ประชามติร่าง รธน.ใหม่
วัฒนธรรมทางการเมืองสันติวิธี
หลังจากที่ประชุมรัฐสภาวันที่ 7 กันยายน 2565 ลงมติคว่ำร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 รวม 4 ฉบับรวด หนึ่งในนั้นคือร่างฉบับที่ภาคประชาชน 64,151 คน ร่วมลงชื่อให้ยกเลิกมาตรา 272 อำนาจวุฒิสมาชิกในการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นอันว่าปิดสวิตช์ ส.ว.ไม่สำเร็จตามเคย
ฝ่ายค้านไม่ลดละความพยายาม พรรคก้าวไกลประกาศเดินหน้าแคมเปญใหม่ทันที “Reset ประเทศไทย เลือกตั้งใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่” รณรงค์เชิญชวนประชาชนลงชื่อร่วมกันเสนอให้มีการทำประชามติยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันเดียวกับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไปที่น่าจะเกิดขึ้นปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า ก่อนหรือหลังสภาผู้แทนราษฎรครบวาระ 4 ปี วันที่ 24 มีนาคม 2566
อาศัยช่องทางตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2564 เป็นเครื่องมือ
มาตรา 9 เขียนไว้ว่า ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจจัดและควบคุมดูแลการออกเสียงให้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม เสรี เสมอภาค และชอบด้วยกฎหมาย
การออกเสียงตามพระราชบัญญัตินี้มีดังต่อไปนี้
(1) การออกเสียงเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่มีบทบัญญัติกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
(2) การออกเสียงกรณีเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร
(3) การออกเสียงตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการออกเสียง
(4) การออกเสียงในกรณีที่รัฐสภาได้พิจารณาและมีมติเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรที่จะให้มีการออกเสียงและได้แจ้งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ
(5) การออกเสียงกรณีประชาชนเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบในการออกเสียง ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
การออกเสียงในเรื่องที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้จะกระทำมิได้
ในกรณีที่จะต้องดำเนินการออกเสียงตามวรรคสอง เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้มีการออกเสียง หรือเมื่อประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้วแต่กรณี ให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงตามวันที่กำหนด ตามที่ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการ
คณะกรรมการข้างต้นก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นผู้รับผิดชอบการจัดทำประชามติ
นอกจากรณรงค์เชิญชวนประชาชนให้ลงชื่อตามหลักเกณฑ์ใน (5) ของมาตรา 9 แล้ว ยังเดินหน้าอีกแนวทางตาม (4)
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล ยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรวันที่ 15 กันยายน 2565 ขอให้ที่ประชุมมีมติแจ้งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำประชามติวันเดียวกับวันเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
ที่ประชุมอภิปรายกันอย่างกว้างขวางทั้งพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนใหญ่เห็นด้วยในหลักการให้การสนับสนุน ลงคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของ ส.ส.ที่มีอยู่ แต่ปรากฏว่าองค์ประชุมไม่ครบ (ฮา)
คุณชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานที่ประชุมเลยพูดปลอบใจว่าถึงองค์ประชุมไม่ครบแต่ญัตติที่ผ่านความเห็นชอบแล้วยังมีผลอยู่ไม่ตกไป
ครับ ต้องรอเปิดประชุมสมัยใหม่หลัง 1 พฤศจิกายน 2565 เมื่อองค์ประชุมครบเสียก่อนถึงจะเดินหน้าต่อเสนอให้รัฐบาลและวุฒิสภาพิจารณา
ประเด็นปัญหาที่ไม่มีความแน่นอนว่าจะสมหวังก็คือ คณะรัฐมนตรีและวุฒิสภาจะเอาด้วยหรือไม่
โดยเฉพาะวุฒิสมาชิกซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง หากมีรัฐธรรมนูญใหม่อำนาจต่างๆ ที่เคยมีอาจถูกตัดทอน หรือยกเลิกไป
ฉะนั้น การผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จเห็นผลคงไม่ง่าย สะดวกโยธินอย่างที่คาดหวัง เพราะยังมีประเด็นให้ถกเถียงกันอีกในรายละเอียด เช่น จะออกแบบสภาและสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร
เฉพาะแค่นี้ก็เปิดช่องให้อภิปรายตีรวน ยืดเยื้อ โยกโย้ได้อีกมากมายหลายตลบ
กระนั้นก็ตาม หลักการที่ควรคำนึงอย่างยิ่งคือผลดี หรือคุณค่าที่ได้หากเกิดการทำประชามติจริง ซึ่งมีความหมายมากกว่าผ่านหรือไม่ผ่าน
ผ่านหรือไม่ก็ตามเป็นการให้บทเรียน สั่งสมประสบการณ์ สร้างความตื่นตัวทางการเมือง เสริมความเข้มแข็งของวัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างเรียกร้องต้องการให้เกิดขึ้นมิใช่หรือ
ประชามติยังเป็นหนทางไปสู่ความปรองดอง สมานฉันท์ และสันติวิธี เพื่อการเมืองที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพและเสถียรภาพ ป้องกันความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในทุกประเด็น ไม่เฉพาะแต่รัฐธรรมนูญเท่านั้น

