อานนท์ นำภา : เอาจริงนะ …ผมโคตรหวังกับการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้จะเป็นแค่รอบคัดเลือก

19.09.22 | 23:49 น.

เข้าสู่ปลายสมัยของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรักษาการนายกฯ มีอะไรให้ตื่นเต้นมากมายรายวัน…โดยเฉพาะประเด็นการตีความวาระ 8 ปี นายกฯ  

ฝั่งการเมืองในระบบรัฐสภา รวมถึงซีกตุลาการ ก็กำลังเข้มข้น น่าจับตา ขณะการเลือกตั้งครั้งหน้าที่กำลังจะเกิดขึ้นช่วงต้นปี 2566 ก็กำลังจะเกิดขึ้น ปี่กลองการเมืองของหลายพรรคเริ่มดัง มีการย้ายพรรค ชูวิสัยทัศน์กันมากมาย  น่าสนใจว่าแล้วความเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภาของไทยขณะนี้เป็นอย่างไร หรือคนที่เคยเคลื่อนไหวไล่รัฐบาลครั้งใหญ่เมื่อปี 2563 มองการเมืองในระบบขณะนี้อย่างไร จะฝากความหวัง ความฝันได้หรือไม่ รวมถึงคำถามเรื่องข้อคิด บทเรียนการเคลื่อนไหว เมื่อหันไปมองปรากฏการณ์เมื่อ 2 ปีก่อน 

มติชนออนไลน์ ถือโอกาสนี้ คุยกับ อานนท์ นำภา  ทนายความนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน และเป็นแกนนำม็อบคณะราษฎร ในการประท้วงครั้งใหญ่ในประเทศไทยพ.ศ.2563 เพื่อถามคำถามเหล่านั้น 
 

  • หลังม็อบใหญ่ปี 63 หลายคนสงสัย ตอนนี้ ทนายอานนท์ ทำอะไรอยู่

ใช้ชีวิตปกติ มีอาชีพทนายความ โดยคดีทั้งหมด 100% เป็นคดีการเมือง ทั้งตั้งแต่สมัยการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และการเคลื่อนไหวในนามกลุ่มคณะราษฎร ก็ขึ้นศาลทุกวัน ทั้งเป็นจำเลย ทั้งเป็นทนายความ  ก็ไม่เหนื่อยนะ วิธีแก้เหนื่อยผมมี กินเบียร์แก้วเดียวผมก็หายเหนื่อยแล้ว (หัวเราะ…)

  • การเมืองไทย ก้าวหน้า ดีขึ้นขึ้นไหม นับจากปรากฎการณ์ม็อบปี’63

ผมคิดว่าการเมืองไทยมันลุ่มๆดอนๆมาสักพักนึง เพดานของการต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยของการเมืองภาพรวมผมว่ามันดีขึ้น ดีขึ้นเยอะเลยแหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองนอกสภา  อันนี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการเมืองนอกสภาของเรา มันมีพัฒนาการไปอย่างก้าวกระโดด ไปอย่างเร็วมาก เรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องความเสมอภาค ตอนนี้คุณจะไปล้อเลียนกันในเรื่องเพศสภาพ เรื่องอะไรเหล่านี้ไม่ได้อีกแล้ว รวมถึงเรื่องการเรียกร้องความเท่าเทียมในด้านอื่นๆ

ผมคิดว่าในสภาเองก็ยกเพดานการต่อสู้ด้านประชาธิปไตยได้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามเรื่องการปฎิรูปต่างๆ ทั้งสถาบัน-กองทัพ หรือแม้แต่การใช้งบประมาณต่างๆของกระทรวง ของรัฐ ไปในหน่วยงานต่างๆ เพดานเหล่านี้มันสูงขึ้น เยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งหนึ่งที่มันเชื่อมโยงและมันสัมพันธ์กันคือ การเติบโตทางความคิดของคนนอกสภา มันหนุนเสริมคนในสภาให้มีความกล้าหาญ และมีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจน 

Advertisement
  • ชุมนุมปีนี้ที่ผ่านมา มีคนวิจารณ์ไม่ปัง ทั้งที่ความโกรธแค้นรัฐบาลก็ไม่น้อย

คือปี 2563 มันเป็นช่วงหลังการเลือกตั้งประมาณ 1 ปี หรือไม่ถึงปีด้วยซ้ำ มันเหลือเวลาในสภาอีกเยอะ การชุมนุมเรียกร้องหรือการแสดงออกบนท้องถนน มันก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง คือต้องเข้าใจทุกอย่างมันเป็นวัฏจักร พอมันถึงช่วงปลายของเวลา หรืออายุของสภา มันก็มุ่งเน้นไปที่การเลือกตั้ง มันจะเป็นจังหวะเวลาของมัน เรื่องสถานการณ์ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่พูดไปหมดแล้ว ว่าปัญหาของบ้านเมืองมันคืออะไร ถ้าจะชุมนุมอีกคงไม่พูดซ้ำเรื่องเดิมนะครับ หรือถ้าจะพูด เพดานการพูดอาจจะกว้างขวางมากกว่านี้ ผมคิดว่าช่วงนี้ ปี2565 เชื่อมโยงจนถึงปลายปี กระทั่งต้นปี66 ทิศทางหรือเข็มของการแสดงออกทางการเมืองมันจะมุ่งไปที่การเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตาม คนรุ่นใหม่เนี่ย พร้อมจะต่อสู้ในทุกรูปแบบ ถ้าวันนึงมันจำเป็นจะต้องลงถนนก็ต้องลงกัน ส่วนในโซเชียลทั่วไปเราก็จะเห็น กระแสมันไม่ได้ลดอะไรลงไป ความร้อนแรงมันมีอยู่เหมือนเดิมนะ

  • ความโกรธแค้นต่อรัฐบาลประยุทธ์ มันพัฒนาไปยังไง มากขึ้นหรือน้อยลงในวันนี้ เมื่อเทียบกับปี 63


ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่เขาต่อสู้อย่างมีสติมากกว่าความโกรธแค้นแบบเดิมๆนะ ผมคิดว่าเขามีเป้าหมาย มียุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ที่ไม่สามารถเอ่ยอ้างได้ด้วยซ้ำเนี่ย มีอยู่ คือเวลาเราถามว่าคนร่นใหม่มันต่อสู้ยังไงวะ มีการวางแผนไหม เดือนนี้ทำอะไร เดือนหน้าทำอะไร หรือว่าในระยะยาว 10 ปี 5 ปี ทำอะไร ผมคิดว่ามันมีความเป็นไปเองอยู่พอสมควร แล้วก็ทุกคนแทบจะไม่ต้องมาพูดกันอีกแล้ว ทุกคนมองตาก็รู้ใจว่า ช่วงปีนี้มันจะเกิดอะไรขึ้น  ประยุทธ์ออกไป เมื่อครบเวลาของสภาแล้ว เราจะต่อสู้กันยังไง รวมถึงที่เราเรียกร้องมาตั้งแต่ปี63 เราจะต้องสู้กันยังไง

ถามว่ามันโรยแรง หมดแรงไปไหม ผมคิดว่ามันเป็นช่วงจังหวะครับ เหมือนฟุตบอลครับ ผมคิดว่าตอนนี้มันหมดครึ่งแรก คือเวลาหมดครึ่งแรก มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาเตะกัน และก็เตรียมพร้อมที่จะสู้กันครึ่งหลัง เพราะครึ่งหลังก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ เราผ่านการประสบความสำเร็จร่วมกันในการเรียกคนมาลงท้องถนนได้อย่างเกินคาด เราประสบความสำเร็จในการยกเพดานการอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมืองได้อย่างเกินคาด ในขณะเดียวกันในปี 2564 ทั้งปี ไปจนถึงปี 2565 เราก็ถูกกระทำโดยฝ่ายรัฐ โดยฝ่ายที่ไม่ได้อยู่ในร่องรอยประชาธิปไตย กระทำอย่างหนักหน่วงเหมือนกัน ผมคิดว่าเราก็เรียนรู้และก็พร้อมที่จะพัฒนาตัวเอง ให้สู้กับคนพวกนี้ได้อย่างเต็มที่ในช่วงที่เหลือครับ 

  • แล้วขบวนการประชาธิปไตย/คนรุ่นใหม่ จะพัฒนาตัวเองยังไง ในบริบท 2ปีที่ผ่านมา โดยคดีความ หรือโดนกระทำหนักขนาดนี้ 

ผมคิดว่าสิ่งที่เขายัดเยียดให้เราเรื่องคดีความมันเป็นเหรียญสองด้านนะ อีกด้านหนึ่งมันก็ทำให้เราฉุกละหุกไปหมด มีการจำกัดโน่นนั่นนี่เข้ามา หลายคนก็ต้องติดคุกติดตารางไม่มากก็น้อย จนปัจจุบันก็ยังมีเพื่อนเรามีเพื่อนเราติดอยู่ แต่เหรียญอีกด้านหนึ่งมันสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของรัฐ เห็นมุมมืดของกระบวนการยุติธรรมไทย มุมมืดของตำรวจ มุมมืดของสื่อมวลชนที่โดนบีบ โดนกดดันบีบบังคับ ก็ได้เห็น ในขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นความสว่างของสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวของพวกเรา เราได้เห็นสื่อมวลชนอิสระที่เติบโตลงพื้นที่กัน 

นั่นแหละ เหรียญมันมีสองด้าน เราจะเรียนรู้กับด้านที่มันเจ็บปวดได้มากน้อยแค่ไหน กับเรา ที่จะเติมเชื้อไฟให้กับด้านสว่าง ให้เราได้เดินต่อไปมากน้อยแค่ไหน ความพร้อมของเราค่อนข้างเยอะ ผมคิดว่าเราโชคดีที่ไม่ได้กำหนดการต่อสู้ไว้ที่ตัวบุคคล ตอนนี้เรื่องยุทธศาสตร์การต่อสู้ ยุทธวิธี คือเมล็ดพืชมันถูกหว่านไปทั่วประเทศแล้ว ไม่ว่าคุณจะขาดชุดที่ออกมาต่อสู้ในปี 63 ติดคุกกันหมด มันพร้อมที่จะมีชุดอื่นขึ้นมาทดแทน เพดานการพูด วิวัฒนาการความสามารถ มันก็จะมากขึ้นด้วย ดังนั้นสายธารการต่อสู้มันไม่ได้ขาดหายไป คอยดูดีๆ การเลือกตั้งที่กำลังมาถึง ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่ว่าเสียงไม่ถึงครึ่งรัฐสภาเนี่ย คอยดูว่า ส.ว. มันจะกล้าโหวตสวนพลังของประชาชนหรือเปล่า 

  • วันนี้ ถ้าย้อนกลับไปได้ในปี 2563  จะทำแบบเดิมไหม

โอ้ย…ทำยิ่งกว่าเดิมอีกถ้าย้อนได้ (หัวเราะ)  คือสิ่งที่เราทำมามันยังไม่พออ่ะ ตอนแรกที่ทำไป    คิดว่าพอนะ คือเราก็พูดกันเยอะแล้ว ทำกันเยอะแล้ว แต่ถึงที่สุดแล้วมันไม่พอ เพราะเราประเมินฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต่ำไป เขาเกาะกินสังคมมาอย่างอิ่มหมีพีมัน พูดภาษาชาวบ้านคือหน้าด้าน ตอนแรกเราไปไล่ พูดกันตรงๆเขาจะรับฟัง หรือจะมีการพูดคุยกันดีๆแต่มันไม่ใช่ ถ้าย้อนกลับไปได้ก็อาจจะต้องทำมากกว่านี้ แต่ก็ไม่เป็นไรนะ เวลาผ่านไปเราก็ได้เรียนรู้ ว่าเราควรจะทำอะไรยังไง อย่างไรครับ 

  •  บทเรียนสำคัญที่สุดเมื่อมองย้อนกลับไป ในการจัดการชุมนุม

ผมคิดว่าจังหวะการก้าวในปี 2563-64 ของพวกเราเนี่ยมันเป็นจังหวะการก้าวที่ไม่เคยเกิดขึ้น เราไม่เคยสัมผัสใช่ไหม สังคมไทยไม่เคยเจอม็อบแบบนี้ ม็อบแปลกๆแบบนี้ ม็อบวัยรุ่น นัดกันใน 10 – 20 นาที คนมาเป็นหมื่น ปิดถนนได้อะไรพวกนี้ สิ่งที่เราขาดจริงๆ ถ้าจะให้วิพากษ์วิจารณ์ขบวนของพวกเราเอง คือเรื่องประสบการณ์ในการตัดสินใจในเรื่องเฉพาะหน้า  เรายังไม่แหลมคมเท่าที่ควร ผมยกตัวอย่าง ในวันที่เรามีคนมาร่วมชุมนุมเรือนแสนเราไม่ได้ทำอะไรที่มันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เราคิดแค่ว่าเราจะพยายามขยายแนวร่วม พูดคุยกันมากแต่ไม่ได้มีความเด็ดขาดในการตัดสินใจในแต่ละครั้ง 

แต่ตอนนี้… ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว  กูมีประสบการณ์แล้วว่าเราจะทำยังไงถ้ามันเกิดขึ้นอีก สิ่งที่เราเห็น เอาให้ชัดที่สุดเท่าที่ผม สัมผัสได้ คือคนไม่รู้สึกว่ามันผิดทาง อันนี้คือสิ่งที่เราได้มาแบบเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ คนที่ผ่านการต่อสู้มา คนเสื้อแดง หรือคนที่ผ่านโลก ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาทุกคนพูดตรงกัน ทิศทางกระแสประชาธิปไตยในไทย มันไม่มีทางพัดคืนหวนกลับไปที่เดิมแล้ว มันมีแต่พัดไปข้างหน้า พวกเราก็มั่นใจมากๆว่ามันสามารถก้าวไปข้างหน้า ไม่กลับไปที่เดิมแล้ว โอเค มันอาจจะต้องใช้เวลา ใช้ความพยายามมากขึ้น อย่างเพื่อนเราที่ต่อสู้เรื่องกฏหมายความเท่าเทียมทางเพศ เราก็เห็นผลิตผลออกมาใช่ไหมครับ หรือเรื่องง่ายๆอย่างเรื่องเบียร์ การทำอะไรกินเอง ทำไวน์อะไรพวกนี้  เพดานมันก็ขยับไปเรื่อยๆ  หรือเรื่องกระบวนการยุติธรรม ที่เราโดนกระทำอย่างหนักในปี  63 – 64  มันก็สะท้อนอกออกมาแล้วว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมยังไง แล้วสังคมก็เข้าใจเรื่องนี้ด้วยนะ

อย่างล่าสุดคดีน้องที่ใส่ชุดไทยแล้วผิด 112 ผมคิดว่าสังคมทั้งสังคมก็เห็นพ้องต้องกันว่ามันไม่ควรจะผิด แม้แต่ฝั่งที่อยู่ตรงข้ามเราเขายังเห็นเลยว่า บรรทัดฐานแบบนี้ยิ่งเสียหาย ผมคิดว่ามันจูนมาถึงจุดที่ตรงกันจนใช้เหตุผลในการพูดคุยแล้ว อันนี้ต้องให้เครดิตคนรุ่นใหม่นะ เขาต่อสู้มาอย่างเสียสละ โอเค เราเจ็บปวด น้องหลายคนโดนกักขัง อย่างน้องจตุพรก็โดนขังสองคืน ก็ต้องปลอบประโลมกันไป แต่สิ่งที่ทำไปมันทำให้เห็นอีกด้านของกระบวนการยุติธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เห็นน้ำใจของเพื่อน ในขณะเดียวกันก็ได้เห็นฝ่ายตรงข้ามที่เขามองว่า 112 มันมีปัญหาจริง

  • คิดว่าประยุทธ์ จะได้อยู่ถึงประชุมเอปค หรือ จะได้อยู่ครบเทอมไหม

ถ้าให้ผมประเมิน อยู่ไม่อยู่ ไม่สำคัญ คือเวลาพูดถึงประยุทธ์ ผมไม่ได้หมายถึงประยุทธ์อยู่คนเดียว แต่กลุ่มของเขาอยู่แน่ๆ ประยุทธ์ไป ยังไง ป้อมก็มา ป้อมไม่มา ก็คนอื่นที่อยู่ฝั่งนั้น เพราะวันนี้เสียงในสภาของฝ่ายประชาธิปไตยมันไม่พอ ผมคิดว่าจังหวะเวลามันบีบบังคับหลายๆเรื่องเช่น เอเปคมันต้องมีนายกฯ ถ้าเป็นนายกฯรักษาการ มันไม่โอเคสำหรับประเทศเท่าไหร่ เมื่อมันต้องมีนายกฯ ถามว่าวันนี้ถ้าเอาประยุทธ์ออก หรือยุบสภา เลือกตั้งทันหรือเปล่า มันก็ไม่ทันใช่ไหมครับ คือมันมีหลายเงื่อนไขที่เข้ามาในการเมืองไทย  ซึ่งเราจะวิเคราะห์เพียงด้านเดียวไม่ได้ คือประยุทธ์ อยู่หรือไม่อยู่ ผมคิดว่าถ้าไปจริงผมคงจะแอบยิ้มเล็กๆ ยิ้มน้อยๆ แต่คงไม่ยิ้มใหญ่มาก การต่อสู้มันยังอีกยาว การต่อสู้ องคาพยพทั้งหมดมันก็ยังอยู่ แต่ถามว่าในทางการเมืองประยุทธ์ควรจะไปไหม ตอบ ควรจะไปตั้งแต่วันแรกๆแล้ว …

  • มองประยุทธ์ ควรมองแบบองค์รวม อย่ามองเชิงปัจเจกอย่างเดียว

ใช่ๆ ไปหรือไม่ไป ไม่มีผลสำคัญขนาดนั้น

  • มุมมองต่อการเลือกตั้งต้นปี 2566

ถ้าประชาธิปไตยคือการคว้าแชมป์นะ ผมคิดว่าการเลือกตั้งต้นปีหน้า มันเป็นแค่รอบคัดเลือก มันยังไม่ใช่รอบชิง  เอาจริงๆ ผมคิดว่าในเชิงคนรุ่นใหม่ จำนวนมันยังไม่พอ  จะเรียกว่ายังไง กระแสน้ำความหลากของคนรุ่นใหม่ มันยังไม่มากพอ เมื่อเทียบกับคนรุ่นเก่าที่ยังอยู่ อันนี้ผมหมายถึงความคิดนะ ความคิดเก่าๆที่ยังอยู่ เราอาจทำได้แค่แบ่งขาว แบ่งดำ แล้วก็ทำได้เท่าที่ทำได้ แต่เลือกตั้งครั้งหน้าและถัดไปอีก 4 ปี อันนี้คือจุดแตกหักแล้ว ผมคิดว่าเรามีความพร้อมที่จะเปลี่ยนสังคมไทยอย่างถึงรากจริงๆ ในอีก 4 ปีข้างหน้า ถ้านับปีนี้ด้วยก็คือ 5 ปี

เราต่อสู้มาเกือบ 10 ปีเนี่ย ทำให้เจเนอเรชั่นในความหมายถึงจำนวนคนมันเยอะขึ้น  เยอะขึ้นในความหมายที่ว่า คนอายุ 18 ปี มันค่อยๆโตไป มีสิทธิเลือกตั้งใช่ไหมครับ ขณะเดียวกันคนเก่าๆ ที่มีความคิดเก่าๆ ก็ล้มหลายตายจากไป หรือเปลี่ยนความคิดมาเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แน่นอนมันไม่ได้มากขนาด 90 ต่อ 10  หรือ 80 ต่อ 20 แต่โดยเจเนอเรชั่นของเรามันจะเขยิบ บีบไปเรื่อยๆๆ  คือ อีก 8 ปีชนะแน่อ่ะ หรือ 4 ปีข้างหน้าก็ยังมีลุ้นอ่ะ ปีหน้าก็อาจจะเป็นแค่รอบคัดเลือก 

  • มองปรากฎการณ์แฟนคลับพรรคฝ่ายประชาธิปไตยทะเลาะกันยังไง

ผมว่ามันเป็นเรื่องปกตินะจริงๆ เรื่องปกติ คนเรามันต้องมีพรรคที่ชอบใช่ไหมครับ  จริงๆมันมีพรรคที่ควรจะเกลียด แต่เราก็ไม่ได้เกลียดเท่าที่ควรนะ (หัวเราะ)  น่าเสียดาย  คือมันเป็นเรื่องการเลือกตั้งนะครับ ต่อไปนี้ถ้ามันมีบัตรสองใบแบบนี้โอเคและ แต่ละพรรคมันก็มีคะแนนเสียงที่ชัดเจน ปาร์ตี้ลิสต์เนี่ย ชัดเจนแน่ ส่วน ส.ส.เขต ก็ไปแข่งกัน  มันอาจจะมีเรื่องประชาธิปไตยสู้กันเอง แล้วทำให้เผด็จการได้คะแนนมากขึ้น เช่นที่ร้อยเอ็ดบ้านผม สมมติเพื่อไทยได้ 30  ก้าวไกลได้ 30  แต่ว่า พรรคฝั่งอำนาจเก่าได้ 40 อย่างนี้ คือ 30 บวก 30 ถ้าเอามารวมกันมันได้ 60 ชนะแน่ แต่พอแบ่งกันคนละครึ่ง พรรคที่ได้ 40 กลับชนะได้ 1 ที่นั่ง แบบนี้ ก็ต้องยอมรับในกติกานี้นะ แต่ละคนที่หาเสียงก็ต้องพยายามคำนวณตัวเลขพวกนี้ออกมาให้ดี  แต่ผมคิดว่าความที่มันไม้ได้ถึงขนาดจับมือกัน จับมือเป็นเพื่อน หรือสนิทกัน หรือเป็นพรรคเดียวกัน มันก็เป็นความงดงามของประชาธิปไตยนะ  

2 พรรคนี้มันแข่งกันเรื่องนโยบาย นั่นคือสิ่งที่เราได้แน่นอน มันจะเบียดเสียดแข่งกันเรื่องนโยบาย แข่งกันเรื่องคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง มันเหมือนกับยี่ห้อมือถือ ผู้ให้บริการมือถืออ่ะ คือถ้ามันมีเยอะมันก็แข่งกันใช่ไหม โปรโมชั่นโน่นนี่ แต่ถ้ามันมีทางเลือกเดียวสมมติเอาพรรคเพื่อไทย ก้บ ก้าวไกลมารวมกัน เป็นพรรค “ก้าวไทย” อย่างนี้ นโยบายมันก็จะหดแห้ง มันไม่มีการแข่งขันอ่ะ แต่พอมันมีแยกเป็นสองพรรค หรือมากกว่าสองพรรค รวมถึงเสรีรวมไทยอะไรแบบนี้ มันทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น ที่สำคัญคือเราจะมีนโยบายที่หลากหลายมากขึ้น

  • หวังกับการเลือกตั้งครั้งหน้ามากแค่ไหน 

เอาจริง…ผมโคตรหวังเลยนะ โคตรหวังเลย โคตรหวัง เพราะว่าถ้าการเมืองไทยมันไม่เปลี่ยนแปลงในเส้นทางของสภาเนี่ย มันก็จะบีบบังคับให้คนลงถนน ซึ่ง ความบาดเจ็บความสูญเสียเนี่ย  คือไม่ต้องไปพูดบาดล้มตายนะ แค่เรื่องติดคุก โดนคดีหรือเรื่องอะไรพวกนี้มันมากกว่า แต่ถ้าเราเปลี่ยนแปลงสังคมโดยสงบสันติ ผ่านทางสภาเนี่ย มันจะราบรื่นกว่า  ดังนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐสภา ให้มันเป็นที่พึ่งของเรา เราด่ามันได้ เราวิพากษ์วิจารณ์มันได้ แต่เราต้องรักษามันไว้ 

ในขณะเดียวกัน การเมืองนอกสภาก็ต้องเข้มแข็งด้วย ถ้าการเมืองนอกสภาไม่เข้มแข็งเนี่ย สภามันก็จะลดลง เพดานการอภิปรายมันก็จะลดลง ต้องให้มันขยับ เปลี่ยนแปลงไปได้พร้อมๆกัน 

  • กังวลเรื่องกติกาเลือกตั้งใหม่ไหม ฝ่ายประชาธิปไตยอาจจะแพ้ในเกมนี้  

มันเหมือนการชกมวยนะ ถ้าคะแนนสูสีกัน กรรมการอาจจะเข้าข้างเขา อันนี้มันเป็นไปได้ ปีหน้าอาจจะสูสีกัน แบบที่ผมบอก  แต่อีก 4 ปี มันไม่สูสีแล้ว อีก 8 ปี ชนะน็อกแน่นอน ไม่เกินนี้ 4 ปีชนะคะแนน อีก 8 ปี ชนะน็อก ครับ 

  • ปัจจุบัน คิดว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยปรับตัวบ้างไหม ถ้าปรับ เขามาถึงจุดไหนแล้ว

ผมคิดว่าเขามาถึงทางตันพอสมควร เวลาเราพูดถึงอนุรักษ์นิยม ผมไม่ได้พูดถึงเฉพาะชนชั้นนำไทย ยกตัวอย่างง่ายๆ ศิลปิน ดารา ที่อยู่รอบๆของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ถ้าคุณออกหน้าออกตา ว่าสนับสนุนประยุทธ์ตอนนี้ คุณโดนด่านะเว้ย คุณโดนแบนนะ หรือถ้าเขารู้ว่าคุณเคยสนับสนุนประยุทธ์ สนับสนุนการรัฐประหาร คุณโดนแบนนะ คือองคาพยพที่อยู่รอบๆฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทย  แม้แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยมันไปไม่ได้แล้ว มันถึงจุดที่เรียกว่าอะไร จุดที่มันไม่เข้ากับสมัยใหม่แล้ว  

คือตอนนี้เวลาเราพูดถึงปัญหาของฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทย เรากำลังหมายถึงการไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับสมัยใหม่ เราพูดถึงสถาบัน กองทัพ สภา พูดถึงทุกอย่าง แม้แต่สื่อมวลชนหรืออะไรก็ตามที่อยู่ในวิธีคิดสังคมเก่า ถ้ามีการปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ มันจะเป็นเรื่องที่งดงามมากเลยนะ คือประวัติศาสตร์ของไทยมันมีมา มีจารีตอะไร ถ้ามันปรับให้เข้ากับสมัยใหม่บ้าง โอ้ยยย มันงดงาม งดงามจริงๆ  ผมยกตัวอย่างง่ายๆ บางสิ่งบางอย่างที่มันถูกจำกัดให้อยู่แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ถ้าเราเปลี่ยน แล้วให้มันเชื่อมโยงกับสมัยใหม่ มันจะดูงดงามขึ้น เช่นการดูพิธีเกี่ยวกับเรือเฉยๆ คนรุ่นใหม่ก็จะเอ๊ะๆๆ หรือ การที่คุณชัชชาติจะแข่งเรือบ้าง อย่างนี้ ก็อาจน่าสนใจขึ้น แบบนี้เป็นต้น คือมันก็ต้องพัฒนาแล้วให้มันไปด้วยกันได้ คนรุ่นใหม่มันก็รู้สึกโอเคอ่ะ   

ยกตัวอย่างสังคมอังกฤษ มีพระราชวงศ์ มีศิลปวัฒนธรรมของมันอยู่ มันมีความงดงามของระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข  ถ้ามันเหมาะสม นิ่มนวล เข้ากับยุคสมัย มันก็โอเคมากๆนะ 

ถ้าฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยตั้งสติ ยอมรับบ้างว่าต้องถอยในระดับหนึ่ง เพื่อให้มีการดำรงอยู่ได้ในระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยมันจะโอเคมากๆ เชื่อผมเถอะ คนรุ่นใหม่ ที่ถูกข้อกล่าวหาทั้งหลายแหล่ จะไปล้มล้าง มันไม่มีหรอก คือคนรุ่นใหม่เขารู้สึกเรื่องเสรีภาพ ความเท่าเทียมมากขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็ยังชอบความเป็นไทยอะไรบางอย่าง ไม่ใช่ไม่ชอบนะ คือมันรู้สึกว่ามันก็ไทยดี ถ้าความเป็นไทยมันมาบดบังสิทธิ เสรีภาพ เรื่องความเสมอภาคมากไป อันนี่คนรุ่นใหม่เขาจะตั้งคำถามแล้ว แล้วจะเป็นการตั้งถามแบบที่เขาไม่ยอมด้วยนะ ถ้าคุณไม่ตอบ ไม่ได้   

  • คิดว่าปลายปีนี้ หรือช่วงประชุมเอเปค จะมีม็อบไหม 

โอ้ย ก่อนเอเปคก็มีแล้ว เชื่อผมเถอะ เอเปคมันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วคือม็อบไปประท้วง ห้ามไม่ได้หรอก และสิ่งที่มันต้องเป็นไป อย่างเรื่องนักโทษการเมือง ถ้ายังไม่มีการปล่อยนักโทษคดีจากการเมือง มันต้องมีการชุมนุมให้ปล่อยนักโทษการเมืองแน่ๆ ผมคิดว่าหลังเอเปคไป บรรยากาศการเลือกตั้งก็จะมาอย่างเต็มพื้นที่แล้ว หรือว่าการชูนโยบายหาเสียงก็จะชัดเจนขึ้น บรรยากาศจะไปทางนั้นมากกว่า   

  • เห็นมีนักกิจกรรมการเมืองตัดพ้อว่าคนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยสนใจการเมืองแบบปี 63 

มันเป็นจังหวะ มันเป็นจังหวะ …(คิดแป๊บนึง) เอาง่ายๆ ผมคิดว่า…หยิบมือถือขึ้นมาดูก็ได้ การใช้เฟซบุ๊กกับทวิตเตอร์มันลดลงหรือเปล่า  มันไม่ลดลงหรอก

คือการเมืองมันมีหลายอย่าง การแสดงออกทางการเมืองมันมีหลายอย่าง คุณแสดงออกผ่านการเลือกตั้งก็เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่ง คุณลงท้องถนนก็เป็นการแสดงออกแบบหนึ่ง คุณด่ากัน ถกเถียงกันในเฟซบุ๊กจะเป็นจะตาย ก็เป็นการแสดงออกแบบหนึ่ง ดังนั้นการแสดงออกทางการเมืองมันไม่ได้ลดลง มันอยู่ที่จังหวะ  จังหวะที่คุณต้องออกไปเลือกตั้งคุณก็ออกไป จังหวะที่ออกมาชุมนุม คุณก็ออกมา  ช่วงที่ไม่มีการชุมนุม ไม่มีการเลือกตั้ง เราก็มาด่ากันเองในโซเชียล  ด่ารัฐบาล ด่าทุกอย่าง คือการเมืองมันไม่นิ่ง มันไม่มีใคร…(หยุดคิด…) เขาเรียกว่าอะไรล่ะ คือไม่มีใครหมดหวังกับการเมือง ไม่มี… ตอนนี้เขาเตรียมไปซื้อปากกา เพื่อเอาไปเลือกตั้งแล้วอ่ะ คือตอนชุมนุม เขาไปซื้อรองเท้าผ้าใบนึกออกไหม เราเคยซื้อรองเท้าเตรียมไว้ แต่ตอนนี้เราก็เตรียมพร้อมอีกแบบหนึ่ง  เรื่องพวกนี้มันเป็นจังหวะเวลาจริงๆ

  • ไม่ใช่ว่า คนไปชุมนุมน้อย ไม่ร่วมม็อบน้อย แปลว่าคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น

ไม่มีๆ เอาอย่างนี้  (ชี้นิ้ว…) ถ้าวันนี้หรือพรุ่งนี้ มีการรัฐประหารอีกนะ คนเป็นแสนปิดถนนเหมือนเดิม เชื่อผม เยอะกว่าเดิมอีก ตอนที่เราชุมนุมเป็นแสน ช่วงปี 2563 กลางปี มันยังไม่มีทะลุแก๊ซนะ  ถ้าคุณรัฐประหารครั้งนี้ คุณเจอยิ่งกว่าทะลุแก๊ซ 

ผมคิดว่าการแสดงออกทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ เขาขยับเพดานขึ้น  ไอ้ที่เราเรียกว่า สันติวิธีๆ เนี่ย มันขยับเพดานขึ้นเยอะ  ผมคิดว่าวันหนึ่ง ถ้ามันมีการเป่านกหวีดปรี๊ดขึ้นมา ผมคิดว่ามันยิ่งกว่าเดิมครับ

  • ฝากอะไรกับพรรคการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลประยุทธ์ ในศึกเลือกตั้งครั้งหน้า 

ผมคิดว่าจุดชี้วัดของคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า  จำนวนนึงอยู่ที่คนรุ่นใหม่ ผมอยากให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองต่างๆ  ช่วยซื้ออ่ะ  ซื้อไอเดีย ซื้อความคิด ซื้อความฝันของคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น แล้วก็นำเสนอไอเดีย ความฝัน ความหวังของคนรุ่นใหม่  คุณได้คะแนนไปแน่  

พรรคการเมืองหลายพรรค อย่าคิดว่ามีคนรุ่นใหม่เชื่อแล้วไม่มีนโยบายอะไรใหม่ที่มาสอดคล้อง จะบอกว่ามันไม่มีอะไรเป็นของตายกันหรอก  แต่คนรุ่นใหม่มีความต้องการที่จะเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายสอดคล้องกับคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง 

คุณเชื่อไหม คนที่เลือกตั้งครั้งแรก แม่งโคตรตื่นเต้นเลยนะ  ณ วันนี้ ปีหน้า ถ้ามีการเลือกตั้ง เราจะมีเด็ก ม.ปลายของปี 63 ซึ่งมันไปชู 3 นิ้ว เลือกตั้งเป็นครั้งแรก เฮ้ย … น่าตื่นเต้นนะ  พวกที่เรียนมหาวิทยาลัยและจบเมื่อปี 2563 ผ่านมา 2 ปี มันมีอายุ 25 ปี  เราจะเห็นไอ้คนพวกนี้ไปลงเลือกตั้ง คือโดยเกณฑ์อายุ มันขยับขึ้น เราเห็นนักข่าวหนุ่มๆ ตอนนั้นเป็นเด็กฝึกงาน ตอนนี้เป็นนักข่าว อีก 5 ปีเป็น บก. คือเจเนอเรชั่นเรามันขยับขึ้นแบบนี้ เขยิบแบบ… อนุรักษ์นิยม เมิงตกใจแน่ๆ 

  • ข้อคิด ถึงคนรุ่นใหม่ คนที่เคยร่วมชุมนุมปี 63 ต่อการเมืองไทยในอนาคต 

ไม่ต้องไปฝากอะไร  พวกเขามีไอเดีย มีความคิด เขาเป็นเสรีนิยม เป็นประชาธิปไตย เป็นคนที่เขามีความคิดแบบอยู่กับฝั่งที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แน่ๆ  คุณล้างสมองเขาไม่ได้หรอก คุณจะไปสร้างบทเรียน ตำราเรียนยังไง ไปโรงเรียนปลูกฝังอย่างนึง กลับมาบ้าน เขาก็มีอินเตอร์เน็ตของเขา มียูทูป มีเฟซบุ๊ก มีทวิตเตอร์ ความจริงมันตรวจสอบได้ คนรุ่นใหม่เขาพร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงและเขาพร้อมที่จะเสียสละเพื่อให้ได้มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วย

  • ความฝัน ความหวังทางการเมืองของ อานนท์ นำภา วันนี้ เหมือนหรือต่างกับช่วงปี 63 หรือก่อนนั้น ยังไง

ผมปักหมุดทางความคิด ความฝันมานานก่อนหน้านั้น และคิดว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ คือเราไม่สามารถเนรมิตน้ำได้เป็นหยาดฝน เม็ดนึงของฝนก็สำคัญในการทำให้น้ำมันเต็มแม่น้ำ ดังนั้นผมคิดว่าทุกคนมีส่วน  อย่างผมเป็นทนายความ ก็มีส่วนเล็กๆในการทำงาน เริ่มจากศาลแล้วไปปราศรัยก็ถือเป็นส่วนเล็กๆนะครับ เขาสลายชุมนุม ไปวิ่งโดนแก๊สมา ก็เป็นส่วนเล็กๆ ทุกคนก็มีส่วนเล็กๆเหมือนกัน สื่อก็มีส่วนขับเคลื่อนสังคม  แม้แต่คนกดไลค์ แชร์ข่าวก็มีส่วนเหมือนกันในการเปลี่ยนแปลงสังคม ทุกคนมีส่วนร่วมมากน้อย อยู่ที่โอกาส หลายคนไม่สามารถออกหน้าออกตาได้ เขามีตังค์ก็โอนมาช่วย เรื่องประกันตัว เรื่องอะไรก้แล้วแต่ ทุกคนมีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลงสังคมหมด ให้กำลังใจทุกคน