สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘หม่อมน้อย’

19.09.22 | 12:12 น.

โดยส่วนตัว จะเป็นคนรุ่นที่โตทันช่วงปลายการทำหนังยุคแรกของ “หม่อมน้อย” หรือ “ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” แล้วมีโอกาสย้อนกลับไปดูผลงานภาพยนตร์ช่วงก่อนหน้านั้นเป็นบางเรื่อง

ก่อนจะมาติดตามชมผลงานของ “หม่อมน้อย” แบบค่อนข้างละเอียด ในช่วงที่ผู้กำกับฯท่านนี้ หันมาทำละครโทรทัศน์ต่อเนื่องกันหลายปี กระทั่งถึงช่วงการทำหนังยุคหลัง

ในวาระที่ “หม่อมน้อย” จากไป จึงมีเรื่องที่คิดว่าน่าจะพูดถึงเพื่อเป็นการรำลึก หรือไว้อาลัยสัก 2-3 ประเด็น

ข้อแรก “หม่อมน้อย” เป็นตัวอย่างของ “ปัญญาชนอนุรักษนิยมรุ่นเก่า” ที่มีความพยายามจะดัดแปลง “งานคลาสสิกของฝรั่ง” ให้กลายเป็น “ไทย”

งานของ “หม่อมน้อย” ไม่ใช่การ “แปล” ตัวบทแบบซื่อตรง แต่คือการ “แปร/แปลง/เปลี่ยน” งานต้นฉบับให้เข้ากับสังคมไทย (ในมุมมอง-ความนึกคิด-ความปรารถนาของ
ผู้ดัดแปลง)

Advertisement

“หม่อมน้อย” ทำงานในลักษณะนี้ผ่านสื่อภาพยนตร์ โทรทัศน์ และละครเวที มาตลอดชีวิต

ณ ยุคสมัยหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เคยเกิดความรู้สึกแอนตี้ “ความรู้ฝรั่ง” และหันกลับไปหารากเหง้า-ภูมิปัญญาท้องถิ่นของบ้านเกิด ขึ้นในสังคมไทย (ถูกกระพือโดยสื่อมวลชน-ปัญญาชนสาธารณะ-คนชั้นกลางจำนวนมาก)

แต่หากถามว่า “อีลีท” หรือ “ชนชั้นสูง” ในบ้านเรามีท่าทีจริงๆ ต่อ “ฝรั่งตะวันตก” อย่างไร? คำตอบก็คือพวกเขามิได้ “ต่อต้าน” มิหนำซ้ำยัง “เปิดรับ” วัฒนธรรม-ความรู้ดังกล่าวอย่างเต็มใจ

พร้อมเงื่อนไขที่ว่าใคร (ซึ่งสุดท้ายก็คือบรรดา “อีลีท/ชนชั้นสูง” ส่วนน้อยเองนั่นแหละ) ควรเป็น “คนไทยกลุ่มแรกๆ” ที่รับเอาค่านิยมเหล่านั้นมา “แปร/แปลง/เปลี่ยน” ให้กลายเป็น “ไทย” ก่อนในเบื้องต้น แล้วจึงค่อยเผยแพร่ไปสู่ผู้คนหมู่มากและสังคมโดยรวม

นี่คือสิ่งที่ “หม่อมน้อย” ทำมาเสมอ (ไม่ว่าเราจะประเมินว่ามันเป็นงานที่สำเร็จ หรือล้มเหลวก็ตาม)

ข้อสอง “หม่อมน้อย” หวนกลับมาทำภาพยนตร์ยุคหลังอย่างกระตือรือร้นในช่วงทศวรรษ 2550 ซึ่งสังคมการเมืองไทยเคลื่อนหน้าเข้าสู่ยุค “สงครามเสื้อสี”

แม้เมื่อมองเผินๆ “หนังพีเรียด” ของ “หม่อมน้อย” จะไม่มีอะไรที่แลดูข้องเกี่ยวกับบริบทข้างต้นแบบตรงไปตรงมา แต่หากพิจารณาในรายละเอียด หนังกลุ่มนี้กลับพาคนดูย้อนไปสู่สังคมไทยช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้ววิพากษ์ “การปฏิวัติ 2475” อยู่เป็นระยะ

แน่นอนว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่อ่านสารนี้ออก คงไม่ค่อยชื่นชอบหนังยุคหลังของ “หม่อมน้อย” สักเท่าใดนัก

ทว่า ถ้ามองในอีกแง่หนึ่ง “หม่อมน้อย” ก็เข้าไปต่อสู้ทางความคิดบนสนามที่ “แฟร์” พอสมควร นั่นคือ ตลาดของสินค้าบันเทิงในระบบทุนนิยม ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกได้เอง ว่าพวกเขาจะดูหรือไม่ดู/เชื่อหรือไม่เชื่อหนังเรื่องไหน

หรือเอาเข้าจริง ก็ไม่มีหนังเรื่องใดของ “หม่อมน้อย” ที่มุ่งลดทอนคุณค่าของ “กลุ่มเสื้อสี” กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างทื่อๆ ตรงๆ

และไม่มีหนังเรื่องไหนของ “หม่อมน้อย” ที่ส่งสารสนับสนุนการใช้ความรุนแรงของรัฐต่อประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมืองแบบน่าเกลียด

อาจกล่าวได้ว่านี่คือการสู้แบบ “ปัญญาชนอนุรักษนิยมคุณภาพสูง” ที่เคยมีอยู่ในบ้านเมืองเรา

ข้อสุดท้าย ต้องยอมรับว่าผลงานแขนงต่างๆ ของ “หม่อมน้อย” ไม่เคยเป็น “ความบันเทิงกระแสหลัก” ในสังคม

ไม่ว่าจะเป็นการทำภาพยนตร์ยุคแรกในฐานะ “คนรุ่นใหม่รสนิยมก้าวหน้า” (ที่หลายคนประเมินว่าเป็นงานกลุ่มที่ดีที่สุด)

ยุคที่หันมาสร้างละครโทรทัศน์โปรดักชั่นสวย แต่เรตติ้งไม่สูงนัก

หรือการทำงานยุคสุดท้าย ซึ่งไม่ได้เป็นทั้ง “งานแมส” และ “งานในหมวดก้าวหน้า” (เพราะสื่อบันเทิงของคนรุ่นใหม่มีเนื้อหา-ภาพลักษณ์ที่ก้าวหน้าและร่วมสมัยกว่า)

แต่สิ่งที่ต้องแสดงความนับถือ ก็คือ “หม่อมน้อย” ยังเลือกทำงานที่ตนเองรักและเชื่อ ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต