เมื่อวันที่ 18 กันยายน เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมด้านหลังอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง คณะหลอมรวมประชาชนจัดงานเสวนา “นับหนึ่งประเทศไทย ด้วยอธิปไตยของปวงชน หลัง 30 กันยายน” โดยมีวิทยากรร่วมเสวนาได้แก่ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย, รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผอ.หลักสูตรปริญญาเอก สาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา นิด้า, นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายบรรจง นะแส ที่ปรึกษารักษ์ทะเลไทย และดำเนินรายการโดย กุลธิดา ช้วนกุล
รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวถึงสถานการณ์ในอดีตจนถึงปัจจุบันของวาระ 8 ปี นายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร จะต้องมีคนออกมาแสดงความไม่พอใจ ไม่ว่าจะนับจากปี 2557 2560 หรือ 2562 ถามว่าอธิปไตยของประชาชนจะอยู่ในตรงไหนของเรื่องนี้
“ข้อใหญ่ คือ พล.อ.ประยุทธ์ถูกวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่ง และมีการเลือกนายกฯคนใหม่ ตอนนี้ที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีที่พอจะเลือกได้มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. และศาสตราจารย์พิเศษ ชัยเกษม นิติสิริ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคด้านการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมและอำนาจรัฐ พรรคเพื่อไทย
กรณีคุณหญิงสุดารัตน์และนายชัชชาติถกเถียงกันได้ ตกลงไปเป็นผู้ว่าฯถือว่าขาดเลยไหม ถ้าไม่ขาดแสดงว่าถ้าเกิดท่านลาออก ก่อนที่จะมีการเลือกแปลว่าได้ถูกไหม และคุณหญิงสุดารัตน์ไปอยู่พรรคอื่นแล้วจะโดนห้ามไหม ถ้าเสนอชื่อคนที่อยู่พรรคอื่น หรือตอนเสนอชื่อตัวอยู่พรรคนี้ พอถึงเวลาจะเลือกไปอยู่พรรคอื่นได้ไหม เป็นที่ถกเถียงกัน เอาเป็นว่า 5 คนนี้มีชื่ออยู่” รศ.ดร.เจษฎ์กล่าว
จากนั้น รศ.ดร.เจษฎ์ได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์การชุมนุมที่ผ่านมา ในตอนหนึ่งกล่าวว่า ในภาวะการที่มีการเกิดการชุมนุม จะมีการดึงคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปและมีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาตีกินกัน คนกลุ่ม ปี 2549 และกลุ่ม 2557 ตีกินกันเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราเคลื่อนไหวภาคประชาชน จะมีจุดแตกหักคนกลุ่มหนึ่งถูกไล่ออกไปได้
“เราอาจคิดหรือมีคนจำนวนหนึ่งไปคิดว่าเป็นชัยชนะ แต่เราจะทำอย่างไรให้ชัยชนะนี้ยั่งยืน จะทำอย่างไรให้พลังยังคงอยู่ และทำให้พลังอำนาจทางการเมือง มาอยู่ในมือประชาชนอย่างแท้จริง เป็นโจทย์สำคัญ เพราะท้ายที่สุดหากเกิดปัญหาหรืออะไรก็แล้วแต่ เขาอ้างเอาว่าเกิดความไม่สงบ ต้องเข้ามารักษาความสงบเรียบร้อย และจะกลายเป็นปฏิวัติรัฐประหาร และกลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง จะเท่ากับว่าเราถูกตีกินอีกรอบหรือไม่ ต้องคิดวิธีแก้ไว้ก่อนด้วยเพราะท้ายที่สุดต่อให้เขียนรัฐธรรมนูญว่าต่อต้านรัฐประหาร มีฉบับหนึ่งเขียนอย่างนี้ก็ถูกฉีกทิ้งอีก” รศ.ดร.เจษฎ์กล่าว

ต่อมา รศ.ดร.เจษฎ์ได้กล่าวสรุปว่า ที่บอกว่าเราต้องต่อสู้ เราต้องฝ่าฟัน ท่านทั้งหลายเสียเหงื่อเสียเลือด เสียน้ำตาเสียแรงกาย หมดกำลังใจท้อแท้ท้อถอยลุกขึ้นมาใหม่ เป็นวงจรแบบนี้อยู่เป็นประจำ
“ผมเชื่อว่าการเคลื่อนไหวในการทำงานมา ท่านไม่ได้เริ่มนับหนึ่ง แต่เพียงแต่มีบทเรียนบางประการที่ต้องเอามาผนวกรวมกัน โจทย์ที่บรรดาภาคประชาชนที่ทำสำเร็จมามีอยู่ 2 แบบ แบบที่ 1 อย่าให้เกิดขึ้นเลย หลายท่านชอบใส่เสื้อเช กูวาร่า เหตุที่เชชนะเพราะเชเป็นกองกำลังติดอาวุธ และบังเอิญว่าสถานที่ที่เชริเริ่มได้กองกำลังติดอาวุธนั้นมา แต่พอเปลี่ยนสถานที่ เช ไม่มีกองกำลังติดอาวุธ เชเสียชีวิต เราไม่อยากให้เกิดแบบนั้น” รศ.ดร.เจษฎ์กล่าว
รศ.ดร.เจษฎ์กล่าวต่อไปว่า แบบที่ 2 คือใช้สันติวิธี แต่บ่อยครั้งเหนื่อยและยาก บ่อยครั้งมีความจำเป็นต้องเคลื่อน ภายใต้บริบทกฎหมาย ผมถูกบรรดานักเคลื่อนไหวว่าเอาอยู่มากมายตั้งแต่สมัยเสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส. เราไปทุบทำลายก็ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เรายึดสถานที่บางที่ หรือถนนหนทางก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้บางครั้งอาจเกิดขึ้นบ้าง และวิธีที่หลายคนใช้ในรุ่นใหม่ คือแฟลชม็อบ ซึ่งได้ผล และมีนักวิจัยบอกว่าเป็นนวัตกรรม ที่ใช้เวลาสั้นและมีพลวัตสูง
“สิ่งที่ท่านทำได้ มีกลไกหนึ่งในรัฐธรรมนูญ การเอาคะแนนไม่ประสงค์จะเลือกใคร วัดกับคะแนนที่ใครสักคนหนึ่งได้ หากวัดแล้วคะแนนไม่ประสงค์เลือกใครเป็นที่ 1 ทุกคนต้องถูกกวาดทิ้ง ถ้าเป็นไปได้และทำได้ บอกพี่น้องทั่วประเทศถ้ามี 400 เขต ท่านทำได้สักครั้งหนึ่งท่านจะกวาดคนทุกๆ พรรคการเมืองออกไปทั้งสิ้น และการเลือกไม่ประสงค์จะเลือกใครเป็นการ Vote no ไม่ได้ No vote ซึ่งไม่ผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็แล้วแต่ขอให้เลือกวิถีทางที่กำลังอำนาจแห่งชาติทางการเมืองมาอยู่ในมือประชาชน” รศ.ดร.เจษฎ์กล่าว

