
⦁…เรื่องราวของ โดนัลด์ ทรัมป์ กับขบวนการต่อต้านขึ้นสู่เก้าอี้ “ประธานาธิบดีสหรัฐ” แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนในประเทศไทยโดยตรง และมีความเชื่อว่าที่สุดแล้วเป็น “กระแสชั่วคราว” ไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่เหมือนกับประเทศไทยเราที่ “รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” ถูกโค่นล้มได้ไม่ยาก แต่ที่ “อเมริกา” ไม่น่าจะใช่ ทว่าปรากฏการณ์ต้าน “ทรัมป์” กลับมีรายละเอียดของการวิเคราะห์วิจารณ์ที่น่าสนใจไม่น้อย เกี่ยวกับ “พัฒนาการของอำนาจ”
⦁…ที่เห็นและเป็นอยู่ตามที่เปิดข้อมูลกันมา “อเมริกา” แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศ “ต้นแบบเสรีนิยม” อันหมายถึงยืนอยู่ในหลักการ “เคารพสิทธิประชาชน” มากที่สุด เพราะเป็นประเทศที่ผสมด้วยมนุษย์หลากหลายเผ่าพันธุ์หลากหลายเชื้อชาติ การเริ่มต้นการปกครองเป็นไปด้วยกรอบของนิยาม “ประชาธิปไตย” ในแบบ “ของประชาชนโดยประชาชน เพื่อประชาชน” ไม่มีแนวคิดอื่นใดมาเจือปน แต่ทว่าระหว่างการพัฒนาระบบการปกครองมาเรื่อยนั้นเอง กลายเป็นว่า “ความปรารถนาที่จะผูกขาดอำนาจเกิดขึ้นในคนกลุ่มหนึ่ง” ที่สถาปนาความเป็น “อภิสิทธิ์ชน” ขึ้นมาอย่างเงียบๆ ผ่านการออกแบบ “กลไกอำนาจรัฐ” และ “การใช้อิทธิพลของทุน”
⦁…ถึงวันนี้ กลายเป็นว่าในภาพของ “ประชาธิปไตยเสรีนิยมจ๋าของอเมริกา” เนื้อในกลับ “ระบบอำนาจผูกขาดสอดแทรกเข้ามาให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ” โดย “ผ่านกลไกอำนาจที่ถูกสร้างให้อยู่เหนือการเมือง” และ “อิทธิพลของทุนที่เข้าไปควบคุมระบบการเมืองโดยเฉพาะภายในพรรค” จนกลายเป็นว่า “ประชาชน” ถูกประเมินว่า “ชี้นำได้ไม่ยาก” ด้วย “กลไกของระบบทุนนิยมเสรี”
⦁…ที่น่าสนใจมากคือ เมื่อมองผ่าน “พรรคการเมือง” กลายเป็นว่า “พรรคที่ถูกครอบงำด้วยกลไกอำนาจ และอิทธิพลของทุนมากกว่า” กลับกลายเป็น “พรรคที่มีภาพของประชาธิปไตย” แล้ว “พรรคที่ได้ชื่อว่ายืนอยู่ฝ่ายอนุรักษนิยม” กลับกลายเป็น “พรรคที่ประชาชนทั่วไปเทความหวังไปให้” กลายเป็นความโกลาหลทางการเมือง หลักของ “อุดมการณ์” ไม่ชัดเจนตามภาพลักษณ์เก่าก่อนพรรคเหล่านี้คือ “ความเป็นไปทางการเมืองที่อธิบายไม่ได้ด้วยทฤษฎีเก่า”
⦁…ว่าไป “ความโกลาหลของประชาธิปไตย ที่จัดการให้เป็นไปตามต้นแบบในความคิดได้ยาก” นั้น ชัดเจนมานานแล้วในประเทศไทยเรา ที่ “อำนาจทางการเมือง” ที่สุดแล้วเป็นเรื่อง “ขับเคี่ยว ช่วงชิง” ระหว่าง “นายทุน” กับ “ขุนศึก” ผลของการบริหารชาติ ล้วนมี “ผลประโยชน์ของประชาชน” เป็นข้ออ้างฝ่ายใดมีโอกาสก็จะร่าง “กติกา” เพื่อ “กีดกันอีกฝ่ายหนึ่ง เปิดโอกาสอำนาจให้ฝ่ายตัวเอง” สลับไปสลับมาเช่นนี้ เมื่อ “วิกฤตประชาธิปไตย” ส่อแววว่าจะเกิดที่ “อเมริกา” ซึ่งเป็น “ต้นแบบ” ที่เริ่มจาก “การไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง” กลายเป็นว่า “ต้นแบบวิกฤตนั้น เรียนรู้ได้ไม่น้อยจากความเป็นไปของการเมืองไทย”
⦁…ความเดือดร้อนของชาวนา “คุณค่าน้ำใจที่มีให้วัดกันที่การลงมือช่วยเหลือ” ดังนั้น “คนของบางพรรค” ที่ใช้ “น้ำลายกล่าวหา หมิ่นแคลนคนที่ลงมือ” ย่อมต้องยอมรับการตีค่าเป็นพวก “มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ” หรือในมุมที่หนักกว่าคือ “ผลผลิตแห่งความริษยาที่หลอมความเกลียดชังมาครอบคลุมหัวใจ” ขณะที่ “พวกตัวไม่เคยคิดสร้างสรรค์อะไร” แต่ฝ่ายตรงกันข้ามขยับเมื่อไร “ก่ออาการทนไม่ได้ เหมือนถูกเหยียบขนดหางเกิดขึ้นทันที” แต่กระนั้นก็ตาม มีผู้คนไม่น้อย เห็นดีเห็นงามร่วม “อุดมอคติ” กับ “วิญญาณที่มีกรรมต้องทรมานจากการเห็นคนอื่นดีกว่า” นี้
ชโลทร






