สถานีคิดเลขที่ 12: ถ้าไม่มีเลือกตั้ง

26.09.22 | 10:15 น.

พอมีคนในรัฐบาลออกมาพูดปรามประชาชนที่อาจมารวมตัวชุมนุมกันในวันที่ 30 กันยายน ซึ่งเป็นวันตัดสินอนาคตทางการเมืองของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ว่า ถ้า “เคลื่อนไหวมากๆ” ระวังจะไม่มีการเลือกตั้ง

สิ่งที่น่าถามต่อ คือ หากไม่มีเลือกตั้ง (ตามกำหนดการที่ควรจะเป็นหรือก่อนหน้านั้น) ขึ้นมาจริงๆ แล้ว (กลุ่ม) คนที่ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศดังกล่าว จะเอา (ประเทศ) อยู่เหรอ?

แม้ตั้งแต่ปี 2549-2557 ประชาชนที่สนับสนุนรัฐประหารหรือกระบวนการต่อต้านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจะไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ของประเทศ พิสูจน์ได้จากผลการเลือกตั้งทั่วไปหลังรัฐประหารทั้งสองครั้ง

แต่เงื่อนไขสำคัญที่ผลักดันให้เกิดรัฐประหารหรือกระบวนการขัดขวางการเลือกตั้ง ก็คือ คนระดับชนชั้นกลางขึ้นไปส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ และพื้นที่เมือง ที่มีปากมีเสียงในการกำหนดชี้นำทิศทางของสังคม ล้วนยอมรับในอำนาจรัฐประหาร

หรือถ้าต้องเลือกแค่สองเงื่อนไข ว่าพวกเขาจะ “เอาเลือกตั้ง” หรือ “ไม่เอาเลือกตั้ง” ท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานทางการเมือง ประชากรกลุ่มนี้ก็พร้อมที่จะเลือก “ตัวเลือกหลัง” โดยคว่ำบาตรการเลือกตั้งลง

Advertisement

อย่างไรก็ดี ประชากรกลุ่มที่ว่าจำนวนไม่น้อย ดูจะไม่ได้มีความคิด-อารมณ์ความรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว ณ ปัจจุบัน

ประการแรก เป็นเพราะกระบวนการขัดขวางการแก้ไขปัญหาทางการเมืองด้วยวิถีทางประชาธิปไตย ที่นำไปสู่รัฐประหารปี 2557 และมรดกตกค้างที่ดำเนินสืบเนื่องมายาวนาน 8 ปี ได้กลายสภาพเป็น “ฝันร้าย” ที่ผู้มีส่วนสนับสนุน “อำนาจนอกระบบ” ในครั้งนั้นหลายราย เริ่มจะพูดไม่ออกบอกไม่ถูกถึงผลลัพธ์ปลายทางที่บังเกิดขึ้น

หรือถ้าจะเข้าข้างตัวเองแบบสุดๆ บางคนที่ไม่อยากมองมันเป็น “ฝันร้าย” ก็อาจเริ่มไม่แน่ใจว่า “รัฐประหาร 2557” คือ “สิ่งจำเป็น” ทางการเมืองหรือไม่?

หรือนี่จะเป็นสิ่งที่มีหรือไม่มีก็ได้ (ไม่ได้ทำให้ประเทศดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าที่กำลังเป็นอยู่)?

และบางที หากบ้านเมืองเดินไปสู่ทางเลือกอื่นเมื่อ 8 ปีก่อน อะไรต่อมิอะไรก็อาจดีขึ้นกว่าตอนนี้หรือไม่?

ประการต่อมา ประชากรกลุ่มสำคัญ ซึ่งไม่ได้มีอาการ “แปลกแยกทางความคิด” กับคนชั้นกลางรุ่นก่อนๆ จากช่วงปลายทศวรรษ 2540 ถึงกลางทศวรรษ 2550 ก็ได้แก่ วัยรุ่นคนหนุ่มสาว

ย้อนกลับไป 10-20 ปีที่แล้ว ถ้าพ่อแม่สวมเสื้อเหลือง ลูกก็มีแนวโน้มที่จะใส่เสื้อเหลืองเช่นกัน ถ้าพ่อแม่เกลียด “ทักษิณ” ลูกก็มักสืบทอดความเกลียดชังนั้นมาโดยไม่รู้ตัว (หรือถ้าไม่เกลียด ก็ไม่เลือกทักษิณ และไม่มีทางเลือกอื่นๆ จนต้องสะวิงพลิกขั้วไปอีกข้างโดยอัตโนมัติ)

ถ้าพ่อแม่เห็นสมควรกับการใช้กำลังปราบปรามคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัดที่รุกคืบเข้ามาทวงประชาธิปไตยกลางเมืองหลวง ลูกก็มีความเห็นสอดคล้องกัน และพร้อมจะออกไปชำระล้างคราบเลือดของคนเสื้อแดงให้หายสาบสูญโดยเร็วที่สุด

เป็นที่รับรู้กันดีว่า นั่นไม่ใช่ “ความเป็นจริง” ในสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย

บริบทและความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างกระตุ้นเร้าให้คนชั้นกลางรุ่นใหม่กล้าหรือจำเป็นจะต้องมี “แนวคิดทางการเมือง” ที่แตกต่างจากคนรุ่นพ่อแม่-ปู่ย่าตายาย

นอกจากนั้น การมี “ตัวเลือกทางการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย” ที่มากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลให้ประชากรกลุ่มนี้มีโอกาสน้อยลง ที่จะสะวิงไปต่อต้านประชาธิปไตย หรือโหวตเลือกพรรคการเมืองที่พร้อมจะละเมิดหลักการประชาธิปไตย

ไม่นับรวม (อดีต) คนหนุ่มสาวจากเมื่อราวทศวรรษก่อน ที่สามารถเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองของตนเองได้ทัน

ดังนั้น ถ้าเร็วๆ นี้ จะไม่มีการเลือกตั้ง หรือเกิดสถานการณ์พิเศษที่ขัดขวางพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยไทย

ก็ไม่รู้ว่าจะมีประชากรกลุ่มใด ที่มีจำนวนเยอะเพียงพอและมีอิทธิพลต่อสังคมมากพอ จนสามารถออกมาสร้างความชอบธรรมให้แก่ปฏิบัติการที่ไม่ชอบธรรมดังกล่าวได้

ปราปต์ บุนปาน