เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาที่ 3 ร่วมกับคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 จัดเวทีวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองหลังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ทวงคืนเอกสิทธิ์การเลือกนายกรัฐมนตรีจากเจตจำนงของประชาชน โดยมี รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา กทม. นายพิภพ ธงไชย ที่ปรึกษาคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และนายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ร่วมอภิปราย
นายอดุลย์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่าต้องถือว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีบารมีสูงสุดที่สามารถทำให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินขัดต่อความรู้สึกของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งไม่รู้ว่าต่อไปนี้คณะนิติศาสตร์จะเรียนกฎหมายกันต่อแบบไหน ในอนาคตบ้านเมืองจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร
“ที่ผ่านมาวันที่ไม่มีนายกฯ ประยุทธ์ 38 วันต่างกันเหลือเกินกับวันที่มีนายกฯ ประยุทธ์ 8 ปี ซึ่งชัดเจนแล้วว่าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ และมีปัญหาธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศและการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนผูกขาด” นายอดุลย์กล่าว
รศ.ดร.พิชาย อาจารย์คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ตัวแทน 3 ป. เป็นตัวแทนฝ่ายอำนาจนิยมที่ออกแบบรัฐธรรมนูญ 60 การวินิจฉัยครั้งนี้เป็นหลักฐานหนึ่งที่ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของ คสช. โดย คสช. เพื่อ คสช. ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งหน้าจึงควรมีการประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ข้อสังเกตข้อที่ 1 ละเลยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาใช้ตีความเลย เพราะถ้านำมาใช้พิจารณาจะไม่สามารถทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไปต่อได้ แม้ตุลาการเสียงข้างน้อยได้หยิบมานำเสนอ ข้อสังเกตที่ 2 ม.264 ไม่ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้และเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นนายกฯ ต่อเนื่อง ผลกระทบที่ตามมา ทำให้สังคมสิ้นหวังในการใช้กฎหมายในประเทศไทย เป็นยุคมืดแห่งการใช้กฎหมาย การตีความของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่เกิดความหวังในการสร้างบรรทัดฐานในสังคมไทย
“พล.อ.ประยุทธ์ ดูเหมือนจะดีใจมากเพราะโพสต์เฟซบุ๊กหลังจากศาลตัดสินเพียงไม่กี่นาทีเหมือนรู้คำตัดสินมาก่อน ภาพลักษณ์แย่ลงมากในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาเมื่อเปรียบเทียบกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ดูเหมือนว่าบริหารประเทศได้ดีกว่า ในช่วงนี้เป็นต้นไปก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกแรงกดดันอย่างมากเพราะสูญเสียความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่ง รวมถึงเงื่อนไขที่มีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉินฯ จะทำให้ประชาชนสบายใจในการใช้สิทธิทางการเมืองชุมนุมขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ มากขึ้น เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ยอมถอยดูจากเจตจำนงในความต้องการอยู่ในอำนาจต่อ” นายพิชายกล่าว และว่า ส่วนเงื่อนไขในทางเศรษฐกิจที่เกิดการผูกขาด นายทุนฝั่งรัฐบาลร่ำรวยยิ่งขึ้นๆ ขณะที่ประชาชนยากจนลงไปเรื่อยๆ จะเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้เกิดการชุมนุมจากผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วย นอกจากนั้นจะเกิดความขัดแย้งภายใน เช่น ภายในพรรคพลังประชารัฐ และความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย จากการขยายพื้นที่เชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

นางสาวรสนา อดีตสมาชิกวุฒิสภา กทม. กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นครั้งแรกที่บัญญัติให้นายกฯ ดำรงตำแหน่งเกินกว่า 8 ปีมิได้ แต่เว้นวรรคได้ ส่วนรัฐธรรมนูญ 2560 ก็เขียนไว้ไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม แต่การวินิจฉัยให้นับตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญก็เท่ากับว่า รัฐธรรมนูญไทยเป็นเหมือนการปลูกถั่วงอก ไม่มีความต่อเนื่องในการบังคับใช้เพื่อเป็นบรรทัดฐานใดๆ ทั้งสิ้น ประเพณีการเมืองการปกครองไทยไม่ถูกปลูกฝังเจตจำนงเพื่อความต่อเนื่องของระบอบประชาธิปไตยเลย รัฐธรรมนูญไทยจึงไม่มีโอกาสเป็นต้นไม้ใหญ่ของประเทศ เพราะหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 เราไม่คิดว่าจะมีการรัฐประหารขึ้นอีกก็เกิดขึ้นอีกในที่สุด
“ผลกระทบประชาชนก็ยังคงถูกเก็บค่าไฟฟ้าแพงขึ้นต่อไปตามที่มีการเอื้อให้การผูกขาดไฟฟ้า แทนที่จะมีการเปิดให้ทำโซลาร์รูฟเสรีและเก็บไว้ในระบบไฟฟ้าของประเทศได้ซึ่งจะปฏิวัติระบบไฟฟ้าของประเทศ เนื่องจาก 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้เกิดการผูกขาดพลังงานสูงสุด ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันทั้งแผ่นดิน คงต้องรอหลังการเลือกตั้งที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมพ่ายแพ้ถล่มทลาย และฝ่ายประชาชนเข้มแข็งหลุดพ้นจากการถูกแบ่งแยกแล้วปกครอง ไม่ถูกครอบงำจากทั้งฝ่ายมุมน้ำเงินและฝ่ายมุมแดง” นางสาวรสนากล่าว
นายพิภพ ที่ปรึกษาคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และเลขานุการมูลนิธิเด็ก กล่าวว่า ตุลาการเสียงข้างน้อยให้ความเห็นเรื่องเจตจำนงของรัฐธรรมนูญชัดเจนมากว่า ไม่ต้องการให้เกิดการผูกขาดอำนาจต่อเนื่อง ทำให้คำวินิจฉัยเสียงส่วนใหญ่เกิดจุดอ่อน
เรื่องนี้มีเจตนารมณ์มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 50 ซึ่งยกการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ยึดถือประเพณีธรรมเนียมปฏิบัติในการดำรงตำแหน่งไม่เกิน 8 ปี หรือ 2 สมัย มาตั้งแต่ประธานาธิบดีคนแรก จึงต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นเจตนารมณ์ของประชาชนด้วย
“พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ควรเป็นนายกฯ ต่ออีกสมัยด้วยเหตุผลนานัปการ ที่น่าผิดหวังที่สุดคือรัฐบาลประยุทธ์ไม่ปฏิรูปการศึกษา ไม่ปฏิรูปตำรวจ และไม่ปฏิรูปการผูกขาดด้านพลังงานที่เริ่มในรัฐบาลคุณทักษิณ ดังนั้นจึงไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปนำไปสู่ความล้มเหลวของสังคม” นายพิภพกล่าว
นายพิภพยังกล่าวว่า ปัจจุบันตนยังไม่เห็นพรรคการเมืองพรรคไหนที่ต่อสู้เรื่องเหล่านี้ เพื่อจะแก้ไขกฎหมายและยกเลิกเรื่องเหล่านี้ นอกจากพรรคก้าวไกล ดังนั้น ประชาชนไทยจะต้องแอ๊กทีฟขึ้นในการกำหนดนโยบายสาธารณะและการกำหนดนโยบายพรรคการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งในไม่นานนี้ ที่ต้องมีนโยบายเรื่องไฟฟ้า เรื่องน้ำมันที่ชัดเจนอย่างไร มีกฎหมายอะไรที่ติดขัดในการแก้ปัญหาบ้าง ต้องแก้ไขและยกเลิกอย่างไร
“อยากชี้แจงเพื่อนมิตรว่าที่ออกมาไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่แค่ไล่ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้ารัฐบาลชุดนี้เท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีความขัดแย้งส่วนตัว แต่ออกมาไล่รัฐบาลทหาร พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเพียงหนึ่งในตัวแทนรัฐบาลทหารเท่านั้น” นายพิภพกล่าว

