รอฟังอยู่ว่านโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างไร เพราะยังติดใจนโยบายของพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544
และแล้วเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมาก็ได้ยิน
พรรคเพื่อไทยไล่เรียงการนำเสนอ โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และประธานคณะทำงานด้านมีส่วนร่วมและนวัตกรรมของพรรค ชูโรดแมป “บันได 4 ขั้น” เพื่อหมุดหมายชีวิตใหม่ของประชาชน
เรียงตามลำดับ ประกอบด้วย บันไดขั้นที่ 1 “เพื่อศักยภาพใหม่” ของประเทศและคนไทย
พรรคเพื่อไทยจะส่งเสริมและผลักดันนโยบาย “1 ครอบครัว 1 ศักยภาพ ซอฟต์เพาเวอร์” ให้เกิดขึ้น
จะผลักดันให้เกิดการสร้างรายได้จากสมองและสองมือ
ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะทำ 3 สิ่งนี้ เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย “เพื่อศักยภาพใหม่” ประกอบด้วย
หนึ่ง พัฒนาศักยภาพคนไทยผ่านศูนย์บ่มเพาะที่อยู่ในชุมชน
สร้างทักษะต่างๆ เช่น อาหาร แฟชั่น กีฬา ศิลปะ และความสามารถทางอี-สปอร์ต โดยผู้ทรงภูมิ ถ่ายทอดฟรี และถ้ามีผลิตภัณฑ์ออกมา ก็จะส่งเสริมผลักดันให้นานาชาติได้สัมผัส
สอง สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แก้กฎหมายที่ปิดกั้นโอกาส สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้มากพอ และเชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน เข้ากับภาคประชาชน แล้วร่วมมือกันเดินไปสู่เป้าหมาย
และสาม ออกแบบนโยบายต่างประเทศ เน้นส่งออกสินค้าและบริการทางวัฒนธรรม ใช้การทูตขยายอุตสาหกรรมซอฟต์เพาเวอร์ด้วยการเปิดตลาดใหม่ๆ
จบบันไดขั้นที่ 1
ตามมาด้วยบันไดขั้นที่ 2 “เพื่อรายได้ใหม่” แก้หนี้สินด้วยการเพิ่มพูนรายได้ทวีคูณ ให้เศรษฐกิจไทย เป็นเศรษฐกิจใหม่ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ต่อด้วย บันไดขั้นที่ 3 “เพื่อสังคมใหม่” ความมั่นคง คือ ความปลอดภัยของทุกคนอย่างเท่าเทียม
และจบท้ายที่ บันไดขั้นที่ 4 “เพื่อการเมืองใหม่”
ตอกย้ำหลักนิติรัฐนิติธรรมเข้มแข็ง รัฐธรรมนูญต้องมีที่มาจากประชาชน วุฒิสภาต้องไม่มีอำนาจในการเลือกนายกฯ
และรัฐของราชการต้องถูกเปลี่ยนเป็นรัฐของประชาชนอย่างแท้จริง
พรรคเพื่อไทยได้ปักหมุดหมายจากบันได 4 ขั้นนี้เอาไว้ให้แล้ว แต่การนำไปสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม พรรคเพื่อไทยยังต้องสร้างความเชื่อมั่น
เชื่อมั่นว่าถ้าเลือกพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะประสบความสำเร็จแน่
จำได้ว่าตอนที่พรรคไทยรักไทยเปิดนโยบายหาเสียง ก่อนหน้านั้นก็มีกระบวนการทำความเข้าใจต่อสังคม
ทั้ง 30 บาทรักษาทุกโรค ทั้งกองทุนหมู่บ้าน ทั้งพักหนี้เกษตรกร ทั้งสินค้าโอท็อป
พอประชาชนเข้าใจ และถูกใจ การคว้าชัยชนะจากการเลือกตั้งก็ง่ายขึ้น
แต่ปีนี้ไม่เหมือนปี 2544 เพราะพรรคการเมืองอื่นๆ ก็มีนโยบายนำเสนอ
มีตัวเลข มีวิธีทำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรับประกันว่าทำแน่ และสำเร็จจริง
ดูเหมือนว่า การเลือกตั้งที่จะถึง ความต้องการของคนไทยที่อยากเห็นความสำเร็จมีมากขึ้น
จากเดิมปัจจัยการหย่อนบัตรอาจมาจาก “คน” แล้วเพิ่มเติมว่าต้องเลือก “พรรค” ต่อมา “นโยบาย” กลายเป็นเรื่องที่ต้องพูดถึง
สุดท้ายคนต้องการเห็นความสำเร็จ
ทุกพรรคจึงต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าจะทำให้ทุกนโยบายประสบผล
ต้องสร้างความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จด้วยแนวทางที่นำเสนออย่างแน่นอน
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

