมีการแข่งขันด้านการค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งการเพิ่มการแข่งขันมีอยู่หลายทาง ตั้งแต่การเพิ่มความรู้ การเข้าไปสนับสนุนด้านการเงิน สนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยให้แต่ละธุรกิจสามารถรับมือ และมีความพร้อมต่อการแข่งขันในรูปแบบใหม่ๆ ได้ รวมถึงต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น เพื่อลดทอนปัญหาด้านทรัพยากรมนุษย์ที่เริ่มถอยลง เนื่องจากอัตราการเกิดน้อยมาก และวัยแรงงานก็ไม่เพียงพอในการพัฒนา หรือขยายด้านการผลิตต่างๆ ดังนั้น เศรษฐกิจไทยต้องเริ่มพึ่งพาตัวเองโดยการอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วย ถ้ารัฐสามารถนำความรู้ และนำเข้าเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาได้จะช่วยได้มากขึ้น
นโยบายการเพิ่มบุตรก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัจจุบันไทยมีอัตราการเพิ่มประชากรในประเทศน้อยลง เนื่องจากกังวลปัญหาด้านค่าใช้จ่าย ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดโควิด ประชาชนจึงเลือกลดภาระที่จะเกิดขึ้นมากกว่า ดังนั้น รัฐควรมีมาตรการออกมาเพิ่มเรื่องการมีบุตร เพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มเข้ามา และจะเป็นกำลังสำคัญที่จะพัฒนาประเทศต่อในอนาคต รวมถึงถ้ามีประชากรเพียงพอ นักลงทุนจะมาลงทุนในประเทศต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาการย้ายฐานลงทุนไปประเทศอื่นในอนาคต อีกทั้งนโยบายทางด้านการศึกษาก็ควรเข้าเสริมให้ดูแลเรื่องการเรียนด้านทักษะอาชีพ หรืออาชีวศึกษาให้มากขึ้น เนื่องจากแง่การทำงานหากได้เริ่มศึกษา และทำงานร่วมกันไปได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อโตขึ้นจะพร้อมเข้าสู่การทำงานได้จริง เนื่องจากมีทักษะต่อการประกอบอาชีพมาก่อนแล้ว
ชำนาญ ศรีสวัสดิ์
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)
ในฐานะประธาน สทท. อยากฝากในเรื่องของภาคการท่องเที่ยว ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญ จึงอยากให้พิจารณาจัดภาคการท่องเที่ยวไทยให้เป็นวาระแห่งชาติ อยากเห็นการทำนโยบาย หรือกำหนดยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นปีต่อปี หรือ 4 ปีเปลี่ยน ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี โดยทั่วโลกตอนนี้พูดเรื่องการท่องเที่ยวและอาหารเป็นโครงการปฏิบัติการเร่งรัด แม้ไทยก็มีการพูดกัน แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นแผนการทำงานที่ชัดเจน จึงอยากให้ว่าที่นักการเมือง หรือว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ จัดการทำแผนเดินหน้าภาคการท่องเที่ยวไทยแบบที่ยกให้เป็นวาระแห่งชาติ
ต้องยอมรับว่าท่องเที่ยวไทยถือว่ามีศักยภาพเต็ม 100% ทั้งการบริการ ผู้คน โรงแรมที่พัก แหล่งท่องเที่ยว ที่มีคุณภาพและสวยงามมาก แต่ปัญหาในตอนนี้คือ การบริหารจัดการด้านท่องเที่ยว โดยเฉพาะการที่เราไม่มีตัวจริงเสียงจริงจากภาคการท่องเที่ยว นั่งตำแหน่งผู้บริหารระดับประเทศ หมายถึงว่าไม่เคยมีภาคท่องเที่ยวที่เป็นนักการเมือง หรือเป็นตัวแทนนั่งทำงานในสภาทั้งสิ้น
สิ่งที่ต้องการคือ ไม่ว่าใครเข้ามาทำงานก็แล้วแต่ อยากให้ฟังเสียง แนวคิดของภาคเอกชนท่องเที่ยว ว่าเราต้องการอะไรบ้าง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ ในการพัฒนาและขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวต่อไป ยกตัวอย่างแผนระยะสั้น ขณะนี้แรงงานในภาคบริการหรือภาคการท่องเที่ยว ที่มีปัญหาขาดแคลน ทั้งที่ภาคแรงงานจริงก็ส่งเสียงมาว่า ตอนนี้อยู่ในภาวะตกงานอยู่ ทั้งที่มีความต้องการในแรงงานภาคบริการสูงมาก สทท.จึงอยากขอเป็นเจ้าภาพในการจัดอบรมทักษะให้แรงงาน เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแบบตรงตามความต้องการ เนื่องจากแรงงานที่มีทักษะในอดีต ไม่สามารถใช้ได้ปัจจุบันแล้ว เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปจำนวนมาก จึงเชื่อมั่นในเรื่องการจัดทำหลักสูตรระยะสั้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการให้ภาคเอกชน
รวมถึงการบริหารจัดการเรื่องแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะสถานประกอบการที่เกี่ยวข้อง อาทิ ท่าเรือ ท่ารถ ห้องน้ำสาธารณะต่างๆ ทั้งเมืองท่องเที่ยวหลัก ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวสูง รวมถึงในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ที่ตอนนี้เรายังไม่เห็นมีที่ไหนได้มาตรฐาน และน่าใช้งานเลย ยกเว้นของภาคเอกชนที่ต้องพัฒนาเอง
การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผ่านการใช้เทคโนโลยี เพื่อนำพาเข้าสู่ตลาดโลกได้ ซึ่งหากหน่วยงานรัฐเห็นภาพ ก็ต้องจัดทำแนวทางดำเนินงานที่ชัดเจน ไม่ใช่บอกว่าตอนนี้ก็ทำให้แล้ว แต่หากไม่ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ ก็ไม่ได้มีประโยชน์เท่าที่ควร อาทิ การใช้จ่ายผ่านดิจิทัล โดยเฉพาะการโอนจ่ายผ่านคิวอาร์โค้ดที่ตอนนี้กำลังเป็นเทรนด์อยู่นั้น หากต้องการส่งเสริมให้เกิดขึ้นจริงๆ สามารถจ้างเด็กรุ่นใหม่ มาช่วยปูทางและในการให้ความรู้กับอาชีพต่างๆ ทั้งคนขับแท็กซี่ พ่อค้าแม่ค้า เชื่อว่า 3 เดือนก็สามารถประสบความสำเร็จได้แล้ว
อิสระ บุญยัง
กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
และประธานคณะกรรมการอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
นโยบายที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองมีนโยบายที่จะทำอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเงินอุดหนุนกลุ่มต่างๆ เช่น การชดเชยรายได้เกษตรกร เป็นต้น แต่อยากให้รัฐบาลที่จัดตั้งใหม่หยิบนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนและทำได้จริงๆ เพื่อประกาศให้ประชาชนได้ทราบว่าอีก 4 ปีข้างหน้า นโยบายอะไรที่ทำได้บ้างและไม่ได้บ้าง ขณะที่ในส่วนของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่เป็นตัวหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อยากให้รัฐหาตลาดใหม่ๆ มาทดแทนนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่เราพึ่งพามาตลอด รวมถึงการส่งออกก็ต้องมองหาตลาดใหม่ๆ ให้สอดรับกับเทรนด์และเศรษฐกิจของโลกที่เปลี่ยนไปด้วย
ส่วนระยะกลางและระยะยาวนั้นอยากให้ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลใหม่ให้คิดนโนบายที่จะเก็บเกี่ยวใช้ประโยชน์จากโครงข่ายการคมนาคมขนส่งที่รัฐบาลใช้เม็ดเงินลงทุนไปมหาศาลหลายล้านล้านบาทในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ สนามบิน ถนน มอเตอร์เวย์ ต้องสร้างระบบฟีดเดอร์ เชื่อมต่อ เดินทางสะดวก เข้าถึงง่าย วางผังเมืองที่ส่งเสริมการพัฒนาเมือง เพื่อกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค แก้ปัญหารถติดและการขาดทุนของแต่ละโครงการได้
อย่างที่เห็นในปัจจุบันจะเห็นว่ารถไฟฟ้าหลายสายที่สร้างออกไปชานเมืองจะประสบปัญหาการขาดทุน เนื่องจากคนยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ยังขับรถจากชานเมืองเข้ามาทำงานในเมืองเหมือนเดิม
ปิยะ ประยงค์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)
อยากให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำนั้น เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างประเทศ ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถทางด้านเศรษฐกิจหรืออยู่ในแวดวงธุรกิจ กล้าตัดสินใจ คิดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ใหม่ๆ เพื่อมาช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไป และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยให้แข่งขันกับนานาประเทศได้ โดยเฉพาะประเทศเวียดนามที่ตอนนี้แซงหน้าประเทศไทยไปแล้ว ยิ่งรัฐบาลจะมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในเดือนตุลาคม 2565 อาจจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนที่จะเข้ามาต้องนำมาพิจารณา อาจจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบได้ เนื่องจากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นแล้ว ค่าแรงในประเทศไทยถือว่าสูงกว่าหลายเท่า ซึ่งประเทศไทยเราไม่ได้เซ็กซี่เหมือนเมื่อก่อนที่ค่าแรงถูก จึงเป็นที่สนใจของนักลงทุน
เรื่องของนโยบายอยากให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องสร้างจุดแข็งใหม่ๆ ให้กับประเทศไทย นอกจากเรื่องการท่องเที่ยวและการส่งออกแล้ว อยากให้มองด้านอื่นด้วย เช่น ด้านสุขภาพและอาหาร เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่เก่งด้านนี้มาก ซึ่งรัฐบาลก็ต้องทำให้เป็นนโยบายออกมาและส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อเป็นการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางหรือฮับด้านสุขภาพและอาหาร เป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตอย่างยั่งยืน
เพราะจากการระบาดของโควิด-19 น่าจะทำให้เห็นแล้วว่าธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของประเทศ เมื่อได้รับผล กระทบจากโควิดแล้ว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

