ผลเลือกตั้งปธน.อเมริกา ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ผงาด เขย่าโลก-สะเทือนไทย

13.11.16 | 12:07 น.
โดนัลด์ ทรัมป์

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 สิ้นสุดลงแล้ว

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐ จากพรรครีพับลิกัน เอาชนะนางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครตไปได้

ถือเป็นชัยชนะที่โลกช็อก เพราะกระแสข่าวก่อนหน้านี้คาดหมายว่านางฮิลลารีจะเข้าวิน

แต่ประชาชนชาวสหรัฐอเมริกาเสียงส่วนใหญ่ได้แสดงเจตนาแล้ว

เป็นการแสดงเจตนาผ่านระบบเลือกตั้งแบบอิเล็คเทอรัล โหวต (Electoral Vote) ซึ่งเป็นคะแนนจากคณะผู้ลงคะแนน

Advertisement

ปรากฏว่า โดนัลด์ ทรัมป์ คือผู้ชนะ

โดนัลด์ ทรัมป์ คนที่มีอเมริกันชนหลายคนเกลียดและกลัว เพราะนโยบายชาตินิยมรุนแรง

โดนัลด์ ทรัมป์ คนที่ชาวโลกก็ผวา เพราะมีนโยบายแข็งกร้าว คลั่งชาติ เหยียดสีผิว

แต่คนอเมริกันก็เลือกทรัมป์

 

ภายหลังผลการเลือกตั้งออกมา ได้มีกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มต่อต้านทรัมป์ออกมาประท้วงกันทั่วสหรัฐอเมริกา

เสียงตะโกน “ไม่ใช่ประธานาธิบดีของเรา” ดังไปทั่วเมืองที่มีการประท้วง

นักเรียนไม่ยอมเข้าห้องเรียน ประชาชนออกมาเดินตามท้องถนน

มีการเผาธงชาติสหรัฐอเมริกา มีการชัตดาวน์ถนนไฮเวย์

บางแห่งปรากฏภาพตำรวจปราบจลาจลออกมาคุมสถานการณ์

เหตุการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้คนไทยสนใจ เฝ้ามองความเป็นไปของประเทศต้นแบบประชาธิปไตย

สังคมออนไลน์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก

พร้อมกันนั้น มีการนำเอาเหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกา มาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ของไทย

ทั้งการหาเสียง การเลือกตั้ง ความขัดแย้ง และปฏิกิริยาหลังผลการเลือกตั้งออกมา

ทุกสายตาจับจ้องไปที่สหรัฐอเมริกา

 

การเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกากับการเลือกตั้งของประเทศไทยมีความแตกต่างกัน

ทั้งนี้ เพราะสหรัฐอเมริกาปกครองด้วยระบอบประธานาธิบดี มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง

แต่ของประเทศไทยปกครองด้วยระบอบรัฐสภา มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร แล้วให้สภาผู้แทนราษฎรไปเลือกนายกรัฐมนตรี

และหากร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับใหม่ประกาศใช้

นายกรัฐมนตรีไทยมาจากรัฐสภา คือ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาร่วมกันเลือก

สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาที่มาจาก คสช.

สถานการณ์ของสหรัฐอเมริกาในขณะนี้มีความคล้ายคลึงกับไทยตรงที่ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้อยู่ท่ามกลางความ

ขัดแย้งแบบสุดขั้ว

ทรัมป์ชูนโยบายชาตินิยม….อเมริกันมาก่อน

ฮิลลารีชูนโยบายแบบเดียวกันกับโอบามา

การต่อสู้ในสนามเลือกตั้งดุเดือด โดยทรัมป์มีจุดอ่อนตรงพฤติกรรมและความมุทะลุดุเดือด ส่วนฮิลลารีมีจุดอ่อนเรื่องคดีความกับเอฟบีไอ

แต่คนอเมริกันเบื่อการบริหารงานภายใต้เดโมแครต จุดเปลี่ยนจึงเกิดขึ้น

คนอเมริกันเสียงส่วนใหญ่เลือกทรัมป์

 

น่าสังเกตว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งกันแบบสุดขั้ว สหรัฐอเมริกายังคงใช้การเลือกตั้งเป็นกลไกการตัดสิน

การต่อสู้ทางการเมืองยังไม่ทำลายเวทีประชาธิปไตย

และเมื่อผลการตัดสินออกมาแล้ว ปรากฏว่าประธานาธิบดีเป็นคนที่ตัวเองและพวกไม่ยอมรับ ก็ใช้วิธีออกมาประท้วง

ไม่เข้าห้องเรียน ประกาศตัวไม่ยอมรับ ปิดถนน เผาธงชาติ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายการเมืองต่างออกมายอมรับผลตัดสินของประชาชนเสียงข้างมาก

นางฮิลลารีออกมายอมรับ พร้อมแสดงความเสียใจ นายโอบามาเองก็ยอมรับกับผลการใช้สิทธิของประชาชน

ทั่วโลกออกมายอมรับผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศยอมรับผลการเลือกตั้งสหรัฐ

ไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ยอมรับได้

 

น่าสงสัยว่า ความขัดแย้งทางความคิดแบบสุดขั้วของสหรัฐอเมริกานี้จะนำไปสู่การล้มเวทีประชาธิปไตยหรือไม่

หรือกลไกการเลือกตั้ง กลไกการประท้วง กลไกการแสดงความ

คิดเห็นต่างที่ปรากฏ จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายของทรัมป์

จากชาตินิยมแบบเข้มข้น ลดหลั่นความรุนแรงลงมา เพื่อให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้

อย่างไรก็ตาม จากท่าทีของทรัมป์หลังจากรู้ผลการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาแล้ว หลายฝ่ายมองว่ามีท่าทีที่ลดความแข็งกร้าวลงไป

การชื่นชมทีมงาน การให้เกียรติแก่ทุกฝ่าย รวมทั้งการประกาศเป็นประธานาธิบดีของคนอเมริกันทุกคน

เป็นท่าทีที่ดี และเป็นท่าทีที่ได้รับการยอมรับ

รวมทั้งเป็นสัญญาณที่ดีว่า หลายนโยบายที่เป็นต้นเหตุให้ฝ่าย

ต่อต้านไม่ยินยอม

น่าจะมีแนวโน้มผ่อนคลาย

ถ้าทรัมป์ทำเช่นนั้นได้ ย่อมหมายถึงความสำเร็จของอเมริกันบนเวทีประชาธิปไตย

ใช้ประชาธิปไตยแก้ปัญหาความขัดแย้ง

 

สําหรับภูมิภาคเอเชีย มีการคาดการณ์ผลกระทบหลังจากนี้ต่อไป ทั้งในด้านบวกและด้านลบ

ด้านลบอาจปรากฏในเรื่องกีดกันสินค้าต่างชาติที่จะเข้าไปขายในสหรัฐอเมริกา

แต่ด้านดีอาจปรากฏออกมาในเรื่องการลดบทบาทในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก

รวมทั้งภูมิภาคเอเชียด้วย

หากสหรัฐอเมริกาลดบทบาทจากเอเชีย โอกาสที่มหาอำนาจโลกจะลดการเผชิญหน้ากันก็มีสูง

เรื่องวุ่นๆ ป่วนๆ เหมือนดั่งที่เคยประสบในห้วงเวลาที่ผ่านมาก็จะลดน้อยลง

ความขัดแย้งในภูมิภาคก็ควรจะผ่อนคลาย

ส่วนประเทศไทย หากสหรัฐอเมริกามีนโยบายกีดกันการค้า ย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกแน่

เช่นเดียวกับท่าทีทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาชุดใหม่ที่มีต่อรัฐบาลไทย

แต่เดิมรัฐบาลสหรัฐอเมริกามีท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการรัฐประหารในไทย

มีการส่งสัญญาณ มีการเร่งรัดให้ไทยคืนประชาธิปไตย

เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนไปแบบสุดขั้ว โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่

คงต้องจับตาดูจุดยืนของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อรัฐบาลไทย

คงต้องจับตาดูจุดยืนของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อประชาธิปไตย

จับตาดูว่า ทรัมป์จะใช้ประชาธิปไตยที่สหรัฐมีเต็มเปี่ยมไปเพื่อการใด

ในท่ามกลางความแตกต่างระหว่างเดโมแครตกับรีพับลิกัน ความแตกต่างระหว่างคนรักทรัมป์กับคนเกลียดทรัมป์

และความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นตามท้องที่ต่างๆ

ทรัมป์ รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งประชาชนชาวอเมริกัน จะใช้ประชาธิปไตยไปในทางใด

ใช้ไปเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง หรือใช้เพื่อตอกลิ่มความแตกต่างให้มากขึ้น

หรือจะล้มประชาธิปไตยเพื่อเริ่มต้นกันใหม่

เหตุการณ์ทรัมป์ผงาดเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานี้…น่าจะรอดูให้จบ