หน้าแรก การเมือง การเมืองของอา...

การเมืองของอาการใกล้หมดอายุ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

4.10.22 | 13:30 น.
การเมืองของอาการใกล้หมดอายุ ภายหลังคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ

ภายหลังคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการอยู่ในตำแหน่งของ คุณประยุทธ์ ที่สรุปว่ายังดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ครบ 8 ปี

แม้ว่าความเป็นจริงทุกคนก็ทราบว่าคุณประยุทธ์อยู่ในอำนาจการเมืองเกิน 8 ปีแล้วก็ตาม

นับตั้งแต่เริ่มมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ระบบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ คนรุ่นใหม่ที่ได้คลุกคลีด้วยส่วนมากก็เชื่อว่าคำตัดสินก็ออกมาเป็นเช่นนี้

ไม่ใช่เพราะว่าเขาเชื่อในหลักทั่วไปของกฎหมายที่ดูเหมือนกับมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกร่ายสวดออกมาจากนักกฎหมาย

และเป็นไปได้ว่าคนรอบตัวผมอาจจะแยกไม่ออกระหว่าง “หลักวิชา” กับ “สภาวะกฎหมายนิยมล้นเกิน” หรือ ultra-legalism

Advertisement

สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นเรื่องของสภาวะของความสิ้นหวัง และความแปลกแยกออกจากระบบความยุติธรรม ที่พวกเขารับรู้และสัมผัสได้ว่าข้อกล่าวหาที่จะกระทำผ่านนิติสงครามนั้นไม่มีจริง

เพราะมันไม่ใช่ “นิติสงคราม” ตามที่เราเชื่อกัน

มันจะเป็นนิติสงครามได้ ก็ด้วยเงื่อนไขที่ว่าการต่อสู้มันอยู่ในกฎกติกาที่พอจะซัดกันได้ หรือสมรภูมิในการต่อสู้มันพอจะแลกหมัดกันได้

ด้วยสายตาที่สิ้นหวัง และความรู้สึกที่หดหู่ สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าน่าจะถูกนิยามว่าเป็นอาชญากรรมทางกฎหมายที่ระบอบนี้กระทำต่อเขา และเขาทำได้แค่การทน หรือมองและคิดไปในทางอื่น

หรือไปแสดงออกกันในโลกคู่ขนานเสียมากกว่า

เพราะราคาของการปะทะในโลกกายภาพบางครั้งก็สูงขึ้นเรื่อยๆ

มันเป็นเรื่องที่ง่ายไปสักนิดที่จะแบ่งแยกโลกของกฎหมายและโลกที่ไม่ใช่กฎหมายออกจากกันอย่างเด็ดขาด และมองว่าการต่อสู้ทางการเมืองก็ต้องว่ากันในโลกอื่นที่ไม่ใช่โลกทางกฎหมาย

เพราะโลกทางกฎหมายมันไปได้แค่นี้

ดังนั้น จงยอมรับความจริงทางกฎหมายแบบนี้ไปซะ เพราะในระดับหนึ่งมันให้ความเท่าเทียมกันกับชนชั้นนำคนอื่นที่พวกท่านสนับสนุนจะเข้ามาเล่นในเกมนี้ได้เช่นกัน

ราวกับว่าความคงเส้นคงว่าในการตัดสินที่ผ่านมามันจะออกมาเป็นแบบนี้เพียงพอที่จะใช้คำว่าศาสตร์กับสิ่งที่เรียกว่าองค์ความรู้และปฏิบัติการทางกฎหมาย

สิ่งที่เกิดขึ้นเลยกลายเป็นเสมือนว่าในการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมือง อาจต้องหลบซ่อนความเป็นการเมืองเอาไว้ให้มากที่สุดแล้วแสดงออกมาผ่านความเคร่งครัดทางหลักวิชา

เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่การแสวงหาอำนาจทางการเมืองโดยตรง

นักวิชาการฝรั่งท่านหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตในทรรศนะแบบนี้ว่า เมื่อเกือบทศวรรษก่อน ว่าแนวคิดเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหมู่ชนชั้นนำอนุรักษนิยมสมัยก่อน ที่มีมุมมองทางการเมืองแบบนี้เช่นกัน

และนักวิชาการฝรั่งท่านนั้นชี้ว่า แนวคิดทั้งสองกลุ่มนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในเสื้อคลุมของการไม่ใช่นักการเมือง

ข้อมูลจากมิตรสหายท่านหนึ่งแจ้งกับผมตั้งแต่วันแรกๆ ที่กระแสการพูดถึงการตั้งข้อสังเกตเรื่องการอยู่ในตำแหน่งของคุณประยุทธ์ว่าครบแปดปีแล้วหรือยัง ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องและสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ชี้ว่าหากคุณประยุทธ์กลับมาดำรงตำแหน่งได้ภายใต้คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะไม่เกิดการลุกฮือขึ้นหรอก เพราะเยาวรุ่นเชื่อว่าอีกไม่นานเขาก็จะได้พิสูจน์กันในการเลือกตั้งภายในปีหน้า

เรื่องนี้มันก็ดูจะเป็นจริงตามนั้น เพราะตราบจนถึงวันนี้กระแสการลุกฮือแบบม้วนเดียวจบนั้นยังไม่เกิด ที่เกิดอาจจะเป็นการเคลื่อนไหวแสดงออกตามธรรมชาติหมายถึงในขนาดที่ไม่ได้ถึงขั้นที่จะต้องเผชิญหน้ากับรัฐและระบอบกฎหมายที่พร้อมจะกดทับและปะทะอย่างได้เปรียบ

คำถามที่มีก็คือการจะไปสู้กัน ไปวัดกันในเกมของการเลือกตั้งนั้นเราจะแน่ใจได้แค่ไหนว่ากติกาของการเลือกตั้งจะออกแบบมาเพื่อการต่อสู้ที่เสรี เป็นธรรม สม่ำเสมอ และมีความหมาย?

จนถึงวันนี้การตีความว่าระบบการเลือกตั้งทั้งสองแบบที่ต่างไปจากระบบปี’62 ที่ทั้งประชาชนและนักการเมืองส่วนมากไม่พออกพอใจนั้นก็ยังต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญอีกอยู่ดี และความเป็นไปได้ในการที่กติกาแบบเก่าในปี’62 จะกลับมาอีกก็ยังไม่สามารถละทิ้งไปได้

แน่นอนว่าในระดับหนึ่งพรรคการเมืองขนาดกลางอาจจะเหมือนได้ประโยชน์จากระบบการเลือกตั้งในรอบที่แล้วที่ปฏิเสธได้ยากว่าสร้างขึ้นมาด้วยความมุ่งหวังที่จะสกัดกั้นการครอบอำนาจของพรรคการเมืองขนาดใหญ่พรรคเดียว

แต่ต้องไม่ลืมว่าในระบบที่สกัดพรรคใหญ่ และทำให้พรรคกลางมีความหวัง และเกิดประเด็นว่าพรรคกระแสก็สู้พรรคกระสุนได้ เพราะผลคะแนนไม่ต่างกันมากนัก เราก็พบว่ามีงูเห่าและคะแนนแบบไม่เต็มคนไม่น้อย และเอาเข้าจริงพรรคที่อิงกระแสก็โดนตัดคะแนนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ

ดังนั้น ความเชื่อที่จะสู้กันในการเลือกตั้งครั้งต่อไปจึงยังไม่ใช่เรื่องที่จะง่ายนักว่าการต่อสู้จะเป็นเกมที่เป็นธรรม เพราะกติกาและผู้ตัดสินนั้นอยู่ในมือของฝ่ายที่ได้เปรียบ และถ้าพลั้งพลาดประการใด การทุบทำลายคู่แข่ง หรือล้มกระดานแบบตรงไปตรงมาก็เกิดขึ้นได้เสมอ

มิพักต้องกล่าวถึงว่า อภินิหารทางอำนาจของการทำให้การเลือกตั้งล่าช้าและไม่เกิดขึ้นก็ยังเป็นไปได้เสมอ

ถามว่า เป็นไปได้จริงหรือไม่ที่จะไม่เกิดการเลือกตั้งและโดนแช่แข็งกันยาวๆ?

คำตอบคือ ได้จะไม่คุ้มเสีย และในโลกเผด็จการนั้นการเลือกตั้งเป็นสิ่งจำเป็นเสียแล้วในโลกร่วมสมัย

กรณีศึกษาทั่วโลกชี้ว่าระบอบเผด็จการ หรือระบอบประชาธิปไตยกลายพันธุ์นั้นจำเป็นจะต้องมีการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาไว้ซึ่งอำนาจ อย่างน้อยด้วยเงื่อนไขสำคัญสี่ประการ

หนึ่ง การเลือกตั้งทำให้เผด็จการหรือผู้มีอำนาจสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้ว่าประชาชนรู้สึกอย่างไรกับพวกเขา และชนชั้นนำด้วยกันรู้สึกอย่างไรกับเขา ยังภักดีไหม จะแตกออกไปกี่ขั้ว สิ่งนี้จะทำให้เขากำหนดยุทธศาสตร์และปฏิบัติการในการครองอำนาจได้อย่างทรงประสิทธิภาพ

สอง การเลือกตั้งทำให้เผด็จการหรือผู้มีอำนาจดูดีในสายตาประชาคมโลก เพราะเป็นการทำให้ต่างชาติไม่สามารถที่จะบอยคอตได้ง่ายๆ

สาม การเลือกตั้งเปิดโอกาสให้เผด็จการหรือผู้มีอำนาจสามารถเข้ามาจัดระบบ และปรับแต่งระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่ได้ เข้าแทรกซึมถึงเครือข่ายในท้องถิ่นได้ ให้โอกาสกลุ่มที่จะมาเป็นพันธมิตรกับตนได้ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น และจัดการศัตรูทางการเมืองให้ย่อยยับลงไปได้เมื่อแพ้การเลือกตั้ง

สี่ การเลือกตั้งทำให้เผด็จการหรือผู้มีอำนาจนั้นสามารถดำรงรักษาความเป็นผู้ใหญ่ใจดี เป็นพี่ผู้มีแต่ให้ไว้ได้ อันเป็นการโชว์ศักยภาพของอำนาจที่ตนครอบครอง เพื่อดลบันดาลสิ่งต่างๆ ที่ฝ่ายศัตรูหรือคู่แข่งทางการเมืองนั้นทำให้ไม่ได้ เช่น การนำเอาโครงการต่างๆ ไปหยิบยื่นให้กับประชาชนตามเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รับคะแนนเสียง หรือทำให้ประชาชนตกอยู่ในภาวะที่ต้องเลือกว่าถ้าเลือกอีกฝ่ายหนึ่งพวกเขาอาจจะสูญเสียทุกอย่างที่เคยได้มาในช่วงนี้

กล่าวโดยสรุป เผด็จการไม่ได้กลัวเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งในโลกเผด็จการจะต้องถูกจัดการให้พวกเขาได้เปรียบในระดับที่พอจะวางใจได้ อุดมคติของการเลือกตั้งในเผด็จการคือยิ่งเลือกตั้งพวกเขายิ่งได้รับความนิยม ซึ่งกระทำได้ไม่ยากเพราะกติกาต่างๆ พวกเขาก็เขียนขึ้นมาเอง เครือข่ายของพวกเขาก็เต็มไปในทุกองคาพยพ

เว้นแต่การท้าทายที่ไม่คาดฝันอย่างในกรณีของพม่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน ที่ฝ่ายตรงข้ามนั้น“ชนะมากเกินไป” ทั้งที่พวกคนมีอำนาจก็พยายามจะจัดวางโครงสร้างให้ตัวเองได้เปรียบเอาไว้แล้ว

การเมืองจากวันนี้ไปเมื่อพูดเรื่องการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมาถึงในอีกไม่นานนี้ก็จะเต็มไปด้วยแรงตึงเครียด

นักการเมืองจำนวนหนึ่งก็ต้องการไปสู่การเลือกตั้งให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะนักการเมืองในพื้นที่ เพราะพวกเขาก็ต้องการที่จะกลับเข้ามาใหม่ให้ยาวกว่าเดิม และคงความได้เปรียบในพื้นที่ในสภาวะที่ทุกฝ่ายเคลื่อนไหว ดังนั้น พวกเขาจะสั่นคลอนมากขึ้นถ้าไม่รีบเริ่มเกมใหม่ให้เร็ว

แรงกดดันของการยุบสภาจะมีมากขึ้นทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพราะการยุบสภาเปิดโอกาสให้ ส.ส.ย้ายพรรคได้เร็วและง่ายกว่ารอจนหมดวาระ ซึ่งจะต้องใช้เงื่อนไขที่ยุ่งยากกว่าการย้ายพรรคในตอนนี้

ตัวคุณประยุทธ์เองถ้าจะกลับมาสู่การถูกเสนอชื่อของพลังประชารัฐชื่อเดียวเหมือนคราวที่แล้วก็คงไม่ง่ายนัก เพราะคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าอยู่ได้อีกประมาณสองปีกว่า คืออยู่ไม่ครบเทอม

แต่ผลงานของคุณประยุทธ์เมื่อเชื่อมโยงกับตำแหน่งรัฐมนตรีภายใต้ความรับผิดชอบของพรรคพลังประชารัฐก็ไม่ได้โดดเด่นเท่าบางพรรคการเมือง

ที่สำคัญที่สุดคือ นักการเมืองพรรคพลังประชารัฐนอกจากจะต้องชั่งน้ำหนักว่าชื่อคุณประยุทธ์จะขายได้เหมือนคราวที่แล้วไหม และสินค้าที่ใกล้หมดอายุแบบนี้จะทำให้ผู้คนมั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ไหม

มากกว่านั้น การมีคุณประยุทธ์เป็นจุดขายนั้นยังมีราคาที่ต้องจ่ายคือคุณประยุทธ์จะมีโควต้าของตัวเองซ้อนทับมาในโควต้าของพรรคพลังประชารัฐ และทำให้จำนวนโควต้ารัฐมนตรีของพลังประชารัฐเองลดลง จนกลายเป็นว่าใครที่อยู่พลังประชารัฐจะต้องเสียสละให้ตำแหน่งกระทรวงดีไปอยู่ในมือของคุณประยุทธ์และพวกและพรรคร่วมรัฐบาลที่เรียกร้องสิ่งที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้สำหรับพวกเขาในฐานะของการต่อรองแลกเปลี่ยนเพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน

นอกจากนี้แล้ว เมื่อพ้นปีหน้าไปแล้ว ส.ว.รุ่นนี้ที่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีก็จะสิ้นสุดไปพร้อมกับอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ ส.ว.รุ่นหน้านั้นจะมีที่มาที่หลากหลายขึ้น และจะไม่มีอำนาจเลือกนายกฯอีกแล้ว

เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ภายหลังจากการมี ส.ว.ใหม่ก็จะหาหลักประกันว่าไม่กระเพื่อมได้ยาก

และอีกปีกว่าหลังจากนั้นคุณประยุทธ์ก็จะหมดอำนาจลง (เว้นแต่จะร้องศาลรัฐธรรมนูญอีก และตีความกันใหม่อีก) ดังนั้น รัฐบาลหน้าจะเต็มไปด้วยสภาวะไร้เสถียรภาพเป็นอย่างมาก

ส่วนถ้าฝ่ายเพื่อไทยเองจะได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ก็จะต้องเผชิญกับ ส.ว.รุ่นพี่ๆ จิ้มมาในปีแรก ในการผ่านกฎหมายและถูกตรวจสอบจากกรอบยุทธศาสตร์ชาติ และองค์กรอิสระที่มีที่มาจากอำนาจของ คสช.และ ส.ว.แต่งตั้งในช่วงแปดถึงสิบปีที่ผ่านมา

สิ่งที่เรากำลังเผชิญจึงไม่ใช่แค่ตัวคุณประยุทธ์ที่รอดมาจากการตีความว่ายังไม่หมดอายุทางการเมือง แต่ก็ใกล้หมดเต็มที แต่รวมไปถึงตัว ส.ว.ที่ใกล้หมดอายุอีก

และรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำลังเสื่อมมนต์ขลังในการสกัดกั้นอำนาจและตัวแสดงอื่นๆ ในการเข้ามามีบทบาททางการเมือง

ผมไม่คิดว่าฝ่ายมีอำนาจจะถอยออกไปจากเกมเลือกตั้งอย่างง่ายๆ ในหนึ่งถึงสามปีข้างหน้า

ความพยายามในการวางกฎกติกาใหม่ที่พวกเขาจะยังครองอำนาจต่อไปก็ยังคงจะเกิดขึ้นอีกเป็นระลอก

และจะเป็นสิ่งที่ขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสายตาผู้คนอีกเรื่อยๆ

อะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น อะไรที่ไม่เคยนึกฝันก็จะได้เห็น

มันก็ขึ้นอยู่กับว่า ความอดทนของผู้คนและความเป็นไปได้ทางการเมืองของการต่อสู้ต่อรองมันจะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ในแต่ละห้วงขณะของพลวัตทางการเมืองที่เรากำลังจะเผชิญร่วมกันต่อไป…