หน้าแรก การเมือง รศ.ดร.พิชาย เ...

รศ.ดร.พิชาย เจ็บใจ นักการเมืองสยบยอมไม่เปลี่ยน ตั้งแต่ปี 2490 ชี้ประยุทธ์ ‘พลังอ่อนตัว’ เชื่อยุบสภา ธ.ค.นี้

18.09.22 | 18:37 น.

รศ.ดร.พิชาย เปิด 3 เหตุผลปมนายก 8 ปี ชี้ พล.อ.ประยุทธ์ออกจากสมการการเมืองไปแล้ว เจ็บใจเลือกตัวแทนประชาชนทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง

เมื่อวันที่ 18 กันยายน เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมด้านหลังอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง คณะหลอมรวมประชาชนได้จัดงานเสวนา “นับหนึ่งประเทศไทย ด้วยอธิปไตยของปวงชน หลัง 30 กันยายน” โดยมีวิทยากรร่วมเสวนาได้แก่ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย, รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผอ.หลักสูตรปริญญาเอก สาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา นิด้า, นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายบรรจง นะแส ที่ปรึกษารักษ์ทะเลไทย และดำเนินรายการโดย กุลธิดา ช้วนกุล

รศ.ดร.พิชาย กล่าวถึงอดีตของปมนายก 8 ปี และอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในตอนหนึ่งว่า อำนาจอธิปไตยของปวงชน โดยปกติเราแสดงผ่านการเลือกตั้ง ในช่วง 8 ปีนี้อำนาจอธิปไตยของปวงชนอยู่ในกรง ถูกจับและถูกขังไว้ โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 และเครื่องมือที่ใช้ในการกักขังในบทเฉพาะกาลที่ให้อำนาจวุฒิสภาเลือกนายกฯ และใช้เครื่องมือนี้มาตลอด

“มีทางเดียวที่ให้อำนาจอธิปไตยของประชาชนได้ออกมาจากกรงขัง คือต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน เป็นทางเดียวที่จะเกิดขึ้นได้ แต่การทำเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเขามีกลไกที่จะคอยขัดขวางโดยตลอด โดยเฉพาะกลไกทาง ส.ว. และที่ผมเจ็บใจเหมือนกันคือตัวแทนปวงชนทั้งหลายอุตส่าห์เลือกเข้าไป โดยหลักเราก็คาดว่าเขาจะพิทักษ์และช่วยเหลือ ปลดปล่อยอำนาจอธิปไตยออกมาให้ปวงชนอย่างเต็มที่ แต่ที่ไหนได้ก็ไปสมทบกับพวกนั้นอีก และทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง ไม่คืนอำนาจอธิปไตยคืนสู่ปวงชนอย่างแท้จริงสะท้อนให้เห็นว่าวิธีคิดของบรรดานักการเมืองทั้งหลายตั้งแต่ปี 2490 ไม่เคยเปลี่ยน ยังสยบยอมอำนาจของทหารอยู่ตลอด และร่วมมือกันกักขังอธิปไตยของประชาชน” รศ.ดร.พิชายกล่าว

Advertisement

รศ.ดร.พิชายกล่าวว่า ตนคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์อยู่ครบ 8 ปีตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2565 แล้ว มีเหตุผลหลัก 3 ด้าน คือ

1.ในรัฐธรรมนูญมาตรา 264 ที่ให้นับ ครม.ก่อน รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ให้นับอย่างต่อเนื่อง และ ม.264 เป็นสิ่งที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เคยพูดไว้ในช่วงที่ความคิดยังไม่แปดเปื้อนทางการเมืองมากนัก ในปี 2561 เป็นความคิดบริสุทธิ์ตามหลักเหตุและผล ซึ่งในครั้งนั้นระบุว่า 8 ปี สามารถนับก่อน ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศ หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ที่เป็นตั้งแต่ปี 2557 มานับด้วย แต่ช่วงหลังเห็นได้ชัดว่าความคิดของนายมีชัยมีอคติ เพราะถูกตั้งเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาพิเศษ เพื่อไปตีความเรื่องนี้ โดย พล.อ.ประยุทธ์และความเห็นที่ออกมาก็เปลี่ยนไปจากเดิม เป็นความคิดไม่ได้ยืนบนพื้นฐานเดิมแล้ว

2.การยึดหลักตามข้อเท็จจริง ในเชิงประจักษ์ มีแบบแผนที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินมาก่อนหน้านี้แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สามารถใช้ย้อนหลังได้ในกรณีที่เป็นคุณสมบัติของ ส.ส.หรือนักการเมือง หลายครั้งมีแผนปฏิบัติอย่างนี้อยู่ รวมถึงที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินใหม่ เป็นข้อเท็จจริงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการตัดสินโดยใช้เหตุการณ์ย้อนหลังได้

3.หลักเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกชัดเจนว่า 8 ปีนั้นผูกขาดอำนาจและนำไปสู่วิกฤตทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ตามข้อเท็จจริงอยู่ 8 ปีแล้ว ฉะนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

3 เหตุผล พล.อ.ประยุทธ์ต้องพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากมีอำนาจมาทำให้เปลี่ยนแปลงไป

“พล.อ.ประยุทธ์ไม่ว่าจะอยู่หรือออกไป พลังอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์อ่อนตัวลงมาก ไม่เหมือนเดิมแล้ว เหมือนคนที่มีมลทินไปแล้วอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าอยู่ต่อก็ไม่สามารถบริหารแผ่นดินได้เหมือนดังในอดีต พลังอำนาจต่างๆ ที่จะไปควบคุมกำกับข้าราชการ นักการเมืองร่วมรัฐบาลนั้นอ่อนลงมาก การอ่อนลงมากจะทำให้ เสถียรภาพของรัฐบาลก็จะสั่นคลอน และทำให้แต่ละพรรคการเมืองใช้พลังอำนาจของตนเองที่อยู่ในรัฐบาลกดดันให้มีนโยบาย ให้มีการตัดสินใจในทางที่จะทำให้ตนเองได้ประโยชน์ที่สุด เพราะทุกพรรคคาดการณ์ว่าจะมีการยุบสภาในไม่ช้า ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อ ประเมินว่าน่าจะเป็นเดือนธันวาคม อาจเกิดการยุบสภา ฉะนั้นช่วงจังหวะนี้แต่ละพรรคก็พยายามปล่อยของเต็มที่และสกัดคู่แข่งเต็มที่” รศ.ดร.พิชายกล่าว

จากนั้น รศ.ดร.พิชายกล่าวถึงการเลือกตั้งใหม่ ในตอนหนึ่งว่า ส่วนใหญ่ต้องการการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ คนส่วนใหญ่จะมองการเปลี่ยนแปลงในระบบรัฐสภาที่รับรู้อยู่คือการให้มีเลือกตั้งใหม่ และเริ่มการเมืองกันแบบใหม่อีกครั้งหนึ่ง พลเอกประยุทธ์ถูกปลดออกไปจากสมการทางการเมืองเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ศาลรับคำร้องและยุติให้มีการปฏิบัติหน้าที่

“ช่วงจังหวะนี้เป็นช่วงจังหวะที่ผมคิดว่ารัฐมีความอ่อนแอลง ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของฝ่ายประชาชน ที่จะออกมาแสดงความคิดความอ่านและข้อเสนอต่างๆ ทำให้ข้อเสนอเหล่านั้นมีความเป็นไปได้มากขึ้น” รศ.ดร.พิชายกล่าว