รอยร้าวแช่แข็ง ‘กม.กัญชา’ สะเทือนเสถียรภาพรัฐบาล..?
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา
กรณีพรรคเพื่อไทยร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐโหวตถอนร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. กลับไปแก้ไขใหม่นั้น คิดว่าเป็นเรื่องการเมืองค่อนข้างชัดเจน เพราะว่าการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้อยู่ในภาวะค่อนข้างแย่ลำบากกับการจะไปต่อ ในการร่วมรัฐบาลในสมัยหน้า มีผลมาจากถูกพรรคภูมิใจไทยยึดกุมไว้ในหลายพื้นที่ ประกอบกับพรรคประชาธิปัตย์ถูกโจมตีในการร่วมมือกับรัฐบาลชุดนี้มาตลอด จึงมีความจำเป็นต้องทิ้งบอมบ์ครั้งสุดท้าย เพื่อให้เกิดภาพว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำจากฝ่าย คสช. รวมทั้งพรรคพลังประชารัฐ แต่เป็นความร่วมมือภายใต้เงื่อนไขทางการเมือง ทำแบบนี้เพื่อต้องการสร้างอำนาจการต่อรองมาที่พรรคประชาธิปัตย์มากขึ้น
รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์มองว่ายังมีประชาชนจำนวนหนึ่ง ค่อนข้างมากเห็นด้วยจะยับยั้งนโยบายกัญชา โดยมองว่ากัญชาเป็นยาเสพติด เพื่อเป็นการรักษาฐานคะแนนในจุดนี้ด้วย รวมทั้งต้องการเป็นอิสระจากการควบคุมของ คสช. ประกอบกับขณะนี้พรรคภูมิใจไทยได้พยายามยึดพื้นที่หลายจังหวัด ฐานคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์เสียรังวัดมานานแล้ว จังหวะนี้จึงถือโอกาสเบรกนโยบายกัญชา เพราะหากปล่อยไป จะทำให้คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทย มีคะแนนเสียงนิยมเพิ่มมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จึงตัดสินใจออกมาในลักษณะแบบนี้
ในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็มีความขัดแย้ง และระหองระแหงกับพรรคภูมิใจไทยมานาน เพราะคู่ต่อสู้ของพรรคเพื่อไทย ที่เคยกล่าวมาแล้วหลายครั้ง ไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐ แต่เป็นพรรคภูมิใจไทย หากปล่อยกฎหมายกัญชาออกไป ผู้ที่ได้ประโยชน์ทางการเมืองเต็มที่คือพรรคภูมิใจไทย จะรณรงค์หาเสียงกับประชาชน ทำให้เห็นว่าได้สัญญากับประชาชนแล้ว ที่สำคัญเป็นพรรคเดียวที่หนุนเรื่องกัญชาในรัฐบาลชุดนี้ทำสำเร็จ โดยไม่มีพรรคการเมืองอื่นร่วมด้วย ทำให้พรรคเพื่อไทยเสียคะแนนความนิยม จึงจำเป็นต้องร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อพับกฎหมายฉบับนี้
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เห็นว่าทุกฝ่ายทุกพรรครับหลักการกฎหมายกัญชาทั้งหมด จึงเป็นเกมการเมืองไม่ให้พรรคภูมิใจไทยโตเกินไป และไม่ให้กระแสความนิยมของพรรคภูมิใจไทยมีมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่มองว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์คิดผิด เอาจุดนี้มาทำลายคะแนนนิยมทางการเมือง แต่ลืมไปว่าเป็นการทำลายอนาคตและโอกาส จะทำให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ ประชาชนโดยส่วนรวมได้รับผลประโยชน์ คิดว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ลืมคิดในมุมกลับ คิดแต่ในเรื่องการเมือง หวังผลการเลือกตั้งในครั้งหน้า อาจจะมีผลลบต่อการเลือกตั้งในสมัยหน้า
หากจะมองว่าเป็นจุดแตกหักของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น มีโอกาสเป็นไปได้มาก ไม่ใช่แต่เฉพาะพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ยังได้ส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชารัฐด้วย เพราะเกิดภาวะความระส่ำระสายมาพร้อมกันหมด องคาพยพได้เดินมาจนกระทั่ง ส่งความรู้สึกของการไปต่อของรัฐบาลมันยากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการดำรงตำแหน่ง 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งความขัดแย้งพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เกิดแรงกดดันรักษาการนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เกี่ยวกับการกลับมาของ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อไปต่อหรือยุบสภา
การเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้ ได้มีการส่งสัญญาณเพื่อแก้เกมทางการเมือง โดยเฉพาะการยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของ 3 ป.ทั้งหมด เมื่อถึงเวลาแล้ว จะตัดสินใจด้วยตัวเอง และไม่สนใจที่จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอีกแล้ว
ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่
ปชป.ถือเป็นพรรคที่เชี่ยวชาญการเมือง อาศัยกระแสประชาชนออกมาต่อต้านเรื่องกัญชา เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง มีเป้าหมายเพื่อเรียกคะแนนเสียงในการเลือกตั้งสมัยหน้า โดยโจมตีนโยบายกัญชาเสรีของ ภท. เนื่องจากประชาชนและสังคมไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกว่า 50% ปชป.หวังใช้กระแสดังกล่าว เพื่อหวังผลทางการเมือง ถ้าให้เกิดนโยบายกัญชาเสรี ส่งผลให้ ภท.มีโอกาสกอบโกยคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.มากขึ้น ทำให้ ปชป.ได้รับความนิยมจากประชาชนน้อยลง แต่นโยบายดังกล่าวไม่ใช่กัญชาเสรี 100% เพราะมีระเบียบกฎหมายควบคุมอยู่ แต่ ปชป.ใช้ยุทธวิธีเตะตัดขาให้คู่แข่งสะดุดมากกว่า เพื่อให้พรรคได้มีกระแสหรือที่ยืนในเวทีการเมืองมากขึ้น เพื่อชิงพื้นที่สื่อและมีโอกาสได้รับเลือกตั้ง ส.ส.เพิ่มขึ้นตามลำดับ
ผลความขัดแย้งระหว่าง ปชป.กับ ภท. อาจส่งผลให้เสถียรภาพรัฐบาลอ่อนแอลง แต่ไม่ส่งผลบานปลาย เป็นเพียงเกมการเมืองชิงไหวชิงพริบกันเท่านั้น เชื่อว่าทั้งสองพรรคยังคงจับมือและประคองรัฐบาลไปจนครบวาระมีนาคมปีหน้า ไม่มีใครอยากยุบสภาเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์อยู่ พร้อมสะสมกำลังพล ปัจจัย และเสบียงไว้ สู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย
จากความขัดแย้งดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมแตกหัก และเป็นพันธมิตรในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับอำนาจและผลประโยชน์เป็นหลัก ดังนั้น การเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า จึงเป็นการขับเคี่ยว 5 พรรคใหญ่ คือ เพื่อไทย (พท.) ภท. ก้าวไกล (ก.ก.) พลังประชารัฐ (พปชร.) และ ปชป. ที่มีโอกาสได้ ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ตั้งแต่ 30 คนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับนโยบาย ศักยภาพและเครือข่ายสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร พรรคฝ่ายค้านอาจจับมือ ภท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า เพราะ ภท.ส่วนใหญ่แตกมาจากพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ในอดีต ที่มีนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นโอกาสพรรค พท. ก.ก. และ ภท. จับมือกันตั้งรัฐบาลใหม่ จึงเป็นไปได้สูง หากไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เพราะนายทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ทำตามสัญญาที่ให้กับประขาชน จนทำให้นโยบายประชานิยม อาทิ 30 บาทรักษาทุกโรค เรียนฟรี พักชำระหนี้ กองทุนหมู่บ้าน และโอท็อป ประสบความสำเร็จมาแล้ว ทำให้ ภท.ผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายกัญชาเสรี เพื่อทำตามสัญญาที่ให้กับประชาชน และใช้หาเสียงแข่งกับ พท.ด้วย
วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องมองเป็น 2 ส่วน หากมองในลักษณะของเสถียรภาพรัฐบาลนั้น ไม่กระทบ เพราะทั้งหมดทั้งมวลนี่คือกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลทั้งนั้น ฉะนั้นเขาก็สามารถจะยังทำงานต่อไปได้ และดูทิศทางแล้วยังไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในตอนนี้ จนกว่าจะถึงวันที่ 30 กันยายนที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องวาระ 8 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะฉะนั้นรัฐบาลยังคงมีเสถียรภาพ
แต่จะมีประเด็นที่ 2 คือจากการลงมติในการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.เงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง ที่ว่าทำไม ปชป.กับ ภท.จึงมีทิศทางดูเหมือนจะแตกต่างกัน ตรงนี้เราไม่ได้มองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล แต่มองในฐานะเตรียมการเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง เพราะ ภท.ประกาศนโยบายมาแล้วเรื่องการจัดการหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในรูปแบบไหนก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นการที่ ภท.สนับสนุนการไม่เก็บดอกเบี้ยหนี้ กยศ. ถือว่าเป็นไปตามนโยบายเตรียมพร้อมหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า
ในทางกลับกัน ปชป.ก็ใช้จุดอ่อนในเรื่องของกัญชา มาหาเสียงกับประชาชนในภาคใต้ที่ไม่ชอบนโยบายเสรีกัญชา เพราะฉะนั้นความเห็นแตกต่างกันใน 2 ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่า เราอยู่ในช่วงสถานการณ์เตรียมตีกลองเพื่อเลือกตั้ง
ในสนามเลือกตั้ง เราพอจะเห็นภาพได้ว่าใน ปชป. ต้องการจัดการ ภท.ที่พยายามจะขยายอิทธิพลไปสู่ภาคใต้ เรื่องนี้อาจไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลก็จริง แต่อาจกระทบประเด็นการเลือกตั้ง สำหรับ ปชป. การเอาภาคใต้กลับคืนมาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์เสียพื้นที่ภาคใต้ให้กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคภูมิใจไทยไปบางส่วน เพราะฉะนั้น จุดนี้คือการจัดการกับ ภท. ในส่วนภาคใต้ การพยายามป้องกันไม่ให้ ภท.ใหญ่เกินไป อย่างที่เราทราบกันดีว่า ตอนนี้ ภท.เริ่มกวาด ส.ส.ในโซนภาคอีสาน ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบน ถ้าหากพรรคภูมิใจไทย ได้พื้นที่ในภาคใต้ไปอีก ภท.อาจจะกลายเป็นพรรคที่ 3 เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ จะเป็นตัวแปรจัดตั้งรัฐบาลด้วย หากเป็นแบบนั้น อำนาจการต่อรองของ ปชป.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะน้อยลง
การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ของ ภท.นั้น คิดว่าลำบาก เพราะมีข้อจำกัดเรื่องเวลา หากกฎหมายออกไปแล้วต้องเริ่มพิจารณาใหม่ ต้องไปต่อคิวกฎหมายอื่น ต้องเข้าสภา และอายุสภาตอนนี้เหลือเวลาไม่กี่เดือน และกฎหมายนั้นต้องผ่านทั้ง ส.ส.และ ส.ว. แล้วต้องตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ในการแก้ไข เพราะฉะนั้นดูในภาพรวมแล้ว พ.ร.บ.กัญชา กัญชง น่าจะไม่ได้ออกใน ส.ส.สมัยนี้ นี่คือปัญหา ดังนั้น คนจะใช้จุดอ่อนตรงนี้โจมตี ภท.ว่า เปิดเสรีกัญชาโดยไม่ได้ควบคุม เพราะกฎหมายน่าจะออกไม่ทันสมัยประชุมนี้ จะเป็นจุดอ่อนสำหรับคนไม่ชอบหรือมองเห็นว่าการเปิดเสรีกัญชาเป็นปัญหา ก็จะเทคะแนนไปทางพรรคอื่น
วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.พะเยา
นี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อยู่ระหว่างรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มองเป็นเรื่องปกติ ถึงเวลาช่วงชิงจังหวะทางการเมือง ภาพที่แต่ละพรรคมองเห็น ก็นำมาซึ่งภาพที่เราเห็นว่ามีความขัดๆ กันอยู่ นั่นหมายความว่าพร้อมจะแยกทางกัน หมายความว่าเมื่อถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป และมีการฟอร์มรัฐบาล แต่ละพรรคก็คงจะไม่ยึดติดแล้ว จากเดิมรัฐบาลเป็นพรรคพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ คิดว่าเมื่อถึงตอนนั้นเขาจะไม่ยึดติดอีกต่อไป อยู่ที่ว่าเขามองเห็นอนาคตพรรคร่วมของตัวเองอย่างไรในการที่จะร่วมรัฐบาล เป็นปรากฏการณ์ปกติ แต่โดยทั่วไปนี่คือภาพความขัดแย้ง
รวมทั้งการที่พรรคภูมิใจไทย มีแนวทางตามที่เป็นข่าว คิดว่าเขาคงตัดสินใจแล้วว่าเขาเลือกตรงนี้ เพราะว่าจะได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นจากฐานเสียงของผู้ได้รับการยกเว้น เรื่องการกู้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
ส่วน กรณีพรรคประชาธิปัตย์ จับมือกับพรรคเพื่อไทย แช่แข็งร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง เป็นการเล่นเกมอะไรหรือไม่นั้น ประชาธิปัตย์เองก็มองว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าประชาธิปัตย์มีความสุ่มเสี่ยงจะถูกเจาะรังไข่แดง เช่น พื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทยน่าจะมาอยู่หลายที่นั่ง ภาคอีสานภูมิใจไทยก็มาแรง จึงไม่จำเป็นต้องญาติดีกับภูมิใจไทยแล้ว ตอนนี้เรียกว่าชิงจังหวะ ออกตัวก่อนเพื่อน เพื่อให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์พร้อมร่วมมือกับพรรคไหนก็ได้ ถือเป็นปรากฏการณ์หนึ่งของกรณีถอน ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ว่าทำไมประชาธิปัตย์ อยู่ดีๆ ดูเหมือนมีแนวทางเดียวกับพรรคเพื่อไทย เป็นปรากฏการณ์แต่ละพรรคเริ่มหาลู่ทางให้กับตัวเองแล้วว่า ถึงตอนนั้น เลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าหากไม่มีการยุบสภา มีนาคมหมดวาระ แต่ละพรรคจะวางสถานะตัวเองไว้ตรงไหน
วิเคราะห์ว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า ภูมิใจไทยมาแน่ เพราะถ้าเราดูจากประวัติ เรื่องการเลือกตั้งซ่อม รวมถึงการที่สามารถเจาะฐานเสียงของภาคใต้ที่พรรคประชาธิปัตย์ยึดครองมายาวนาน และเราจะเห็นอีกปรากฏการณ์หนึ่ง คือเริ่มโยกย้ายไปอยู่พรรคโน้นพรรคนี้ แสดงว่าผู้สมัครเองก็มองแล้วว่า ตัวเองอยู่พรรคไหนถึงจะได้เปรียบ ปรากฏการณ์จึงค่อนข้างถี่ในช่วงนี้
ถามว่า กระเทือนเสถียรภาพรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน คิดว่า รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพให้สะเทือนแล้ว ถึงจุดจบ (Ending) แล้ว เขาต้องทำความเข้าใจว่าสถานะไม่เหมือนเดิม เหมือนเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ดังนั้นพลังประชารัฐก็จะอยู่ในโหมดเดียวกับพรรคอื่นๆ
ส่วนเรื่องการถอดถอนร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ถือเป็นปมจุดแตกหัก สกัดพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ เพราะถือเป็นหนึ่งในนโยบายใช้หาเสียงของพรรค หนีไม่พ้นจะวิเคราะห์แบบนั้น
จากนี้ไป คิดว่าคงไม่มีการแก้สถานการณ์ เพราะใกล้จุดเอนดิ้งของสถานการณ์การเมืองไทย การเลือกตั้งครั้งต่อไป เร็วๆ นี้ แต่ละพรรคเริ่มวิเคราะห์ตนเอง วิเคราะห์พรรคร่วม วิเคราะห์พรรคฝ่ายตรงข้ามว่าครั้งต่อไปเมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้น จะจับมือกับใครดี ตรงนั้นเป็นหลักในการขบคิด มากกว่าการรักษาเสถียรภาพ หรือการกลับมาญาติดีกันได้ในช่วงนี้
พ้นขีดตรงนั้นไปแล้ว ต่อให้ญาติดี สังคมก็คงมองว่า เป็นการเล่นละครฉากหนึ่งนั่นแหละ

