วิโรจน์ ชี้จากกราดยิงโคราช ถึงกราดยิงหนองบัวลําภู สะท้อนชัดปัญหา ในวงการทหาร-ตร.
จากกรณีเกิดเหตุกราดยิงในศูนย์เด็กเล็กแห่งหนึ่ง ใน อบต.นากลาง ต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม
ทราบชื่อ มือยิง คือ ส.ต.อ.ปัญญา คำราบ (ได้ก่อเหตุให้อาวุธปืนยิงประชาชน และเด็กเล็ก ที่ศูนย์เด็กเล็ก ใน อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และอยู่ระหว่างการรักษาตัวอีกเป็นจำนวนมาก เคยรับราชการอยู่ที่ สภ.นาวัง จ.หนองบัวบำภู มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ถูกจับกุมตัวพร้อมของกลางยาบ้า และ ภ.จว.หนองบัวลำภู ได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการแล้ว
ล่าสุด (6 ต.ค.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบาย กทม. พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อเขียน [จากเหตุการณ์ กราดยิงโคราช มาจนถึง กราดยิงหนองบัวลำภู ถ้าไม่แก้ปัญหา ชีวิตประชาชนต้องตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของคนถือปืน] แสดงความคิดเห็นกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า
ผมขอแสดงความเสียใจ ต่อผู้ที่เสียชีวิต ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ผู้สูญเสีย และผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคน จากเหตุการณ์ กราดยิงหนองบัวลำภู ที่ศูนย์เด็กเล็กในวันนี้
ในฐานะพ่อที่มีลูกในวัย 8 ขวบ ผมเข้าใจดีว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันในครั้งนี้ นั้นไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้
จากเหตุการณ์ กราดยิงโคราช ที่เกิดขึ้นเมื่อ 8 ก.พ. 2563 และการ กราดยิงกรมยุทธศึกษา เมื่อ 14 ก.ย. 65 (22 วันก่อน เท่านั้นเอง) ล้วนเป็นเหตุที่เกิดจากทหาร และ (อดีต) ตำรวจ ซึ่งเป็นอาชีพที่ได้รับสิทธิตามกฎหมายให้ถือปืนในมือทั้งสิ้น
สะท้อนว่าในแวดวงทหาร ตำรวจ ต้องมีปัญหาอะไรที่เป็นปัญหาน้ำท่วมปาก ซ่อนอยู่แน่ๆ ซึ่งอาจหมายถึงปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาความไม่เป็นธรรมในการบังคับบัญชา ความกดดันจากภารกิจที่ไม่อยู่ในหน้าที่ของข้าราชการ การธำรงวินัยที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนฯลฯ
ปัญหาที่แท้จริง จะมีอะไรบ้าง ไม่อาจทราบได้ แต่รู้ว่ามันมีปัญหาแน่ๆ และถ้าไม่แก้ ไม่ปฏิรูปกองทัพ ไม่ปฏิรูปตำรวจ ปล่อยให้เรื่องแบบนี้ผ่านเลยไป
ไม่ช้าไม่นาน การกราดยิง ที่ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องพบกับความสูญเสียก็จะเกิดขึ้นอีก
เท่ากับว่า ชีวิตของประชาชนต้องอกสั่นขวัญแขวน ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของคนที่มีอาวุธอยู่ในมือเหล่านี้
ประชาชนไม่อยากจะเศร้าใจ เสียใจ ไม่อยากจะสูญเสียคนที่รัก กับเหตุการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผลแบบนี้ อีกต่อไปแล้วครับ
สุดท้ายนี้ ผมขออนุญาตไม่โพสต์ภาพเหตุการณ์ ไม่โพสต์ภาพ และพูดถึงชื่อของผู้ก่อเหตุ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเคารพต่อความรู้สึกของผู้สูญเสีย และครอบครัวของพวกเขา สำหรับผู้ก่อเหตุ ชื่อของเขา ใบหน้าของเขา ไม่มีคุณค่าพอที่สังคมนี้จะต้องจดจำ เขาควรเป็นเพียงบุคคลโมฆะที่สมควรจะต้องถูกลืม มีเพียงถ้อยคำประณามสาปแช่งเท่านั้น ที่จะถูกทิ้งเอาไว้”

