สถานการณ์จากคำสั่ง “พัก” การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้พิสูจน์บทบาทและความหมายได้อย่างเด่นชัด
เด่นชัดถึงความเที่ยงแท้แห่งความเป็น “อนิจจัง” เด่นชัดถึงการดำรงอยู่อย่างไม่สถิตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แม้จะมีความพยายามอย่างเต็มกำลังในการแสดงบทบาทผ่านตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่เหลืออยู่ กระนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็รู้ดีว่ายากที่จะฟื้นคืน
สภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงตกที่นั่งเหมือนกับที่ นายทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจขายหุ้นชินคอร์ปให้กับเทมาเส็ก เหมือนกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีนิรโทษกรรมสุดซอย
นั่นก็คือ เมื่อเข้าสู่หมาก “อับ” ในทางการเมืองขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองโดยรอบบีบรัดเข้ามาอย่างแหลมคมและรุนแรง โอกาสที่จะหวนคืนในระยะสั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้
ยิ่งอายุของสภาผู้แทนราษฎรจะหมดวาระภายในเดือนมีนาคม 2566 ยิ่งเท่ากับเป็นอัตราเร่งให้ต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหม่จากสถานการณ์ “เลือกตั้ง”
เมื่อมองจากสถานะและความเป็นจริงก็จะเห็นแต่อุปสรรคและโอกาสที่น้อยลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แม้จะมีความพยายามปล่อยคลิปอันตอกย้ำและยืนยันความเป็นเอกภาพภายในของความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “กลุ่ม 3 ป.” แต่ความเป็นจริงตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 ก็เห็นอย่างเด่นชัด
เพราะในความขัดแย้งกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มีเงาทะมื่นของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยืนทะมื่นอยู่
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในห้วงที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดำรงอยู่ในสถานะรักษาการนายกรัฐมนตรีได้ก่อให้เกิดภาพเปรียบเทียบอันทรงความหมาย
ทุกก้าวย่างล้วนตอกย้ำถึงมายาคติหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือทางเลือกเดียวในทางการเมืองไม่เป็นความจริงต่อไปอีกแล้ว
คำสั่ง “พัก” การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งในทางความคิด ในทางการเมือง
ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตกอยู่ในสถานการณ์ใหม่
เป็นสถานการณ์ “ขาลง” เป็นสถานการณ์ที่ถูกบีบรัดโดยรอบให้จำเป็นต้อง “ถอย” ในทางการเมืองอย่างเป็นจริง
เช่นเดียวกับที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เอ่ยคำ “ผมพอแล้ว”

