บทนำ : บทเรียนตุลาฯ
สังคมไทยมีความทรงจำเกี่ยวกับเดือนตุลาคมอย่างน้อยที่สุด 2 เหตุการณ์ คือ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์แรก เกิดขึ้นในรัฐบาลเผด็จการที่มีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี เว็บไซต์บีบีซีไทยระบุว่า เซอร์ อาร์เธอร์ เจมส์ เดอ ลา แมร์ เอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทยขณะนั้น ส่งรายงานกลับไปยังรัฐบาลของตนเอง ระบุว่า ระบอบคณาธิปไตยของกลุ่มทหารที่ปกครองประเทศมาต่อเนื่องยาว 15 ปี ต้องล่มสลายลงเมื่อ 15 ต.ค. 2516 สาเหตุที่เห็นทันทีก็มาจากการประท้วงของนักศึกษาที่นำไปสู่การนองเลือด ในขณะที่ความไม่พอใจต่อระบอบนี้ มีอยู่ทุกหย่อมหญ้า ทั้งในเรื่องการทุจริต และการไร้ฝีมือในการแก้ปัญหาของประเทศที่เผชิญความเจ็บป่วยทางเศรษฐกิจ
ระยะเวลา 15 ปีดังกล่าว เริ่มต้นจากปี 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหาร แล้วทำหน้าที่นายกฯจนเสียชีวิตในปี 2506 จอมพลถนอมรับตำแหน่งนายกฯต่อ โดยตั้งกรรมการสอบสวนและยึดทรัพย์สินมหาศาลที่มาจากการทุจริตของจอมพลสฤษดิ์ ต่อมาประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2511 จอมพลถนอม จัดการเลือกตั้งในปี 2512 พรรคการเมืองในเครือข่ายคณะทหารได้ตั้งรัฐบาล จอมพลถนอมรับตำแหน่งนายกฯ แต่ก็ทำรัฐประหารตัวเองในเดือน พ.ย. 2514 ยกเลิกสภาผู้แทนฯ และรัฐธรรมนูญ เป็นชนวนหนึ่งที่นำไปสู่การเรียกร้องรัฐธรรมนูญในปี 2516 รัฐบาลใช้กำลังติดอาวุธเข้าปราบปราม มีผู้เสียชีวิต ก่อนที่จอมพลถนอมและคณะต้องออกนอกประเทศ เริ่มต้นยุคประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2518 อันเป็นฉบับประชาธิปไตย ยุคประชาธิปไตยนี้ดำรงอยู่ได้เพียง 3 ปี ก็เกิดรัฐประหารในวันที่6 ตุลาคม 2519 กำลังติดอาวุธปราบปรามกวาดล้างนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
เหตุการณ์เดือนตุลาฯ ให้บทเรียนว่าประชาธิปไตยไทยที่เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ.2475 ถูกสกัดขัดขวางด้วยรัฐประหารและความรุนแรงมาตลอด ด้วยข้ออ้างต่างๆ รัฐประหารครั้งหลังสุดเมื่อ พ.ศ.2557 คือการอ้างว่านักการเมืองทุจริตคอร์รัปชั่นและฉ้อฉล ซึ่งเวลาผ่านไป 8 ปี ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นประชาธิปไตยประเทศไทยใช้ต้นทุนชีวิตประชาชนและโอกาสของประเทศชาติมากมายตลอดเวลาที่ผ่านมา และยังไม่มีใครตอบได้ว่า ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงจะตั้งมั่นขึ้นได้เมื่อไหร่

