หน้าแรก การเมือง อนุทิน ตัดพ้อ...

อนุทิน ตัดพ้อหนัก พอใกล้เลือกตั้ง พรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่ช่วยกัน ที่เคยเกรงใจก็ไม่เกรงใจ

16.09.22 | 12:56 น.

อนุทิน ตัดพ้อ พรรคร่วมฯไม่สนับสนุนกันเอง พอใกล้เลือกตั้ง อะไรที่ต้องเกรงใจกันก็ไม่เกรงใจ

เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 16 กันยายน ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีกระแสข่าวเรียกร้องให้นํากัญชากลับคืนสู่บัญชียาเสพติด จนกว่าจะมีร่าง พ.ร.บ.ที่ใช้ควบคุมฉบับสมบูรณ์ออกมาบังคับใช้ว่า รัฐมนตรีสาธารณสุขไม่มีสิทธิประกาศว่ากัญชาจะเป็นยาเสพติดหรือไม่ ทุกอย่างล้วนเป็นมติจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แล้วจึงให้รัฐมนตรีสาธารณสุขลงนามพิจารณา ในกฎหมายมีระบุอยู่ชัดเจน

นายอนุทินกล่าวต่อว่า จากที่มีการถกเถียงเรื่องนี้กันในสภา ตนไม่ทราบว่าจะเถียงกันไปทําไม มันไม่ใช่ประเด็นข้อเท็จจริงหรือการคิดถึงพี่น้องประชาชน สิ่งที่ทํามาเป็นการเอาการเมืองนําผลประโยชน์ของประชาชน

เมื่อถามว่าในขณะที่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯอยู่ และยังไม่มีความแน่ชัดว่ากฎหมายฉบับนี้จะได้ไปต่อหรือไม่ รัฐบาลจะดูแลประชาชนหรือผู้ประกอบการที่ริเริ่มปลูกไปแล้วอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ต้องดูแลอะไร เพราะ พ.ร.บ.สาธารณสุขและประกาศต่างๆ ยังมีผลบังคับใช้อยู่ นี่คือความรอบคอบ เราทราบอยู่แล้วว่าเมื่อเรื่องนี้ผ่านผ่านการพิจารณาจากสภา ก็จะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเร่งให้มีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพื่อควบคุมการใช้กัญชา

นายอนุทินกล่าวต่อว่า องค์การต่างๆ ที่ออกมาต่อต้าน หลายๆ ท่านที่ลงนาม ก็เป็นกรรมการบริษัทสุรา ซึ่งติดง่ายและอันตรายกว่ากัญชาเสียอีก มาหยุดยั้งกัญชา แต่กลับเป็นกรรมการบริษัทขายเหล้า เพราะฉะนั้นถึงเกิดความวุ่นวายไปหมด ผู้คนหันแต่ไปให้คุณค่ากับสถานะทางสังคม ด้อยค่าผู้ที่ตั้งใจทํางานอย่างจริงจังเพื่อปากท้องของประชาชน

Advertisement

เมื่อถามว่ามีความเห็นอย่างไรที่พรรคภูมิใจไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าพยายามรีบเร่งการหาเสียงผ่านนโยบายกัญชาและปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) นายอนุทินกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคทํางาน พูดแล้วทํา ทําทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนให้ดีขึ้น ไม่ต้องมีการเร่งหาเสียง ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทํางานจนถึงวันนี้ มีการผลักดันอะไรต่างมากมายให้เกิดประโยชน์ ดังนั้นการทําเพื่อพี่น้องประชาชนก็ไม่ต้องมีอะไรที่ต้องกังวล ถ้าใครมาขวาง คนนั้นก็ต้องตอบพี่น้องประชาชนเท่านั้นเอง

“ดีซะอีกที่เป็นแบบนี้ พรรคร่วมรัฐบาลไม่สนับสนุนกันเอง ใกล้เลือกตั้ง อะไรที่จะต้องเกรงใจอะไรกันก็ไม่ต้องเกรงใจ” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยใช้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สูงจนไม่สนใจเรื่องวินัยของประชาชนหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องวินัย กยศ.อยู่ที่การปลูกฝัง ภท.ไม่ได้บอกว่าให้เบี้ยวหนี้ แต่การให้การศึกษาเยาวชนแห่งชาติจริงควรจะต้องฟรี เยาวชนแห่งชาติต้องได้รับการศึกษาสูงสุดเท่าที่อยากจะเรียน โดยรัฐต้องเป็นผู้สนับสนุน เพราะนี้คือการลงทุนในอนาคตของบ้านเมือง ไม่มีประเด็นใดๆ ทางการเมืองเลย คิดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ คิดแต่เรื่องที่เป็นความมั่นคงของบ้านเมืองในอนาคตเรื่องที่ทำให้เยาวชนแห่งชาติมีการศึกษา ต้องมองว่านี้คือการสร้างรากฐานที่จะทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าไปได้ ของพวกนี้ไม่ใช่การหาเสียง แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้มีโอกาสเข้ามาพัฒนาบริหารประชาชน ส่วนตนไม่ได้คิดอะไร

เมื่อถามยํ้าว่าจะถูกมองว่าไม่เหมาะสมกับสถานะทางการเงินในปัจจุบันที่มีงบประมาณอยู่น้อยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า การศึกษาลงทุนอย่างไร อานาคตของชาติคือเยาวชน เรื่องพวกนี้อยู่กับข้อแตกต่าง ไม่ละลายยา วัคซีน ส่วนตรงนี้ที่ใช้ไปก็หมดไป ประชาชนมีภูมิคุ้มกันหายจากการเจ็บป่วยตรงนั้นเรายังทำให้แล้วนับประสาอะไรกับการให้อนาคตของชาติเยาวชนที่อีกหน่อยพวกเราก็ต้องพึ่งพาอาศัยพวกเขาราแก่ตัวไปคนเหล่านี้จะมาเลี้ยงพวกเรา สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) มันต้องมีการดูแลงบประมาณ ที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ ก็ให้คนในชาติมีความรู้เยอะๆ ทำงานได้ รับงานได้ เสียภาษี แล้วก็เอามาดูแลคนในชาติ เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องวินัยการคลัง ให้กลับไปดูวินัยการเงินการคลัง ไปดูการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด อะไรที่ไม่จำเป็นไม่ควรซื้อ ไปดูเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นอย่าให้มีเลย อย่าให้มีเงินรั่วไหล วินัยการเงินการคลังหนักกว่าอีก การดูแลให้เยาวชนให้ได้รับการศึกษาโดยที่การกู้ยืม ไม่ต้องคิดดอกเบี้ย เดี๋ยวเขาก็เอามาคืน เมื่อเขาทำงาน เสียภาษีเฉลี่ยตกคนละ 100,000 บาท ในการศึกษา ค่าแรงขั้นต่ำต่อปี อยู่ที่ประมาณ 12,000-15,000 บาท ภายใน 7 ปี ก็คืนเงินครบหมดแล้ว แต่ละปีก็มีคนเก่งอยู่ในกลุ่มนั้น จะต้องทำมาหากินด้วยเงินที่เสียภาษีมากขึ้น ในเวลา 4-5 ปี ก็จ่ายเงินครบหมดแล้ว เขาก็มีเวลาอีก 30 ปี โดยเฉลี่ย ที่ทำมาหากิน เสียภาษีคืนรับมา ตนไม่ได้บอกเป็นระบบราชการ แต่มองว่าเงินมาจากไหนก็ขอให้มาอยู่ในกระเป๋าของรัฐ เงินที่รัฐเอาออกไปจากตรงนี้คือเงินถังใหญ่กระจายไปยังกระป๋องเล็กๆ น้อยๆ ให้กับพี่น้องประชาชน จ่ายค่าเรียน เงินเดือนครู ค่าหนังสือต่างๆ เงินไม่ได้หายไปไหน ถูกกระจายไปเท่านั้นเอง