การประท้วงต่อต้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ชนะเลือกตั้งเป็นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 45 เป็นที่จับตาจากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย มีผู้ตั้งคำถามหลายแง่หลายมุม ที่น่าสนใจก็คือ การเยาะเย้ยว่า ทำไมสหรัฐที่ประกาศตัวเป็นประเทศประชาธิปไตย เคยวิจารณ์ประเทศไทยที่เกิดรัฐประหาร และเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้ประเทศไทยกลับสู่ประชาธิปไตย แต่เมื่อสหรัฐเองจัดเลือกตั้งประธานาธิบดี กลับเต็มไปด้วยการกล่าวหา สาดโคลนระหว่างผู้สมัคร เมื่อเลือกตั้งเสร็จ ผู้สนับสนุนอีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง ชุมนุมประท้วง จุดไฟ ประกาศขอทำประชามติแยกตัว
ขณะที่การต่อต้านนายทรัมป์ดำเนินไป การตระเตรียมการเปลี่ยนผ่าน ระหว่างประธานาธิบดีบารัค โอบามา จากพรรคเดโมแครต กับนายทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันก็เกิดขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายพบปะกันที่ทำเนียบขาว ปิดห้องสนทนา ก่อนออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน จากนั้นนายทรัมป์เริ่มให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ ถึงแนวทางบริหารที่จะเกิดขึ้น โดยมีท่าทีที่อ่อนลงจากช่วงหาเสียง อาทิ ยอมรับว่า การสร้างกำแพงกั้นระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโกอาจไม่เกิดขึ้น ส่วนนางคลินตันประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ แต่มีข่าวว่า เธอระบุว่า การออกโรงของเอฟบีไอในเรื่องอีเมล์ มีผลต่อคะแนนเสียงในนาทีท้ายๆ ของการแข่งขัน
ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่ระบุว่า การต่อต้านนายทรัมป์จะลุกลามทำให้การเมืองสหรัฐเบี่ยงเบนออกนอกแนวทางที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะการรัฐประหาร หรือวิธีการนอกระบบอื่นๆ เหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศอื่น ความรุนแรงและการต่อต้านที่มองจากภายนอก อาจเป็นเรื่องน่าตกใจ สำหรับประเทศที่อ่อนไหวเรื่องภัยต่อความมั่นคง แต่ในสหรัฐเป็นเรื่องของการใช้เสรีภาพของพลเมือง เพื่อส่งเสียงไปยังผู้ชนะการเลือกตั้ง หากลุกลามเกินขอบเขต เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถเข้าปฏิบัติการได้ โดยได้รับภูมิคุ้มกันจากกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ชุมนุม
ประเด็นจากการเลือกตั้งสหรัฐที่ทุกฝ่ายควรสนใจ ได้แก่ การเปิดกว้าง ทั้งระดับผู้สมัครไปจนถึงประชาชนเจ้าของเสียงโหวต แม้ดูเป็นการกล่าวหาหรือสาดโคลน แต่บางส่วนเป็นประโยชน์กับผู้มีสิทธิออกเสียง หลังเลือกตั้ง มีประชาชน มีคนหนุ่มสาว นักเรียนนักศึกษาออกมาชุมนุมประท้วงก็สามารถทำได้ โดยอยู่ในขอบเขตของกฎหมายที่ใช้บรรทัดฐานเดียวกัน สิ่งที่ควรจับตาอย่างเป็นสาระจากนี้ไปได้แก่ นายทรัมป์จะนำพาสหรัฐ “เลี้ยวขวา” อย่างเข้มข้นขนาดไหน และจะกระทบต่อดุลการเมือง การค้าระหว่างประเทศอย่างไร รวมถึงต่อประเทศไทย

