หน้าแรก การเมือง แนวทาง เพื่อไ...

แนวทาง เพื่อไทย รณรงค์ คว่ำ ร่างรัฐธรรมนูญ แนวทาง เมียนมา

13.02.16 | 15:00 น.

หากถือเอาการก่อหวอดของสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516 มาเป็น “บรรทัดฐาน” สภาพการณ์การเมืองในห้วงแห่ง “ประชามติ” ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์

ไม่มี “เค้า” ลางอะไรที่ถือได้ว่า “น่ากลัว”

หรือหากนำเอาบรรทัดฐานจากสถานการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 สถานการณ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 สถานการณ์ของ กปปส. ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ก็ยิ่งไม่มี “เค้า” หรือปรากฏการณ์ใดที่จัดได้ว่า “น่าวิตก”

ขณะเดียวกัน หากนำเอาบรรทัดฐานจากสถานการณ์การชุมนุมของ นปช. เมื่อเดือนเมษายน 2552 การชุมนุมของ นปช. เมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553

ก็เห็นแต่ “เสียง” ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

Advertisement

อย่างเก่งก็นำออกถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์พีซทีวี อย่างเก่งก็นำออกถ่ายทอดและเผยแพร่ผ่านยูทูบไม่มีการนัด “เคลื่อนไหว” ไม่มีวี่แววของ “การชุมนุม”

สถานการณ์ที่รัฐบาล คสช. กำลังเผชิญอยู่จึงแตกต่างอย่างยิ่งกับสถานการณ์ที่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยประสบเมื่อเดือนเมษายน 2552 และเมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553

เหล่านี้ “สะท้อน” อะไรในทาง “การเมือง”

 

บรรยากาศ การเมือง

หลังพฤษภาคม 2557

บรรยากาศทางการเมืองหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 แตกต่างกับรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นอย่างมาก

การคัดค้าน การต่อต้าน มีอยู่

แต่ด้วย “อำนาจพิเศษ” ที่คณะรัฐประหารมีอยู่ในมืออย่างเต็มเปี่ยม เพียงเวลาไม่นาน กระแสการต่อต้านก็จำกัดอยู่ในวงแคบๆ คนที่เคยมี “บทบาท” ล้วนถูกเรียก “ปรับทัศนคติ”

มีการจับกุมกลุ่ม “คนเสื้อแดง” ในข้อหามีส่วนพัวพันกับการสะสมอาวุธ การสัมพันธ์กับคดีก่อการร้ายไม่เพียงแต่ใน “ส่วนกลาง” หากคึกคักยิ่งในต่างจังหวัดที่รับรู้ในชื่อ “ขอนแก่นโมเดล”

พรรคเพื่อไทย “ยุติ” การเคลื่อนไหวในลักษณะ “เผชิญหน้า” อาจเพราะคำสั่ง คสช. ห้ามพรรคการเมืองประชุม ขณะเดียวกัน แกนนำบางส่วนก็ถูกควบคุมตัวและจำกัดกรอบของการแสดงออก

แกนนำ “คนเสื้อแดง” แทบไม่แสดง “บทบาท” อะไรเลย

บางส่วน เช่น นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ นายสุนัย จุลพงศธร อาจหลบหนีไปต่างประเทศ บางส่วน เช่น นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสุรชัย แซ่ด่าน อาจลี้ภัยอยู่ในต่างแดน

ส่วนใหญ่ “เก็บตัว” ไม่ “เคลื่อนไหว” นอกจากการแสดง “ความเห็น” เป็นบางเรื่อง

 

ร่างรัฐธรรมนูญ

ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์

ท่าทีต่อการร่างรัฐธรรมนูญของ คสช. ไม่ว่าโดยคณะกรรมาธิการยกร่างของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไม่ว่าโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์

ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่า นปช.คนเสื้อแดง มีความแจ่มชัด

นั่นก็คือ ไม่เพียงแต่วิพากษ์วิจารณ์ หากแต่ประกาศอย่างเปิดเผยว่า หากเมื่อใดเข้าสู่ขั้นตอนของการทำ “ประชามติ” ก็จะรณรงค์ให้นำไปสู่การคว่ำ หรือไม่รับ

แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถูกคว่ำโดย สปช.

ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อาจมีการปรับปรุงแก้ไขภายหลังมีข้อเสนอแนะจาก คสช. จาก ครม. และจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และที่สุดก็จะเดินหน้าไปสู่การทำ “ประชามติ” ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557

พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์แสดงการไม่ยอมรับ นปช.คนเสื้อแดงมีคำยืนยันอย่างเด่นชัดแสดงการไม่ยอมรับและจะรณรงค์ให้นำไปสู่การคว่ำ

คำถามก็คือ จะดำเนินการอย่างไร คำถามก็คือ จะ “รณรงค์” อย่างไร

สิ่งที่เห็นจากพรรคเพื่อไทยก็เสมอเป็นเพียง “แถลงการณ์” และการให้ความเห็นจากแกนนำ ไม่ว่าจะเป็น นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล นายนพดล ปัทมะ เป็นต้น

สิ่งที่เห็นจาก นปช.คนเสื้อแดง เป็นเพียงการพูดรายวันของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ทั้งยังยืนยันด้วยว่าทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการชุมนุม นอกจากการแสดงเหตุผล

เท่ากับยืนยันว่าการชุมนุมในแบบที่เคยทำเมื่อเดือนเมษายน 2552 และเคยทำเมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 จะไม่เกิดขึ้นอีก

นี่ย่อมสร้างความสงสัยเป็นอย่างสูงในทางการเมือง

 

เลือกตั้งเมียนมา

ออง ซาน ซูจี โมเดล

ตัวอย่างที่แกนนำพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.คนเสื้อแดง หยิบยกขึ้นมากล่าวอยู่เสมอในระยะหลังคือ ชัยชนะอันถล่มทลายของ นางออง ซาน ซูจี ในการเลือกตั้งของเมียนมา

นั่นก็คือ หวังจะอาศัย “มือ” ของประชาชนมาเป็น “พลัง”

นั่นก็คือ ไม่มีการเคลื่อนไหวมวลชน ไม่มีการชุมนุมทางการเมือง แต่จะอาศัยการโฆษณาความเห็นในทางการเมืองในวงกว้างออกไปโน้มน้าวจูงใจให้ประชาชนคล้อยตามและพากันมาแสดง “ประชามติ” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดพลัง “มวลมหาประชาชน” เหมือนกับที่พรรคการเมืองของ นางออง ซาน ซูจี กระทำและประสบผลสำเร็จในการเลือกตั้งที่เมียนมา

จะเป็นไปได้หรือไม่ จะปรากฏเป็นจริงหรือไม่

ความเป็นจริง 1 ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ พรรคการเมืองของ นางออง ซาน ซูจี ใช้เวลาสะสมความนิยมจากชาวเมียนมาเป็นเวลามากกว่า 20 ปี ประชาชนจึงเห็นใจและพากันเทคะแนนเสียงให้จนสามารถได้ชัยชนะอย่างชนิด “ล็อกถล่ม” แต่พรรคเพื่อไทยและ นปช. ใช้เวลาในการสะสมชัยชนะหากนับจากเมื่อเป็นพรรคไทยรักไทยในปี 2544 กระทั่งประสบชะตากรรมถูกรัฐประหารในปี 2549 และถูกรัฐประหารซ้ำอีกในปี 2557 เป็นเวลาเพียง 10 กว่าปีเท่านั้น

เวลาเพียง 10 กว่าปี พรรคเพื่อไทย และ นปช.คนเสื้อแดงจะสามารถปลุกความรัก ความไว้วางใจจากประชาชนไทยได้เหมือนกับที่พรรคการเมืองของ นางออง ซาน ซูจี ทำด้วยการอุทิศตนต่อสู้ต่อเนื่องถึงกว่า 20 ปีได้ละหรือ

นี่คือสิ่งที่สังคมไทยกำลังจับตาเฝ้ามองและติดตาม