
มูลนิธิเพื่อนหญิง ออกแถลงการณ์จี้ รมว.กลาโหม รณรงค์ทหาร ไม่ใช้ความรุนแรงในครอบครัว หลังมีกรณีทหารหื่น-ตบตีภรรยา
จากกรณีข่าวการร้องทุกข์เพื่อให้มีการตรวจสอบพฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศของนายทหารต่อพนักงานราชการหญิงในสังกัดเดียวกัน ผู้เสียหายได้ร้องเรียนผู้บังคับบัญชา แต่ปรากฎว่าไม่มีการดำเนินการเอาผิดกับผู้ก่อเหตุแต่ผู้เสียหายกลับถูกตั้งกรรมการสอบ เพราะถูกมองว่าเป็นผู้ทำให้หน่วยงานได้รับความเสียหาย รวมถึงกรณีทหารนายหนึ่งทุบตีทำร้ายภรรยา ผู้เสียหายได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของสามีแล้ว 2 ครั้งแต่เรื่องก็เงียบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่อมาผู้เสียหายก็ถูกทุบตีทำร้ายอีกหลายครั้งจนในที่สุดจึงตัดสินใจขอหย่า แต่สามีให้ระบุในเงื่อนไขการหย่าว่าจะไม่ขอค่าเลี้ยงดู แม้เรื่องนี้หน่วยงานของสามีรายนี้จะได้สั่งลงโทษทางวินัยไปและสั่งให้ชดใช้เงินให้แก่ภรรยา แต่สามีก็ไม่เคยชดใช้เงินและส่งเสียค่าเลี้ยงดูแก่บุตร 2 คนของตนเลย นั้น
เมื่อวันที่ 16 กันยายน มูลนิธิเพื่อนหญิง ออกแถลงการณ์ถึงกรณีข่าวดังกล่าวว่า การคุกคามล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงในสถานที่ทำงานโดยเพื่อนร่วมงานก็ดี หรือ ผู้บังคับบัญชาก็ดี เป็นการกระทำความผิดทางอาญาที่หน่วยงานราชการโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยราชการทหารไม่อาจจะเพิกเฉยหรือยอมรับได้ว่าเป็นเรื่องปกติวิสัย และพฤติกรรมการคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศมีลักษณะของการกระทำโดยย่ามใจว่าทำมาหลายครั้งไม่มีใครว่าอะไร
อีกทั้งยังมีพฤติการณ์ไปโพนทะนาในหมู่เพื่อนร่วมงานชายด้วยกันในลักษณะคุยโวล่าแต้ม (คำกล่าวอ้างของผู้เสียหายในข่าว) เช่นนี้เป็นการกระทำความรุนแรงและละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อสตรีอันถือเป็นอาชญากรรมทางสังคม มูลนิธิเพื่อนหญิงขอยืนยันว่ากรณีเช่นนี้ไม่ใช่เพียงเฉพาะเป็นเรื่องปัญหาส่วนตัวหรือปัญหาระหว่างบุคคลเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการทหารและเมื่อผู้เสียหายร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชากลับถูกตั้งกรรมการสอบว่าเป็นเหตุให้หน่วยงานเสื่อมเสียชื่อเสียง
ส่วนอีกกรณีสามีกระทำความรุนแรงต่อภรรยาอันเป็นเรื่องการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และผู้กระทำเป็นข้าราชการทหาร และต่อมาเมื่อภรรยาขอหย่าเพราะทนไม่ได้ก็ตั้งเงื่อนไขการหย่าว่าจะไม่ให้ขอค่าเสี้ยงดูบุตร 2 คนอีกด้วย ทั้งๆ ที่สามีเป็นข้าราชการทหารมีเงินเดือน สวัสดิการที่เพียงพอที่จะดูแลครอบครัวตนเองได้
นับว่าเป็นการกระทำความรุนแรงต่อบุคคลในครอบครัวซ้ำซ้อนขึ้นไปอีก ทำให้ภรรยาและบุตร 2 คนตกอยู่ในภาวะยากลำบาก เหตุการณ์ทั้งสองกรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงระบบอุปถัมภ์และชายเป็นใหญ่ที่สร้างอำนาจเหนือผู้หญิงในรูปแบบต่างๆ
ฉะนั้น มูลนิธิเพื่อนหญิง ขอเรียกร้องให้ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอกประยุทธิ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ โดยแยกเป็น 2 กรณี ดังนี้ 1.ในกรณีของการคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศในหน่วยงานทหาร ขอให้เร่งรัดให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และนำมาความยุติธรรมมาสู่ผู้เสียหายโดยเร็ว และควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงว่ายังมีกรณีอื่นๆ อีกหรือไม่ โดยการตรวจสอบนั้นต้องกระทำโดยปกป้องคุ้มครองผู้เสียหายเป็นหลัก เพื่อมิให้กระบวนการนี้สร้างความกระทบกระเทือนต่อจิตใจของผู้ถูกกระทำซ้ำอีก
รวมถึงการปกป้องสิทธิของผู้เสียหายในทุกกรณีเพื่อให้ผู้เสียหายไม่ถูกกระทำ (ถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์) ซ้ำหรือถูกละเลยให้ต้องเผชิญกับการข่มขู่คุกคามจากที่ผู้ถูกกล่าวหาที่มีอิทธิพลอำนาจและสถานะทางสังคมที่เหนือกว่าผู้เสียหาย รวมทั้งหากมีกรณีอื่นเพิ่มอีก หน่วยงานต้นสังกัดควรประสานการคุ้มครองกับสหวิชาชีพและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูเยียวยาสภาพจิตใจของผู้เสียหายเหล่านี้ด้วย และควรแสดงความรับผิดชอบว่ากระบวนการยุติธรรมจะให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหายได้อย่างแท้จริงปราศจากการแทรกแซงจากผู้ถูกกล่าวหาที่อาจเป็นผู้บังคับบัญชาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม
2.ขอให้ผู้กระทำผิด ขอโทษต่อครอบครัวผู้เสียหาย ตามคำเรียกร้องของผู้เสียหาย
3.หน่วยงานควรให้ความสำคัญกับการปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย มากกว่าการปกป้องชื่อเสียงขององค์กร เพื่อผู้หญิงจะได้มั่นใจในการลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิได้ โดยไม่รู้สึกว่าถูกซ้ำเติมหรือหวาดกลัว
4.ในกรณีของการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว กระทรวงฯ ควรติดตามผลการลงโทษให้ผู้กระทำความผิดชดใช้เงินและรับผิดชอบภาระค่าเลี้ยงดูบุตรว่าผู้กระทำความผิดได้ดำเนินการแล้วหรือไม่ หากยังไม่ดำเนินการ หน่วยงานควรหาวิธีการที่จะส่งมอบเงินดังกล่าวให้แก่ภรรยาโดยตรง โดยอาจจะเป็นการตัดจากเงินเดือนของผู้กระทำผิด และกระทรวงกลาโหมควรถือให้กรณีดังกล่าวเป็นกรณีตัวอย่างที่จะต้องรณรงค์ให้กำลังพลของกองทัพเป็นชายชาติทหารที่ดี เป็นแบบอย่างแก่ประชาชนทั่วไปโดยเป็นผู้ไม่กระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว
นอกจากนี้ กระทรวงฯ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานราชการที่มีกำลังพลส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ควรรณรงค์ให้กำลังพลของกองทัพมีทัศนคติที่ดีต่อบุคคลในครอบครัวโดย “3 ไม่” คือ “ไม่ยอมรับ ไม่กระทำ ไม่นิ่งเฉย” โดยการจัดให้มีหลักสูตรอบรมกำลังพลภาคบังคับในเรื่อง “การยุติความรุนแรงต่อสตรี และการไม่กระทำความรุนแรงต่อบุคคลในครอบครัว” และร่วมการรณรงค์ในวันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกๆ ปี ซึ่งเป็นวัน “ยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็กสากล”
