ต้องแสดงความยินดีกับแรงงานทั่วประเทศ จากมติคณะรัฐมนตรีไฟเขียวให้ปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจากที่ทรงตัวมาร่วม 2 ปี เริ่มมีผล 1 ตุลาคมนี้
ไม่เพียงแรงงานแรกเข้าจะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้น แรงงานเดิมที่มีประสบการณ์ก็จะได้รับอานิสงส์ขยับเพิ่มเป็นแผงตามไปด้วย
ว่ากันถึงเรื่องค่าจ้างก็คงต้องไปสำรวจสถานการณ์แรงงาน
จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า จำนวนผู้ว่างงานที่ปรับฤดูกาลแล้วก่อนโควิด-19 อยู่ที่ประมาณ 4 แสนคน จนเมื่อเข้าสู่การแพร่ระบาดมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มาถึงจุดสูงสุดในไตรมาสที่ 3 ปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 9 แสนคน
หลังจากรัฐบาลผ่อนคลายกิจกรรมกิจการเพื่อควบคุมโควิด-19 และกลับมาเปิดประเทศ พบว่าการว่างงานลดลงมาที่ระดับกว่า 5 แสนคนในปัจจุบัน
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการวิเคราะห์ภาวะตลาดแรงงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ดูเหมือนตัวเลขจำนวนผู้ว่างงานข้างต้นน่าจะน้อยกว่าความเป็นจริงอยู่มาก
เพราะในการวิเคราะห์ของแบงก์ชาติได้บวกตัวเลข “ผู้เสมือนว่างงาน” ซึ่งหมายถึงผู้มีงานทำแต่ทำงานไม่ถึง 4 ชั่วโมงต่อวันเข้าไปด้วย (ได้ค่าแรงลดลงตามไปด้วย) จึงพบว่าในไตรมาส 2 ของปี 2563 ช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักจากการปิดเมือง จำนวนผู้เสมือนว่างงานที่ปรับฤดูกาลแล้วทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 5.7 ล้านคน
หลังจากปลดล็อกโควิด-19 ผู้เสมือนว่างงานแม้ปรับลดลง จากตัวเลข ณ ไตรมาส 2 ปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2.4 ล้านคน แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง และสวนทางกับความต้องการของภาคธุรกิจในหลายสาขา เช่น ภาคส่งออก ก่อสร้าง ร้านอาหาร โรงแรม ที่ปัจจุบันออกมาบ่นดังๆ กำลังขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแรงงานต่าวด้าวที่เดินทางกลับประเทศช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก ยังไม่กลับมาเหมือนเดิม ผสมโรงแรงงานไทยที่ตกงานในช่วงดังกล่าว เดินทางกลับภูมิลำเนาเริ่มลงหลักปักฐาน
อยู่ตัวแล้ว จึงเลือกจะไม่เข้าสู่ตลาดแรงงานอีก
มีความหวังว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำล่าสุด อาจเป็นปัจจัยบวกจูงใจแรงงานให้กลับมาเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยผลกระทบด้านลบ เพราะค่าแรงขั้นต่ำอัตราระหว่าง 328-354 บาทต่อวัน
จะได้มากได้น้อยขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ เมื่อเฉลี่ยแล้วเท่ากับมีปรับขึ้นไปประมาณ 5%
เมื่อนำไปเทียบกับค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อ 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) ที่ทางการประกาศออกมาแล้ว พบว่าเงินเฟ้อสูงขึ้นร้อยละ 6.87
แม้กระทรวงพาณิชย์จะประมาณการเงินเฟ้อตลอดทั้งปีไว้ที่ 6%
นั่นก็หมายความว่า ค่าแรงที่ปรับไปคราวนี้ยังต่ำกว่าเงินเฟ้อ หรือไม่อาจชดเชยค่าครองชีพที่สูงขึ้น
และสิ่งที่มักตามมาเสมอหลังการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ คือบรรดาสินค้าต่างๆ จะทยอยขึ้นราคาไปด้วยเช่นกัน เพราะค่าจ้างก็เป็นต้นทุนส่วนหนึ่งของผู้ประกอบธุรกิจ ซ้ำเติมภาระต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ขนส่ง ไฟฟ้า ที่แบกกันหลังแอ่นอยู่แล้ว
ที่สำคัญภาวะเงินเฟ้อสูงกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ มีแนวโน้มจะเรื้อรังไปถึงปีหน้า ฉุดเศรษฐกิจโลกให้ตกอยู่ในภาวะถดถอย
เห็นท่าพี่น้องชาวแรงงานอาจต้องเผชิญกับค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่รายได้กลับไล่ไม่ทัน
สัญญา รัตนสร้อย

