ในวาระแห่ง 16 ปี รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ไม่ปรากฏการเคลื่อนไหวจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
หากที่โดดเด่นกลับเป็น นายทักษิณ ชินวัตร
กลายเป็นว่า คนที่ลงมือในการทำ “รัฐประหาร” ไม่ออกมายืนยัน ตรงกันข้าม คนที่ตกเป็น “เป้า” ของรัฐประหาร
เป็นผู้มา “สรุป” และทำเป็น “บทเรียน”
สถานการณ์ของรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นเช่นนี้ สถานการณ์ของรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ก็เป็นเช่นนี้
นี่ย่อมเป็น “คำตอบ” ที่ชัดเจนต่อ “รัฐประหาร”
ยิ่งเมื่อมีการผนวกกรณี 8 ปีรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 กับ 16 ปีรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ยิ่งแจ่มชัด
แจ่มชัดในความเลวร้าย ล้มเหลว
หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือเป็นชัยชนะ หาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถือเป็นชัยชนะ ทำไมเมื่อเดือนพฤษภาคมจึงนิ่งเงียบ
ไม่ออกมาเฉลิมฉลอง ในความสำเร็จ
ตรงกันข้าม ในวันที่ 20 กันยายน ก็มีคดีความอันสะท้อนถึงอำนาจและการตัดสินใจในทางการเมืองของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เป็นผลมาจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
ตรงกันข้าม ในวันที่ 30 กันยายน ก็มีคำร้องเรียนถึงการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ไม่แน่ใจว่าดำรงตำแหน่งมาแล้ว 8 ปีหรือไม่
ไม่ว่าสภาพการณ์ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ว่าสภาพการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ล้วนเป็นความต่อเนื่อง
จากรัฐประหาร “เสียของ” อันก่อให้เกิด “ของเสีย”
การเคลื่อนไหวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 โดย “เยาวชนปลดแอก” เป้าหมายเด่นชัด คือ การไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เสียงขับไล่ดังกึกก้องตลอดปี 2563
และปัจจุบันได้เกิดคณะหลอมรวมประชาชนจากส่วนหนึ่งซึ่งเป็น “เสื้อแดง” ส่วนหนึ่งซึ่งเป็น “เสื้อเหลือง”
เป้าหมายคือ ไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
การออกโรงของ นายปราโมทย์ นาครทรรพ การออกโรงของ นายพิภพ ธงไชย การออกโรงของ นายสุริยะใส กตะศิลา สะท้อนอะไร
เมื่อเป้าหมายคือ ไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
บรรดา “สารตั้งต้น” ก่อนเกิดรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 กำลังพุ่งปลายทวนเข้าใส่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างพร้อมเพรียงกัน
เป็นเสียงเดียวกันกับ “คณะราษฎร 2563”
ไม่ว่าในที่สุดสถานการณ์ต่อ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สถานการณ์ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นอย่างไร
แต่แต่ละ “ปรากฏการณ์” เป็น “ดัชนี”
ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ต่อเนื่องมายังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
เป็นดัชนีจากการ “คิดบัญชี” ในทาง “การเมือง”

