เมื่อ 16 ปีก่อน คณะทหารนำโดย ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ได้รัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 19 ก.ย.2549 และวันที่ 19 ก.ย.ปีนี้ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวในโอกาสครบรอบ 16 ปีของรัฐประหารว่า ทำให้ประเทศเสื่อมถอยทุกมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม คนไทยได้เรียนรู้ว่ารัฐประหารไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหาการเมือง ยิ่งมีรัฐประหารซ้ำในปี 2557 ยิ่งส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศ เกิดวิกฤตศรัทธาต่อระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม ระบบอุปถัมภ์เบ่งบาน ทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้น ในปี 2564 อันดับทุจริตในประเทศไทยอยู่อันดับที่ 104 ต่ำสุดในรอบ 20 ปี แต่ในรัฐบาลของนายทักษิณอยู่ในอันดับ 59
น.ส.ลิณธิภรณ์ชี้ว่า รัฐบาลจากรัฐประหารกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน ปี 2565 ยอดรวมคดีการเมืองมีกว่า 1,065 คดี ผู้ถูกดำเนินคดีกว่า 1,808 คน และเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ถึง 280 ราย การเติบโตทางเศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลไร้ความรู้ ความสามารถในการบริหาร เมื่อต้องเจอกับวิกฤตโรคระบาดใหม่ไม่สามารถบริหารภายใต้วิกฤตได้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ทิ้งดิ่งติดลบหนักสุดถึงกว่า 6% โดยจากการรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่มาถึง 8 ปี ทำจีดีพีประเทศคิดเป็นมูลค่าเพิ่มแค่ 2.4 ล้านล้านบาท แตกต่างจากรัฐบาลนายทักษิณ
ผ่านมา 16 ปี กับฐประหาร 2 ครั้ง ผู้มีอำนาจเขียนกติกาเพื่อสืบทอดอำนาจ แต่ก็ยังไม่สามารถนำพาประเทศพ้นจากความจน ตรงกันข้ามกลับจมดิ่ง ล้าหลัง และเสื่อมถอย
รัฐประหาร 2549 ยุติบทบาทพรรคสนับสนุนนายทักษิณไม่ได้ จึงสรุปกันเองว่า “เสียของ” แล้วทำรัฐประหารซ้ำอีกครั้งในปี 2557 ถือเป็นความผิดพลาดอย่างฉกรรจ์ที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกบันทึกไว้ และยิ่งผิดพลาดเมื่อคิดว่าจะต้องอยู่ยาว วางพิมพ์เขียวเขียนรัฐธรรมนูญให้การเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบบที่ควบคุมได้ เวลาที่ผ่านไป 8 ปี ยังไม่ถึงครึ่งทางของเป้าหมาย 20 ปี เสียงเรียกร้องให้นำประเทศกลับสู่ระบบปกติก็ดังระงม สถานการณ์ของรัฐบาลสืบทอดอำนาจในห้วงก่อนสิ้นวาระของสภาในขณะนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าไม่มีหนทางอื่นนอกจากให้การเมืองไทยกลับสู่ระบบปกติ และสาปส่งวิธีแก้ปัญหาด้วยรัฐประหาร

