ทาง2แพร่งหลัง30กันยายน
หลังวันที่ 30 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อ ตรงตามความคาดหมายของผู้คนในยุทธจักรการเมืองจำนวนมาก
แม้ฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อยจะไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวก็มิได้ไร้ตรรกะและขาดความสมเหตุสมผลอย่างสิ้นเชิง
ซ้ำยังสอดคล้องต้องตรงกับมุมมองของนักวิชาการด้านนิติศาสตร์บางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นอกจากนั้น เงื่อนไขที่ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ในอำนาจได้ถึงปี 2568 ก็ถูกตีความว่าอาจเป็น “ทางลงที่ดีที่สุด” สำหรับตัวนายกรัฐมนตรีเองและสังคมการเมืองไทยในปัจจุบัน
กล่าวคือ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกฯ ได้แค่ในสมัยเลือกตั้งนี้ แต่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า คงไม่มีใครกล้าชู “บิ๊กตู่” เป็นแคนดิเดตนายกฯ เพราะจะเหลือเวลาในการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศอีกแค่ราวๆ สองปี (หรือน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ)
ไม่ใช่เพียงพรรคฝ่ายค้าน เช่น พรรคเพื่อไทย ที่ตีความแบบนี้ กระทั่งในหมู่สมาชิกพรรคพลังประชารัฐเอง วีระกร คำประกอบ ส.ส.อาวุโสจากจังหวัดนครสวรรค์ ก็เพิ่งออกมาพูดว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ทางพรรคคงต้องชู พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ คู่กัน
ทว่าพอถึงคราวต้องโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา พลังประชารัฐน่าจะต้องเสนอชื่อ “บิ๊กป้อม” ส่วน “บิ๊กตู่” ที่จะนั่งเก้าอี้นายกฯ ต่อได้ไม่ครบวาระ และเล่นการเมืองไม่เป็น อาจต้องเสียสละไปเป็นรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม
เมื่อมองโลกในแง่ (ค่อนข้าง) ดีเช่นนี้ ความหวังทางการเมืองทั้งหมดจึงยิ่งถูกเทรวมไปอยู่ที่การเลือกตั้งปี 2566 อย่างชัดเจนขึ้น
แต่หากประเมินว่า “การเมือง” คือ “เกมยื้อแย่งอำนาจ” ที่มีการชิงไหวชิงพริบกันตลอดเวลา
โดยเฉพาะ “เกมการเมืองไทย” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎกติกาได้ตามอำเภอใจของคนบางกลุ่ม จนหามาตรฐานที่เอาแน่เอานอนไม่ค่อยจะได้
จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหรือมิใช่ท่าทีแบบ “องุ่นเปรี้ยว” เสียทีเดียว ที่จะเริ่มมีบางเสียงออกมาเตือนด้วยวิธีการมองโลกในแง่ร้ายถึงขีดสุดว่า ระวังจะไม่มีการเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งที่หลายคนมองว่าเป็นของแน่-ของตาย ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ อาจถูกยื้อออกไปด้วยเล่ห์กลบางอย่าง
ทั้งนี้ ยังมีเหตุ-ปัจจัยจำนวนหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นค้างคาเรื่อง “กฎหมายลูกเลือกตั้ง” ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
หรือถ้ามองว่ารัฐประหารปี 2557 คือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากความล้มเหลวของรัฐประหารปี 2549 ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2550 เหตุการณ์ความไม่สงบและการลุกฮือของคนเสื้อแดงในปี 2552-53 ความพ่ายแพ้อีกหนในการเลือกตั้งปี 2554 จนนำมาสู่การครองอำนาจเกิน 8 ปี ของ “ระบอบประยุทธ์”
ก็น่าคิดเหมือนกันว่า เมื่อทุกฝ่ายประเมินตรงกันว่าการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 มีโอกาสจะกลายเป็นความปราชัยใหญ่อีกครั้งของ “แผงอำนาจปัจจุบัน”
แล้วจะมีการแก้เกมหรือพยายามขัดขวางความเปลี่ยนแปลงกันอย่างไร?
(ด้วยต้นทุนและราคาค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นเรื่อยๆ)
ปราปต์ บุนปาน

