การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 สิ้นสุดลงแล้ว
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐ จากพรรครีพับลิกัน เอาชนะนางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครตไปได้
ถือเป็นชัยชนะที่โลกช็อก เพราะกระแสข่าวก่อนหน้านี้คาดหมายว่านางฮิลลารีจะเข้าวิน
แต่ประชาชนชาวสหรัฐอเมริกาเสียงส่วนใหญ่ได้แสดงเจตนาแล้ว
เป็นการแสดงเจตนาผ่านระบบเลือกตั้งแบบอิเล็คเทอรัล โหวต (Electoral Vote) ซึ่งเป็นคะแนนจากคณะผู้ลงคะแนน
ปรากฏว่า โดนัลด์ ทรัมป์ คือผู้ชนะ
โดนัลด์ ทรัมป์ คนที่มีอเมริกันชนหลายคนเกลียดและกลัว เพราะนโยบายชาตินิยมรุนแรง
โดนัลด์ ทรัมป์ คนที่ชาวโลกก็ผวา เพราะมีนโยบายแข็งกร้าว คลั่งชาติ เหยียดสีผิว
แต่คนอเมริกันก็เลือกทรัมป์
ภายหลังผลการเลือกตั้งออกมา ได้มีกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มต่อต้านทรัมป์ออกมาประท้วงกันทั่วสหรัฐอเมริกา
เสียงตะโกน “ไม่ใช่ประธานาธิบดีของเรา” ดังไปทั่วเมืองที่มีการประท้วง
นักเรียนไม่ยอมเข้าห้องเรียน ประชาชนออกมาเดินตามท้องถนน
มีการเผาธงชาติสหรัฐอเมริกา มีการชัตดาวน์ถนนไฮเวย์
บางแห่งปรากฏภาพตำรวจปราบจลาจลออกมาคุมสถานการณ์
เหตุการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้คนไทยสนใจ เฝ้ามองความเป็นไปของประเทศต้นแบบประชาธิปไตย
สังคมออนไลน์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก
พร้อมกันนั้น มีการนำเอาเหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกา มาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ของไทย
ทั้งการหาเสียง การเลือกตั้ง ความขัดแย้ง และปฏิกิริยาหลังผลการเลือกตั้งออกมา
ทุกสายตาจับจ้องไปที่สหรัฐอเมริกา
การเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกากับการเลือกตั้งของประเทศไทยมีความแตกต่างกัน
ทั้งนี้ เพราะสหรัฐอเมริกาปกครองด้วยระบอบประธานาธิบดี มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง
แต่ของประเทศไทยปกครองด้วยระบอบรัฐสภา มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร แล้วให้สภาผู้แทนราษฎรไปเลือกนายกรัฐมนตรี
และหากร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับใหม่ประกาศใช้
นายกรัฐมนตรีไทยมาจากรัฐสภา คือ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาร่วมกันเลือก
สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาที่มาจาก คสช.
สถานการณ์ของสหรัฐอเมริกาในขณะนี้มีความคล้ายคลึงกับไทยตรงที่ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้อยู่ท่ามกลางความ
ขัดแย้งแบบสุดขั้ว
ทรัมป์ชูนโยบายชาตินิยม….อเมริกันมาก่อน
ฮิลลารีชูนโยบายแบบเดียวกันกับโอบามา
การต่อสู้ในสนามเลือกตั้งดุเดือด โดยทรัมป์มีจุดอ่อนตรงพฤติกรรมและความมุทะลุดุเดือด ส่วนฮิลลารีมีจุดอ่อนเรื่องคดีความกับเอฟบีไอ
แต่คนอเมริกันเบื่อการบริหารงานภายใต้เดโมแครต จุดเปลี่ยนจึงเกิดขึ้น
คนอเมริกันเสียงส่วนใหญ่เลือกทรัมป์
น่าสังเกตว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งกันแบบสุดขั้ว สหรัฐอเมริกายังคงใช้การเลือกตั้งเป็นกลไกการตัดสิน
การต่อสู้ทางการเมืองยังไม่ทำลายเวทีประชาธิปไตย
และเมื่อผลการตัดสินออกมาแล้ว ปรากฏว่าประธานาธิบดีเป็นคนที่ตัวเองและพวกไม่ยอมรับ ก็ใช้วิธีออกมาประท้วง
ไม่เข้าห้องเรียน ประกาศตัวไม่ยอมรับ ปิดถนน เผาธงชาติ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายการเมืองต่างออกมายอมรับผลตัดสินของประชาชนเสียงข้างมาก
นางฮิลลารีออกมายอมรับ พร้อมแสดงความเสียใจ นายโอบามาเองก็ยอมรับกับผลการใช้สิทธิของประชาชน
ทั่วโลกออกมายอมรับผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศยอมรับผลการเลือกตั้งสหรัฐ
ไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ยอมรับได้
น่าสงสัยว่า ความขัดแย้งทางความคิดแบบสุดขั้วของสหรัฐอเมริกานี้จะนำไปสู่การล้มเวทีประชาธิปไตยหรือไม่
หรือกลไกการเลือกตั้ง กลไกการประท้วง กลไกการแสดงความ
คิดเห็นต่างที่ปรากฏ จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายของทรัมป์
จากชาตินิยมแบบเข้มข้น ลดหลั่นความรุนแรงลงมา เพื่อให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้
อย่างไรก็ตาม จากท่าทีของทรัมป์หลังจากรู้ผลการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาแล้ว หลายฝ่ายมองว่ามีท่าทีที่ลดความแข็งกร้าวลงไป
การชื่นชมทีมงาน การให้เกียรติแก่ทุกฝ่าย รวมทั้งการประกาศเป็นประธานาธิบดีของคนอเมริกันทุกคน
เป็นท่าทีที่ดี และเป็นท่าทีที่ได้รับการยอมรับ
รวมทั้งเป็นสัญญาณที่ดีว่า หลายนโยบายที่เป็นต้นเหตุให้ฝ่าย
ต่อต้านไม่ยินยอม
น่าจะมีแนวโน้มผ่อนคลาย
ถ้าทรัมป์ทำเช่นนั้นได้ ย่อมหมายถึงความสำเร็จของอเมริกันบนเวทีประชาธิปไตย
ใช้ประชาธิปไตยแก้ปัญหาความขัดแย้ง
สําหรับภูมิภาคเอเชีย มีการคาดการณ์ผลกระทบหลังจากนี้ต่อไป ทั้งในด้านบวกและด้านลบ
ด้านลบอาจปรากฏในเรื่องกีดกันสินค้าต่างชาติที่จะเข้าไปขายในสหรัฐอเมริกา
แต่ด้านดีอาจปรากฏออกมาในเรื่องการลดบทบาทในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก
รวมทั้งภูมิภาคเอเชียด้วย
หากสหรัฐอเมริกาลดบทบาทจากเอเชีย โอกาสที่มหาอำนาจโลกจะลดการเผชิญหน้ากันก็มีสูง
เรื่องวุ่นๆ ป่วนๆ เหมือนดั่งที่เคยประสบในห้วงเวลาที่ผ่านมาก็จะลดน้อยลง
ความขัดแย้งในภูมิภาคก็ควรจะผ่อนคลาย
ส่วนประเทศไทย หากสหรัฐอเมริกามีนโยบายกีดกันการค้า ย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกแน่
เช่นเดียวกับท่าทีทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาชุดใหม่ที่มีต่อรัฐบาลไทย
แต่เดิมรัฐบาลสหรัฐอเมริกามีท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการรัฐประหารในไทย
มีการส่งสัญญาณ มีการเร่งรัดให้ไทยคืนประชาธิปไตย
เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนไปแบบสุดขั้ว โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่
คงต้องจับตาดูจุดยืนของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อรัฐบาลไทย
คงต้องจับตาดูจุดยืนของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อประชาธิปไตย
จับตาดูว่า ทรัมป์จะใช้ประชาธิปไตยที่สหรัฐมีเต็มเปี่ยมไปเพื่อการใด
ในท่ามกลางความแตกต่างระหว่างเดโมแครตกับรีพับลิกัน ความแตกต่างระหว่างคนรักทรัมป์กับคนเกลียดทรัมป์
และความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นตามท้องที่ต่างๆ
ทรัมป์ รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งประชาชนชาวอเมริกัน จะใช้ประชาธิปไตยไปในทางใด
ใช้ไปเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง หรือใช้เพื่อตอกลิ่มความแตกต่างให้มากขึ้น
หรือจะล้มประชาธิปไตยเพื่อเริ่มต้นกันใหม่
เหตุการณ์ทรัมป์ผงาดเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานี้…น่าจะรอดูให้จบ

