หน้าแรก การเมือง เอกชนแนะ &#82...

เอกชนแนะ ‘บิ๊กตู่’ ปรับบุคลิกลดอารมณ์ร้อน หยุดความขัดแย้งการเมืองรับเอเปค

2.10.22 | 07:43 น.

เอกชนแนะ ‘บิ๊กตู่’ ปรับบุคลิกลดอารมณ์ร้อน หยุดความขัดแย้งการเมืองรับเอเปค

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) เปิดเผยถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อว่า ประเทศไทยต้องมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จะถูกใจหรือไม่ถูกใจฝ่ายไหน ก็ต้องไปรอความเปลี่ยนแปลงช่วงการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2566 แต่ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 6 เดือนของการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้ มองว่าหลังจากนี้รัฐบาลยังดำเนินงานได้อีกหลายเรื่อง เห็นได้จากการรักษาการแทนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาผลงานที่เห็นได้ชัดคือการเข้าถึงประชาชน ซึ่งกลับกันเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯ อาจต้องเปลี่ยนบุคลิกให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น เพราะคนไทยไม่ชอบอะไรที่สุดขั้วเกินไป

“มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องลดดีกรี และความร้อนแรงของอารมณ์ลง ในเรื่องของความตั้งใจทำงานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ภาพลักษณ์ที่ออกมาอาจส่งผลกระทบต่อตัว พล.อ.ประยุทธ์เองได้ ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องปรับเมื่อกลับเข้ามารับตำแหน่งคือปรับภาพลักษณ์ เพื่อให้ประชาชนและนักลงทุน กลับมาเชื่อมั่นในตัวผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก” นายธนิตกล่าว

นายธนิตกล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) นั้น ส่วนตัวไม่ได้ให้น้ำหนักกับเรื่องนี้มากนัก เพราะมองว่าเป็นการจัดประชุมในรูปแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่จะได้รับประโยชน์ในการโฆษณาให้หลายประเทศได้รู้จักประเทศไทยฟรีๆ เป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องหารือกับทุกปาร์ตี้ให้ดี เพื่อสร้างหน้าตาที่ดีของประเทศในช่วงดังกล่าว อาจจะคุยกันถึงเรื่องหยุดปัญหาทางด้านการเมืองและความขัดแย้งเพื่อรับแขกดีหรือไม่ เพราะทั้งหมดล้วนเป็นประโยชน์ของคนไทย หากเราสร้างภาพลักษณ์ที่ดี จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ และนักท่องเที่ยวว่าแม้ พล.อ.ประยุทย์จะกลับมาสร้างความกังขา แต่เราก็สามารถสร้างความสงบในประเทศได้

นายธนิตกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง เพราะต่างชาติให้ความสำคัญเรื่องนี้ เพราะทั้งหมดต้องไปด้วยกันทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง การประชุมเอเปคจะมีผู้นำจากหลายประเทศเข้ามา ดังนั้น เราต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดีทั้งเรื่องการท่องเที่ยวและความสงบสุขของบ้านเมือง เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและดึงนักลงทุนต่างชาติให้กับมาลงทุนในไทย เนื่องจากตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามแซงหน้าเราไปแล้วถึง 3 เท่า ในเรื่องของรายได้ที่มาจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ

นายธนิตกล่าวว่า ส่วนหลังจากการประชุมเอเปคมีกระแสข่าวว่าจะมีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นผลดีต่อประเทศ เพราะจะช่วยลดความอึมครึมของสถานการณ์การเมืองในประเทศลง และมองว่าการยุบสภาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจรุนแรง เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ ปัญหาดอกเบี้ย และน้ำมันแพงอยู่แล้ว แต่ในเรื่องของการเมืองก็จะเข้ามามีผลกระทบในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยที่ประชาชนชะลอกำลังซื้อลงเพื่อติดตามสถานการณ์ดังกล่าว หลังจากนี้ก็ต้องดูว่ารัฐบาลจะอัดฉีดมาตรการใดออกมาเพื่อฟื้นเศรษฐกิจในช่วงหลังจากนี้ให้ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) เติบโตถึง 3% คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

Advertisement