หากมองต่อสถานะและการดำรงอยู่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยพื้นฐานสถานการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
เนื่องจากเป็นสถานการณ์อันกำหนดการเปลี่ยนสถานะจากที่อยู่ขอบเวทีกลายเป็นผู้อยู่บนเวทีเล่นบท “นายกรัฐมนตรี”
กระนั้น จากสถานการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ก็ยังมีสถานการณ์การเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ทรงความหมายเป็นอย่างสูงในลักษณะอันเป็นสัญญาณแห่งการนับถอยหลัง
ที่เด่นชัดอย่างที่สุดก็คือ นับถอยหลังไปเผชิญกับสถานการณ์เดือนกันยายน 2564 อันก่อให้เกิดอาการ “ช็อค” ทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง
ด้านหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถช่วงชิงเป็นฝ่ายกระทำโดยการปลดรัฐมนตรีอันเป็น “เสี้ยนหนาม” แต่ด้านหนึ่งก็เท่ากับสะท้อนความแตกและแยกตัวภายในแห่ง “อำนาจ”
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์แห่งคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 24 สิงหาคมจึงได้กลายเป็น “เส้นแบ่ง” และสามารถเอ่ยยอดคำเท่ “มันจบแล้วนาย” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
สถานการณ์การอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 30 กันยายนจึงเสมอเป็นเพียงการตอกฝาโลงในทางเป็นจริง ไม่ว่าจะออกหน้าไหน
สัญญาณแห่งการตอกฝาโลงในทางการเมืองมิได้อยู่ที่ความเงียบเชียบอย่างผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ
หรือแม้กระทั่งการดำรงอยู่ในลักษณะรอคอยในฐานที่ตั้งแบบพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา
หากที่สำคัญเป็นอย่างมากคือคำประกาศอย่างแจ่มชัดอันมาจาก “ราษฎร” ประสานเข้ากับ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” อันเป็นเงาสะท้อนที่เห็นตลอดปี 2563
บทบาทของเยาวรุ่นแห่งยุคสมัยที่ปรากฏผ่าน “ราษฎร” อาจมิได้ส่งผลอย่างฉับพลันทันใดเหมือนกับที่เคยเห็นในเดือนตุลาคม 2516 หรือในเดือนพฤษภาคม 2535
แต่ดำเนินไปเหมือนที่เห็นในเดือนกรกฎาคม 2554
ความหมายอย่างแท้จริงของปรากฏการณ์นับแต่ “เยาวชนปลดแอก” สำแดงตัวตนประสานเข้ากับ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” เป็นความหมายแห่งการเคลื่อนไหวยุคใหม่
เคลื่อนจากโลก “โซเชียล” ไปสู่โลกแห่ง “ความเป็นจริง”
เป็นโลกแห่งความคิดที่พร้อมจะแปร “นามธรรม” ให้ปรากฏเป็น “รูปธรรม” ผ่านทุกกระบวนท่าในทางสังคม
ตั้งแต่การชุมนุมอย่างสงบกระทั่งการเลือกตั้งที่จะบังเกิด

