‘ชูวิทย์’ ร่ายยาว มหากาพย์ ทุจริตสร้างโรงพัก ใช้เวลา 10 ปี ถึงจะมีการตัดสิน
กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะนัดอ่านคำพิพากษา คดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ในคดีทุจริตสร้าง 396 โรงพัก รวมมูลค่าความเสียหาย 5,848 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อปี 2552 สมัย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 29 กันยายนนี้
ล่าสุด (19 ก.ย.) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้แถลงข่าวถึงกรณีดังกล่าว พร้อมนำชาร์ตที่ใช้อภิปรายในรัฐสภาเมื่อปี 2555 มาประกอบ โดยระบุว่า มหากาพย์ทุจริตสร้างโรงพักใช้เวลาถึง 10 ปี จึงจะมีการตัดสินคดี นาฬิกาประเทศไทยเดินช้ากว่าประเทศอื่นในเรื่องของการปราบปรามการทุจริต เพราะว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วการทำคดีทุจริตต่อภาครัฐนั้นจะดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อนำคนผิดมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด แต่สำหรับประเทศไทย มีการนำการเมืองเข้ามาพัวพันมากเกินไป ทำให้การตรวจสอบทำคดีทุจริตเป็นไปอย่างล่าช้า อีกทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งถือเป็นทนายแผ่นดิน ก็ยังไม่สั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ ป.ป.ช.ต้องเป็นผู้ฟ้องเอง ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป อย่าหวังเลยว่าประเทศไทยจะพัฒนาไปกว่านี้ได้ นโยบายการปราบปรามคอร์รัปชั่นที่รัฐบาลเคยบอกว่าจะทำอย่างจริงจัง ก็ไม่มีวันที่จะทำได้ เพราะการทุจริตสร้างโรงพักไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรเลย แต่ยังใช้เวลาล่วงเลยได้นานถึงเพียงนี้
ส่วนความคาดหวังของผลการพิพากษาในคดีนี้นั้น นายชูวิทย์บอกว่าไม่ได้คาดหวัง อะไรจะเกิดก็เกิด ไม่สามารถไปก้าวล่วงคำพิพากษาของศาลได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับการทุจริตครั้งนี้ เรื่องแดงก็เพราะเมื่อปี 2555 นายชูวิทย์ซึ่งเป็น ส.ส.ในขณะนั้นได้อภิปรายถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการนี้ต่อรัฐบาล ซึ่งขณะนั้นอยู่ในยุคของรัฐบาลที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จนนำไปสู่ดำเนินการส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรวบรวมพยานหลักฐาน และเสนอ ป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวนในที่สุด
ต่อมา ในปี 2562 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ป.ป.ช.แถลงมติชี้มูลความผิดโครงการ 396 โรงพัก นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กรณีทุจริตโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ หรือโรงพักทดแทน 396 แห่ง มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีมูลความผิดอาญา มาตรา 157 และมีมูลความผิดวินัย
ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ยังชี้มูลความผิดตำรวจในคณะกรรมการประกวดราคาทั้งทางอาญาและทางวินัย โดย พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ และ พ.ต.ท.สุริยา แจ้งสุวรรณ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2552 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีมูล ความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ส่วน พ.ต.อ.จิรวุฒิ จันทร์เพ็ญ, พ.ต.อ.สุทธี โสตถิทัต, พ.ต.อ.พิชัย พิมลสินธุ์, พ.ต.อ.ณัฐเดช พงศ์วรินทร์ และ พ.ต.อ.ณัฐชัย บุญทวี มีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
ขณะที่ชี้มูลความผิดบริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด บริษัทรับเหมาฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ
ส่วน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์, พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ธีรยุทธ กิติวัฒน์ และ พล.ต.ท.สุพร พันธุ์เสือ อดีตผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังมีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กรณีการอนุมัติโครงการก่อสร้างแฟลตที่พักข้าราชการตำรวจ 163 แห่ง ซึ่งถือเป็นกรรมเดียวกับกรณีสร้างโรงพัก ส่วนคณะกรรมการประกวดราคามีมูลความผิดทางอาญาและทางวินัยร้ายแรง
ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

