วิกฤตอุทกภัย 8 ครั้งครบ 80 ปี ถึงเวลาแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ ก่อนกทม.-ภาคกลางจมบาดาล เปิดไอเดีย ปลัดธวัชชัย แก้วคงคา ทำอย่างไร ให้รอดวิกฤต พ้นอุทกภัย
นายธวัชชัย แก้วคงคา อดีตผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการข่าว กระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ในเฟซบุ๊ก ปลัดธวัชชัย แก้วคงคา เกี่ยวกับแนวคิด “กทม.พ้นวิกฤต ภาคกลางพ้นอุทกภัย” แก้ปัญหาน้ำกรุงเทพฯ ภาคกลางทั้งระบบ ว่า ถึงเวลาประเทศต้องลงทุน เพื่อแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ
นับแต่ปี 2485-2565 ครบ 80 ปี กรุงเทพฯและภาคกลาง เกิดน้ำท่วมใหญ่มาแล้ว 8 ครั้ง ยังไม่พ้นวิกฤตสักที และอีก 8 ปีข้างหน้า พ.ศ.2573 หรือ ค.ศ.2030 ภาคกลางและกรุงเทพฯ กำลังจะจมทะเล คือ 2 ปัญหาใหญ่ที่กุมศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศนี้
ปัญหาที่ 1. ว่าด้วย 8 ครั้งครบ 80 ปี กรุงเทพฯและภาคกลาง เกิดน้ำท่วมใหญ่มาแล้ว 8 ครั้ง ยังเป็นบทเรียนและอุทาหรณ์ที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ เฉพาะปี 2554 มูลค่าความเสียหายกว่า 1.44 ล้านล้านบาท ประชาชนเดือดร้อนกว่า 13.4 ล้านคน พื้นที่น้ำท่วม 69 ล้านไร่ พื้นที่เกษตรเสียหาย 11.2 ล้านไร่ ถนนเสียหาย 14,000 สาย นิคมอุตสาหกรรมเสียหาย 7 แห่ง GDP หดตัวถึงร้อยละ 9 หรือ 3.28 แสนล้านบาท
ความเสียหายเหล่านี้ คือตัวฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาประเทศ การถดถอยทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นหดหาย ประเทศสร้างหนี้ เกษตรกรก่อหนี้ หากไม่เร่งจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบจะนำไปสู่ความสูญเสียและเสียหายไม่รู้จักจบสิ้น
ที่ผ่านมามีสถิติข้อมูลน้ำหลากใน 2 สถานีวัดน้ำท่าที่สำคัญ คือ
- สถานีวัดน้ำท่า C.1 อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท (พ.ศ.2448-2502) อาทิ ปริมาณน้ำหลากปี 2452 (4,383 ลบม./วิ) ปี 2460 (4,775 ลบม./วิ) ปี 2482 (4,410 ลบม./วิ) ปี 2485 (6,500 ลบม./วิ) ปี 2491 (4,420 ลบม./วิ)
หมายเหตุ แนวคิดการสร้างเขื่อนภูมิพล (พ.ศ.2492-2507) เขื่อนเจ้าพระยา (พ.ศ.2595-2500) และเขื่อนสิริกิติ์ (พ.ศ.2514-2520) เพื่อการกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์และสามารถลดปริมาณน้ำหลากได้ 1,100 ลบม./วิ
- สถานีวัดน้ำท่า C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ (พ.ศ.2507-2558) อาทิ ปริมาณน้ำหลากใน ปี 2513 (4,420 ลบม./วิ) ปี 2518 (4,355 ลบม./วิ) ปี 2521 (3,540 ลบม./วิ) ปี 2526 (2,290 ลบม./วิ) ปี 2537 (2,539 ลบม./วิ) ปี 2538 (4,820 ลบม./วิ) ปี 2545 (3,997 ลบม./วิ) ปี 2549 (5,451 ลบม./วิ) และปี 2554 (4,689 ลบม./วิ)
มีข้อมูลว่า ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ราบลุ่มและทางผ่านของแม่น้ำสายหลัก 6 สาย คือ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำสะแกกรัง และแม่น้ำป่าสัก โดยสามารถระบายน้ำผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาได้ 2,800 ลบม./วินาที และระบายน้ำผ่านฝั่งตะวันตก-ฝั่งตะวันออก ได้อีก 600-800 ลบม./วินาที รวมทั้งสิ้น 3,400-3,600 ลบม./วินาที เพื่อลงสู่ทะเล ยังไม่นับรวมปริมาณน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำสะแกกรัง 500 ลบม./วินาที และไหลผ่านแม่น้ำป่าสัก (รองรับ 700 ลบม./วิ) อีก 759-11,473 ลบม./วินาที ทำให้มีปริมาณน้ำหลากส่วนเกินที่กรมชลประทานยังไม่สามารถบริหารจัดการได้อีกประมาณ 2,000-2,500 ลบม./วินาที
ปัจจุบัน วิธีการจัดการและแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครของรัฐบาล ใช้วิธีการขุด คลองลัด ขุดลอกลำน้ำ สร้างลำน้ำใหม่เชื่อมต่อกับลำน้ำสาขาและระบายน้ำลงทุ่งหรือพื้นที่รับน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของชาวบ้านและภาคเอกชน ซึ่งการขุดคลองลัด ขุดลอกลำน้ำ เป็นเพียงการเร่งระบายน้ำให้เร็วขึ้น เพิ่มการไหลของน้ำให้เต็มตามศักยภาพของลำน้ำ หากแล้วเสร็จจะทำให้เพิ่มการระบายน้ำทั้งฝั่งตะวันตก-ฝั่งตะวันออกได้อีก 1,630 ลบม./วินาที รวมกับเจ้าพระยา 2,800 ลบม./วินาที จะทำให้การระบายน้ำได้สูงสุดที่ 4,430 ลบม./วินาที ใช้ระยะเวลาดำเนินการถึง 13 ปี วงเงินกว่า 329,151 ล้านบาท
โดยผลการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2563 และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 เรื่องที่ 15 รับทราบและเห็นชอบ แผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง จำนวน 9 แผนงานหลัก ประกอบด้วย 10 หน่วยงาน ระยะเวลาดำเนินการ 13 ปี (พ.ศ.2560-2572) กรอบวงเงินงบประมาณ 329,151 ล้านบาท
ปัญหาที่ 2. ว่าด้วยอีก 8 ปีข้างหน้า พ.ศ.2573 หรือ ค.ศ.2030 ภาคกลางและกรุงเทพฯ กำลังจะจมทะเล
ข้อมูลภาพถ่ายของ Climate Central ระบุชัดว่า อีก 8 ปีข้างหน้า กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองหลวง 1 ใน 7 ของเอเชีย (ฮ่องกง ไทเป โซล โตเกียว จาการ์ตา มนิลา และกรุงเทพฯ) ที่จะจมน้ำ และประเมินเบื้องต้น โดยกรีนพีซระบุว่า กรุงเทพฯและปริมณฑล จะเผชิญสภาวะจมทะเล และประเทศไทยจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมีมูลค่าสูงถึง 18.6 ล้านล้านบาท และจะมีผลกระทบกับประชาชนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 10.45 ล้านคน และระบุอีกว่า ใน 10 ปีข้างหน้าพื้นที่มากกว่า 96% ของกรุงเทพฯ มีความเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรง โดยเฉพาะพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ อย่าง สีลม เพลินจิต รัชดาภิเษก ล้วนได้รับผลกระทบ รวมถึงอาคารรัฐสภา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ในกรุงเทพฯด้วย โดยเมื่อปี 2561 ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของกรีนพีซ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า “หากเราไม่ทำอะไรเลย กรุงเทพฯจะจมอยู่ใต้น้ำในเวลา 10-15 ปี เพราะการใช้ที่ดินและสูบบาดาล”
แม้จะมีนักวิชาการบางคน คัดค้านว่า กรุงเทพมหานครและจังหวัดนครปฐม จะมีโอกาสจมทะเลในอีก 8 ปีข้างหน้าเป็นไปได้น้อยมาก เป็นไปได้เฉพาะกรณีเลวร้ายที่สุด แต่หากตั้งคำถามว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหม ตอบว่า “มี” ทั้งวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามกลางเมืองและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานในยุโรป ปริมาณรถยนต์ทั่วโลกกว่า 1,000 ล้านคัน และโรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ทั่วโลก ล้วนแต่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อภาวะโลกร้อนและน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือละลาย ทำให้เกิดวิกฤตน้ำทะเลหนุนสูงและเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว เช่น คลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง และน้ำท่วม หากไม่เร่งจัดทำนโยบาย แผนงาน โครงการ และแนวทางการแก้ปัญหาภาคกลางและกรุงเทพฯ คงหนีไม่พ้นเป็นเมืองจมทะเล และอาจต้องใช้งบประมาณจำนวนมากมายมหาศาลในการกู้เมืองที่จมทะเลแล้วให้กลับมาปกติ
ตัวอย่างของประเทศที่สำเร็จมาแล้ว และประเทศที่กำลังจะแก้ปัญหาเมืองจมทะเล มีให้เห็นเป็นแนวทางการจัดการปัญหา คือ
หนึ่ง ประเทศเนเธอร์แลนด์ เกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งเดียว ปี 1953 (พ.ศ.2496) พื้นที่จมน้ำเกือบ 1 ล้านไร่ คนตาย 2,000 กว่าคน เกิดโครงการ Maga Project (Delta Work) เร่งทำโครงการก่อน อนุมัติโครงการทีหลัง ใช้เวลา 5 ปี แก้ปัญหาได้ 100 ปี สามารถป้องกันการเสียชีวิตนับพันคนต่อปี ผลักดันน้ำทะเลออกจากพื้นที่เพาะปลูก ไม่มีน้ำท่วมซ้ำซาก ทำให้เกิดการลงทุน ส่งเสริมการท่องเที่ยว
สร้างภาพลักษณ์ที่ดี และมีการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมทำให้เนเธอร์แลนด์ส่งออกสินค้าเกษตรเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา ทั้งที่มีพื้นที่น้อยกว่าสหรัฐถึง 237 เท่า และมีพื้นที่น้อยกว่าไทย 12 เท่า ปัจจุบันประเทศเนเธอร์แลนด์ คิดวางแผนระบบป้องกันน้ำท่วมไปอีก 200 ปีข้างหน้า โดยคาดการณ์ว่า ปี 2100 (พ.ศ.2643) ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นอีก 1.3 เมตร และปี 2200 (พ.ศ.2743) จะสูงขึ้นอีก 4 เมตร คาดว่าจะใช้งบประมาณอีก 5 ล้านล้านบาท ในอีก 90-100 ปีข้างหน้านี้
สอง กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย มีแนวความคิดจะสร้างแนวกำแพงกั้นน้ำ กลางทะเล ระยะทาง 110 กม. พร้อมระบบระบายน้ำในเมือง และสร้างระบบน้ำจืด วงเงิน 185,000 ล้านบาท และมีแนวความคิดจะสร้างอาคารลอยน้ำ ซึ่งอยู่ที่ ตรม. ละ 14,000-15,000 บาท
สำหรับข้อเสนอ เพื่อการแก้ปัญหาน้ำภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ทั้งระบบ
ภายใต้แนวคิด “กทม.พ้นวิกฤต ภาคกลางพ้นอุทกภัย”
1.การจัดการปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ซึ่งปริมาณน้ำหลากส่วนเกินที่กรมชลประทานยังไม่สามารถบริหารจัดการได้อีกประมาณ 2,000-2,500 ลบม./วินาที แม้รัฐบาลจะอนุมัติให้ดำเนินการตามแผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง จำนวน 9 แผนงานหลัก ระยะเวลาดำเนินการ 13 ปี (พ.ศ.2560-2572) กรอบวงเงินงบประมาณ 329,151 ล้านบาท เมื่อเสร็จสมบูรณ์ในปี 2572 แล้วก็สามารถระบายน้ำได้สูงสุดที่ 4,430 ลบม./วินาที ซึ่งยังน้อยกว่าปริมาณน้ำหลากในปี 2538 ปี 2549 และปี 2554 จึงมีข้อเสนอให้จัดสร้างลำน้ำใหม่ขนาดเท่าหรือใหญ่กว่าแม่น้ำเจ้าพระยา โดยให้มีศักยภาพการระบายน้ำได้ 2,500-3,000 ลบม./วินาที จากจังหวัดชัยนาทระบายน้ำลงสู่ทะเลที่จังหวัดสมุทรสาคร หรือจังหวัดสมุทรสงคราม ระยะการขุดลำน้ำใหม่ประมาณ 300 กิโลเมตร เป็นโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) ใน 2 ทางเลือกตามแนวที่ 1 เส้นตรง (ผ่านชุมชนเมือง ประชาชนหนาแน่น ใช้งบประมาณการเวนคืนที่ดินจำนวนมาก) หรือแนวที่ 2 เส้นโค้ง (เลี่ยงชุมชนเมือง ใช้งบประมาณน้อยกว่า มีพื้นที่จัดสร้างอ่างเก็บน้ำ/แก้มลิงได้ดีกว่า) เพื่อการระบายน้ำในฤดูน้ำหลากได้ไม่น้อยกว่า 2,500-3,000 ลบม./วินาที รวมศักยภาพการระบายน้ำได้สูงสุด 7,000-7,500 ลบม./วินาที สามารถป้องกันน้ำท่วมภาคกลางและกรุงเทพฯได้อีกไม่น้อยกว่า 50-100 ปี พร้อมจัดสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำ (อ่างเก็บน้ำ/แก้มลิง) เพื่อใช้ประโยชน์หลัก 4 ด้าน คือ การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตรกรรม เพื่อการอุตสาหกรรม และเพื่อสร้างสมดุลและรักษาระบบนิเวศ
2.แนวทางป้องกันกรุงเทพฯและปริมณฑลจมทะเล ตามการคาดการณ์ขององค์กรไม่แสวงหากำไร Climate Central และกรีนพีซประจำเอเชียตะวันออกว่าอีก 8 ปี หรือ 10-15 ปี กรุงเทพฯและจังหวัดโดยรอบจะจมทะเล เพื่อป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงถึง 18.6 ล้านล้านบาท และจะมีผลกระทบกับประชาชนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 10.45 ล้านคน
-
- จึงขอเสนอให้จัดสร้างแนวกำแพงกั้นน้ำทะเลเป็นโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) ระยะทาง 131 กิโลเมตร ตามแนวชายฝั่งทะเล 3 จังหวัดรวมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือ จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม รวมกับกรุงเทพมหานครและให้นำดินที่ขุดได้ในลำน้ำใหม่ ระยะการขุดประมาณ 300 กิโลเมตร มาถมทำแนวกำแพงกั้นน้ำทะเลระยะทาง 131 กิโลเมตร ทำให้โครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) ทั้ง 2 โครงการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน และสามารถป้องกันน้ำท่วม น้ำทะเลหนุนสูงจมเมือง ในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครได้อย่างเป็นระบบ และพร้อมจัดสร้างระบบระบายน้ำและระบบน้ำจืดในเมือง/จังหวัด ไปพร้อมกันด้วย

