หน้าแรก การเมือง ‘โตโต้’ แนะนำ...

‘โตโต้’ แนะนำตัวชัด ‘เข้ามาเป็นจุดอ่อนพรรค ก.ก.?’ อ้อนชาวพระโขนง-บางนา ขอเป็นตัวแทน ‘สู้อีกบทบาท’

21.09.22 | 15:14 น.

‘โตโต้’ แนะนำตัว เล่าวีรกรรมหวิดคมกระสุน ตอบปม ‘เข้ามาเป็นจุดอ่อนพรรคก้าวไกล’ ? อ้อนชาวพระโขนง-บางนา ขอเป็นตัวแทน ‘สู้อีกบทบาท’

สืบเนื่องกรณีพรรคก้าวไกล เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. 23 คน ผ่านแคมเปญเลือกตั้ง “ต้องก้าวไกล ให้ไทยก้าวหน้า” เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งต่อมา นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ส.ส.กทม. เขตบางนาและเขตพระโขนง พรรคก้าวไกล ได้ออกมาโพสต์แสดงความผิดหวังที่พรรคไม่ให้โอกาสต่อ โดยในการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครทั้ง 23 คนนั้น พรรคก้าวไกลให้ นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ นักกิจกรรมทางการเมือง หัวหน้ากลุ่มการ์ดอาสา We Volunteer เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางนา-พระโขนงแทน นั้น
(อ่านข่าว : ส.ส.บางนา สุดผิดหวัง ก้าวไกล ดัน ‘โตโต้’ ลงแทน รับอยากไปต่อ แต่พรรคไม่เลือก)

ก้าวไกล เปิด 23 ผู้สมัคร กทม. พิธาลั่น เจอกันที่ทำเนียบ “ผมพร้อมเป็นนายกฯของทุกคน”

ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 กันยายน นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางนา-พระโขนง พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความแนะนำตัวผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า

สวัสดีประชาชน โตโต้ขออนุญาตแนะนำตัวครับ (ยาวหน่อยนะ แต่อยากให้อ่าน)

นับตั้งแต่เปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคก้าวไกล เขตพระโขนง บางนา ก็ทำให้หลายคนให้ความสนใจ และอยากรู้ที่ไปที่มาเกี่ยวกับตัวผมมากขึ้นโดยเฉพาะคนในพื้นที่ เนื่องจากหลายคนอาจจะรู้จักผมเพียงแค่บทบาทการต่อสู้บนท้องถนนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

Advertisement

มันต้องเล่าย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 13 ปี (2552) ผมได้เข้ามาเรียนที่ สถาบันมีชื่อแห่งหนึ่งย่านลาดกะบัง กรุงเทพฯ ก่อนที่จะขอพักการศึกษาในปีการศึกษาที่ 2 ไว้ เนื่องจากป่วยด้วยโรคไข้หวัด 2009 ที่ระบาดหนักในขณะนั้น สุดท้ายจึงตัดสินใจเริ่มต้นการเรียนกับที่สถาบันแห่งใหม่ ย่านพระราม 7 จนจบการศึกษาระดับ ปริญญาตรี และ ปวส. ที่เรียนควบคู่กันไปในภาคค่ำ

ในช่วงชีวิตที่ร่ำเรียนอยู่นั้น ชีวิตผมต้องทำงาน และทำกิจกรรมไปพร้อมๆ กัน แต่กิจกรรมที่ว่าไม่ใช่กิจกรรมในมหาวิทยาลัย แต่มันคือกิจกรรมทางการเมืองที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในเวลานั้นของพี่น้องเสื้อแดง

พ.ค.ปี 53 ผมนึกว่าผมจะไม่รอดชีวิตจากคมกระสุนเสียแล้ว แต่ก็รอดมาได้จากการระดมยิงปืนเข้าไปภายในวัดปทุมฯ ของฆาตกร หลังจากเหตุการณ์นี้มันทำให้ผมตัดสินใจแน่วแน่ว่า “เราจะปล่อยให้ประเทศนี้อยู่ภายใต้การปกครองแบบนี้ไม่ได้”

ปี 2557 ความวิบัติก็เริ่มบังเกิดชัดขึ้น โดยมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งมีความพยายามทำให้เกิดรัฐล้มเหลวเพื่อเปิดทางให้มีการรัฐประหาร หลายๆ คนมองทะลุถึงกลเกมนี้ ก็ออกมาเตือนกัน เราในฐานะนักศึกษาอยู่ตอนนั้นจึงรวบรวมกลุ่มเพื่อนๆ น.ศ.ขึ้น ชื่อกลุ่ม “สามพระจอมปกป้องประชาธิปไตย” (สามพระจอม = ลาดกระบัง, พระนครเหนือ, บางมด) เพื่อคัดค้านการกระทำของกลุ่มที่เรียกร้องให้ทหารออกมา กระทั่ง 22 พ.ค.2557 ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ลากรถถังออกมายึดอำนาจตามแผนสมคบคิดของพวกเขา

ในช่วงการเมืองเข้มข้น ก่อนรัฐประหาร ผมได้มาพักอาศัยอยู่กับญาติๆ แถวลาซาล (สุขุมวิท105) ย่านบางนา เมื่อมีการรัฐประหารผ่านไปเพียงวันเดียว ผมก็ออกไปต่อต้านการรัฐประหารร่วมกับเพื่อนๆ น.ศ.จากหลากหลายสถาบันที่ กระทรวงกลาโหม เราเดินขบวนกันมาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่ยังไม่ถึงจุดหมาย ก็ถูกกำลังทหารในชุดสนามพร้อมรบวิ่งไล่กวด จนพวกเราวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง เหตุนี้ทำให้ผมกลับบ้านที่ลาซาลไม่ได้หลายเดือน เพราะที่บ้านแจ้งว่ามีรถทหาร และตำรวจมาวนเวียนอยู่ปากซอยบ้านทุกวัน

ในเดือนสองเดือนแรกของการรัฐประหาร พวกเขาจับตาผมอย่างหนัก และตามจับตัวผมไปถึง 2 รอบ ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิด รอบแรกจับผมที่พารากอนไปนอนในค่ายทหารเกือบวัน และหลังจากนั้นถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติที่ค่ายทหารอีก 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดไม่ได้ไปตามเรียก เขาก็เอารถทหารมารับผมถึงในมหาวิทยาลัย ไปปรับทัศนคติ

ผมได้เรียนจบในเดือน มิ.ย. 2557 จึงสอบเข้าทำงานที่การไฟฟ้านครหลวง และผลสอบผ่านได้รับการบรรจุที่การไฟฟ้านครหลวงเขตประเวศ (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นเขตบางนาในภายหลัง) ผมต้องรับผิดชอบตรวจสอบมาตรฐานระบบไฟฟ้าภายในบ้านเรือนประชาชนเพื่อความปลอดภัยในพื้นที่ย่านพระโขนง บางนา บางพลี สำโรง กิ่งแก้ว อ่อนนุช มาตลอดหลายปีที่ทำงานกระทั่งตัดสินใจลาออกเมื่อ พ.ย.ปี 2561 เพื่อมาร่วมงานกับพรรคอนาคตใหม่

ในช่วงนั้น อนาคตใหม่ ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ยิ่งต่างจังหวัดยิ่งหนัก ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้จักพรรคเรา จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของพรรคในเวลานั้น ยิ่งใกล้เลือกตั้งเท่าไร พรรคยิ่งต้องทำงานหนักแข่งกับเวลา และรับมือกับมรสุมที่มาจากทุกทิศทาง

ผมเห็นแล้วว่า จังหวัดกาฬสินธุ์บ้านเกิดผมนั้นยังไม่มีผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในหลายเขต ผมจึงเสนอตัวอาสาสมัครลงในเขตที่ว่างเพื่อหวังเพียงว่าให้ประชาชนได้มีตัวเลือกลงคะแนนเสียง เก็บทุกคะแนนให้กับพรรคก็ยังดี เพราะเรารู้ตัวดีว่าไม่มีทางชนะคู่แข่งที่ทำพื้นที่มานาน เราจะเอาอะไรไปสู้ในเมื่อเราโตและอยู่ กทม.มาตลอดครึ่งหลังของชีวิต

ผมลงสมัคร เขต 1 กาฬสินธุ์ ในนามพรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนนเลือกตั้งมา 17,800 คะแนน เป็นอันดับ 3 ต้องยอมรับว่านั้นคือคะแนนพรรค นั้นคือคะแนนธนาธรที่ประชาชนมอบให้ หาใช่คะแนนของผมไม่

หลังการเลือกตั้งจบลง ผมต้องเลือกเส้นทางชีวิตครั้งสำคัญอีกครั้งคือ ระหว่างผมจะกลับไปช่วยงานพรรค เพื่อสานฝันต่อ หรือจะกลับไปสร้างชีวิตของตัวเองให้มั่นคง เช่น กลับไปทำงานการไฟฟ้า หรือมุ่งมั่นในธุรกิจที่กำลังเติบโตในเวลานั้น (ผมทำธุรกิจเสริมคือนำเข้าอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ จากจีน)

และแล้ว สุดท้ายผมก็เลือกเส้นทางการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่ต่อ ขอช่วยงานพรรคทุกหน้าที่ที่พรรคจะมอบหมายให้ ไม่มีการเรียกร้องสิ่งตอบแทน ตลอดการทำงานกับพรรคอนาคตใหม่ ผมยึดเสมอเรื่องระเบียบวินัยขององค์กร แม้เราจะไม่พอใจในประโยชน์ของเราที่เสียไปในคำสั่งหรือการตัดสินใจของพรรค แต่หากมองแล้วเพื่อเป้าหมายใหญ่ ผมก็ยินดีก้มหน้าก้มตาทำมันต่อไป

จนวันที่ 22 ก.พ.ปี 63 เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค เป็นคุณ คุณจะยอมแพ้หรือคุณจะสู้ต่อ แน่นอนว่าผมสู้ต่อ เมื่อไม่อยากให้อยู่ในกรอบของพรรคการเมืองก็ดีจะได้เห็นว่าผู้คนที่เหลืออดมันมีพลังขนาดไหน

ในช่วงนั้น การชุมนุมของพี่น้องประชาชนโดยนักศึกษากำลังเข้มข้นจากหลายปัจจัย หลายสถาบันเริ่มออกมาชุมนุม และตอนนั้นผมห่วงในเรื่องความรุนแรงจากรัฐและจากมือที่สาม ผมจึงตัดสินใจบอกลาพรรคก้าวไกล เพื่อมาร่วมต่อสู้กับพี่น้องประชาชนบนท้องถนนจึงเกิดการก่อตั้งกลุ่มมวลชนอาสา หรือ We volunteer ขึ้น

จนถึงปลายปี 64 ผมได้สำรวจตัวเองจากบาดแผลแห่งการต่อสู้มาพบว่า หลายปีที่ผ่านมา ผมเข้าๆ ออกๆ คุก และเรือนจำอยู่นับครั้งไม่ถ้วน มีคดีติดตัวมาไม่นับคดีเล็กคดีน้อยก็ร่วม 10 กว่าคดี จะเคลื่อนไหวกับพี่น้องแบบเดิมก็คงยากแล้ว ไม่ใช่ด้วยกลัวว่าตัวเองจะติดคุก แต่กลัวว่า ถ้าติดแล้วเราจะเป็นภาระคนอื่น หาประโยชน์ได้น้อยกว่าการอยู่ข้างนอก นั่นจึงเป็นการตัดสินใจมอบภาระหน้าที่สำคัญของ WEVO ให้กับผู้อื่นได้ทำหน้าที่ต่อไป ส่วนตัวผมขอปรับกระบวนทัพสู้ต่อ แต่ขอสู้ในอีกบทบาทที่เอื้อต่อสภาพการณ์ที่เหมาะสมให้เกิดการหนุนเสริมต่อฝ่ายประชาธิปไตยได้มากที่สุด จึงเป็นที่มาของการกลับเข้าพรรคก้าวไกลอีกครั้ง ในนามว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตพระโขนง บางนา

หลายคนอดเป็นห่วงต่อตัวผม หรือพรรค ไม่ได้ว่า การที่เอาโตโต้ผู้ที่มีคดีความมากมายจากการต่อสู้ที่ผ่านมาลงสมัครฯ นั้นอาจจะเป็นจุดอ่อนให้เขาได้แตะสกัดขาก่อนได้ทำหน้าที่หรือป่าว ??

ผมขอเล่าให้ฟังอย่างนี้ว่า ผมเองก็ได้แจ้งจุดอ่อนเรื่องนี้กับคณะกรรมการสรรหาของพรรคไปในรายละเอียด ไม่ได้ปกปิดเรื่องคดีทางการเมืองแต่อย่างใด และแจ้งชัดเจนว่าผมพร้อมที่จะทำทุกหน้าที่ทุกบทบาท ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือพรรค แม้จะไม่ได้รับคัดเลือกให้ลงสมัครก็ตาม

และคำตอบที่ผมได้รับกลับมาอย่างหนักแน่น คือ “นั้นไม่ใช่จุดอ่อน แต่คือจุดแข็งของโตโต้ต่างหาก สิ่งที่เราต้องการคือผู้แทนฯที่กล้าหาญ กล้าเป็นปากเสียงแทนพี่น้องประชาชน คดีความต่างๆ ที่คุณได้มานั้น คือเกียรติบัตรรับรองคุณสมบัติข้อนี้ของคุณแล้ว หากเราปัดตกเพียงเพราะเหตุผลดังว่านี้ เราต้องถามตัวเราเองแล้วว่า เราต้องการผู้แทนฯ แบบไหนกันแน่ แบบที่หัวหดคดเคี้ยวเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกาอย่างนั้นหรือ … ดังนั้น โตโต้ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอก หากวันหนึ่งเขาไม่ให้คุณเข้าสภา แม้ได้รับเลือกตั้งแล้ว นั่นเป็นเรื่องของพรรค และเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะสั่งสอนพวกเขาเอง ผมเชื่อว่า หากเขาเอาคุณเข้าคุก พรรคจะส่งใครลงแทนคุณ ประชาชนก็จะเทคะแนนให้อย่างถล่มทลายอย่างแน่นอน”

นั่นจึงเป็นที่มาของเรื่องราวทั้งหมด และสุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ และให้การสนับสนุนผมมาโดยตลอด ผมขอให้คำมั่นสัญญาว่าผมจะทำหน้าที่ให้สุดกำลังความสามารถที่มี เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเพื่อการต่อสู้ให้ได้มาเพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

อยู่ที่พี่น้องประชาชนชาวพระโขนง บางนา แล้ว ว่าจะให้โอกาสผมเข้าไปทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรหรือไม่

ช่องทางการติดต่ออื่นๆ สามารถติดตามได้ตามนี้เลยครับ
Facebook: โตโต้ ปิยรัฐ – Piyarat Chongthep
Instagram: toto_piyarat_ch
Twitter: TOTOPiyarat
TikTok: totopiyarat.ch
Line : https://lin.ee/G52EOmI