“มท.1-ชัยวุฒิ” เปลี่ยนเส้นทางติดตามโนรู จากอุบลฯ-ขอนแก่น ไปพิษณุโลกแทน หลังรับแจ้งอากาศปิดบินไม่ได้
“อนุพงษ์-ชัยวุฒิ” ติดตามสถานการณ์น้ำ รับมือโนรูที่อุบล แต่พายุเข้าจะเปลี่ยนเส้นทางไปขอนแก่นแต่ ทอ.ประเมินแล้วหวั่นกลับไม่ได้สุดท้ายไปพิษณุโลกแทน
เมื่อวันที่ 28 ก.ย. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีกำหนดลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ตรวจติดตามความพร้อมรับสถานการณ์ พายุโนรู ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน ถึง 1 ตุลาคมนี้ โดยจะตรวจความพร้อมศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักชลประทานที่ 7 จากนั้น เดินทางไปศูนย์ ปภ.เขต 13 อุบลราชธานี เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำในพื้นที่ และตรวจความพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัย ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะมอบนโยบายเตรียมรับมือสถานการณ์พายุโนรู ก่อนลงพื้นที่พบปะประชาชน ที่โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่คณะจะออกเดินทาง เจ้าหน้าที่จากกองทัพอากาศ ได้รายงานสภาพอากาศ ที่ จ.อุบลราชธานี พบว่าเช้าวันนี้ (28 ก.ย.) มีฝนตกหนัก ลมแรง ทำให้ต้องเลื่อนเวลาเดินทางออกไป ที่จากเดิม นัดหมายออกเดินทางในเวลา 08.00 น. ต้องรอให้สภาพอากาศเปิดเอื้อต่อการทำการบิน จึงจะนำเครื่องบินขึ้นบินจาก ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมืองได้ จากนั้นใช้เวลารอกว่า 40 นาที ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า จะเปลี่ยนเส้นทางการบิน จากเดิม จะต้องไปลงที่ จ.อุบลราชธานี เปลี่ยนไปลงที่สนามบินขอนแก่นแทน เนื่องจากที่ จ.อุบลราชธานี สภาพอากาศปิด มีฝนตกหนักต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ไม่เอื้ออำนวยต่อการบิน จะใช้วิธีการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากศาลากลาง จ.ขอนแก่น ไปยัง จ.อุบลราชธานี และทุกจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัย แต่ปรากฏว่า จ.ขอนแก่น ก็มีฝนตกหนัก เช่นกัน จึงประเมินว่า ขากลับจะไม่สามารถทำการบินได้ จึงเปลี่ยนที่หมายใหม่ไปประชุมที่ศาลากลาง จ.พิษณุโลก แทน
สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน พื้นที่การเกษตร ส่งผลให้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน 14 อำเภอ 74 ตำบล 472 หมู่บ้าน และมี 4 อำเภอได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ อ.เมืองอุบลราชธานี อ.วารินชำราบ อ.พิบูลมังสาหาร และ อ.สว่างวีระวงศ์ ซึ่งได้อพยพประชาชน 44 ชุมชน 1,215 ครัวเรือน 4,169 คน ไปที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว 40 จุด พักบ้านญาติ และอพยพขึ้นที่สูง ด้านการเกษตร ได้รับความเสียหาย 14 อำเภอ กว่า 99,235.75 ไร่ ทั้งนี้ จ.อุบลราชธานี ได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินและ 1 อำเภอ

