สุดท้ายสภาวะการเมืองแบบ “เวท แอนด์ ซี” ต่อกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี
เนื่องจากดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นคำร้องมาหรือไม่ ก็ได้ข้อสรุป
เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตามคำร้อง เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย โดยมีสาระสำคัญระบุว่า จะต้องถือเอาวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นวันเริ่มต้นเข้ารับตำแหน่ง ด้วยเหตุนี้ ผู้ถูกร้องจึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญ 2560 นับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560-24 สิงหาคม 2565 ผู้ถูกร้องจึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังไม่ครบกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีผู้ถูกร้อง จึงไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเสียงข้างมาก จึงวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่
•••

…นั่นเท่ากับว่าการเมืองภายใต้การนำของกลุ่ม 3 ป. ได้ไปต่อ โดย พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ ที่มีอำนาจเต็ม ขณะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ ก็กลับไปทำหน้าที่ รองนายกฯ เหมือนเดิม พร้อมกับขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะหัวหน้าพรรค ให้เตรียมพร้อมในการลงสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้า ที่ต้องจับตาหลังจากนี้ เมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” กลับมามีอำนาจเต็มในเก้าอี้นายกฯ บรรดาพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งพรรค พปชร. ย่อมจะถือเอาจังหวะนี้เดินเกมในการขอปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีเงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่มีเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ของ “นิพนธ์ บุญญามณี” ที่ยื่นลาออกจากตำแหน่ง
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยมีกรณี ของ “ครูโอ๊ะ” กนกวรรณ วิลาวัลย์ ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หลังจากถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดและส่งฟ้องกรณีรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ
ส่วนพรรค พปชร. บรรดากลุ่ม ส.ส.ภายในพรรค คงต้องแสดงพลังกดดันให้มีการปรับ ครม.ไปในคราวเดียวกันด้วย ภายหลังมีเก้าอี้รัฐมนตรีในโควต้าพรรค พปชร.ว่างลง 2 ตำแหน่ง คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ของ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ทั้งในกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ กลุ่ม ส.ส.ปากน้ำภายใต้การสนับสนุนของบ้านใหญ่อัศวเหม ที่พยายามผลักดัน ส.ส. หรือตัวแทนของกลุ่มเข้าไปเป็นรัฐมนตรี หากมีการปรับ ครม. โดยอาจยกเหตุผลของการเตรียมพร้อมในการจัดทัพให้เตรียมพร้อมต่อการเลือกตั้งของพรรครัฐบาล
•••

…ขณะที่ท่าทีของแต่ละพรรคการเมืองคงไม่เกินความคาดหมายกับคำวินิจฉัยกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะรอดพ้นอุปสรรคไม่พ้นตำแหน่งนายกฯ 8 ปี แกนนำแต่ละพรรคจึงเดินหน้าลงพื้นที่พบปะหาเสียงกับพี่น้องประชาชนแม้จะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับกฎเหล็กของ กกต. ในการห้ามหาเสียงเลือกตั้งในช่วงนับถอยหลังก่อนที่สภาจะครบวาระ 4 ปี ในวันที่ 23 มีนาคม 2566
โดยพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำโดย “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป. นำลงพื้นที่ตามโครงการ “จุรินทร์ออนทัวร์” ลงพื้นที่จังหวัดพังงาและกระบี่ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 3 ตุลาคมนี้ ขณะที่วันที่ 1-2 ตุลาคม จะจัดติวเข้ม ส.ส. และผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ปชป. ให้เตรียมพร้อมปฏิบัติตามกฎเหล็ก 180 วันของ กกต. ป้องกันข้อร้องเรียนที่จะกระทบกับยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคในภายหลัง

เช่นเดียวกับ “คุณหญิงหน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นำสมาชิกพรรคลงพื้นที่รับฟังปัญหาและเสียงสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมที่จ.อุบลราชธานี ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ แม้จะต้องอึดอัดระมัดระวังไม่ให้ผิดกฎเหล็ก 180 วันของ กกต. ด้วยการทำได้เพียงลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชนที่เจอกับปัญหาน้ำท่วม แต่มอบสิ่งของและเงินช่วยเหลือไม่ได้ แต่ก็ได้ใจของชาวบ้านที่ได้เห็นนักการเมืองมาลุยน้ำลงพื้นที่รับฟังทุกข์ของประชาชน
ส่วน “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เหลือหมวกเพียง รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค พปชร. วางโปรแกรมนำคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำและติดตามการดำเนินการโครงการด้านทรัพยากรน้ำที่ จ.ชัยนาทและพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 3 ตุลาคมนี้ ตามโปรแกรมจะลงพื้นที่พบปะประชาชนในทุกวันจันทร์ของ “ลุงป้อม” แม้จะถูกฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) เรียกร้องให้ กกต.เพชรบูรณ์ ตรวจสอบการลงพื้นที่พบปะประชาชนของ พล.อ.ประวิตร เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ว่าเข้าข่ายแฝงการหาเสียงในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร.หรือไม่ แต่คงไม่ได้สร้างความวิตกให้กับ “พล.อ.ประวิตร” เพราะสามารถให้เหตุผลได้ว่า มาทำหน้าที่ในฐานะรองนายกฯ ดูแลการบริหารราชการแผ่นดินช่วยเหลือประชาชน ตามหน้าที่ของฝ่ายบริหาร

