“ผมคิดแบบนี้นะ ปีหน้าเราก็ยังไม่เห็นพลังงานในราคาถูก ผมคิดว่าไม่ เพราะอะไร? เพราะต้องเข้าใจก่อนว่าตอนนี้กองทุนพลังงานติดลบมาก ราคาพลังงานต่ำมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะถ้าต่ำมากกว่านี้ส่วนต่างจะน้อย แล้วเขาจะดึงเงินกลับมาใช้กองทุนพลังงานไม่ได้…เราจะยังไม่เห็นราคาพลังงานถูกลงหรอก”
ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตราคาพลังงานพุ่งสูง เกิดความตึงเครียดไปทั่ว แต่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันกับประกาศปรับลดการผลิต แม้ประธานาธิบดีสหรัฐจะพึ่งเดินทางเยือนโลกอาหรับ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียไม่นาน คำถามคือเกิดอะไรขึ้น
มติชนออนไลน์ สนทนากับ ดร.ชุมพล อุ่นพัฒนาศิลป์ อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งเป็นนักวิชาการที่สนใจเรื่อง การเมืองและนโยบายพลังงาน (Energy Politics and Policy) วิเคราะห์ว่ามีการเมืองอะไรอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้หรือไม่ เราจะเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างไร จะกระทบกับไทยยังไง
- ทำไม OPEC+ ถึงลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีมิติการเมืองเบื้องหลังหรือไม่?
ต้องเข้าใจก่อนว่า โครงสร้างการซื้อขายพลังงานของโลกว่าแม้โอเปคจะลดกำลังการผลิต แต่มันไม่ได้ส่งผลกับระดับราคาขายปลีกทันที เพราะเป็นการซื้อขายระยะยาวไม่ใช่สัญญาระยะสั้น เวลาระดับราคาพลังงานลด ทำไมระดับราคาพลังงานของไทยไม่ลด บางครั้งก็ต้องไปพิจารณาสัญญาตรงนี้ว่าเขาซื้อขายกันที่ระดับราคาเท่าไหร่ ถามว่ากระทบไหมก็คงกระทบระยะสั้น เป็นประเด็นจิตวิทยาที่ราคาน้ำมันมันพลิกกลับไปกลับมาอยู่แล้ว
ถามว่าการลดการผลิตของกลุ่มโอเปคนั้นมีรัสเซียอยู่เบื้องหลังโดยใช้กรณีดังกล่าวเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศช่วงสงครามหรือไม่ มันก็มีการพูดคุยว่ารัสเซียมาพูดลับหลังให้โอเปคลดการผลิตน้ำมันลง
ต้องเข้าใจก่อนว่ารัสเซียเป็นพันธมิตรนอกกลุ่มโอเปค โดยกลุ่มโอเปคมีสมาชิกหลักอยู่ในประเทศอาหรับ แอฟริกา ลาตินอเมริกาบางส่วน แล้วก็กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันขนาดใหญ่ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก แต่เป็นพันธมิตรกันหลวมๆ อย่างรัสเซีย อินโดนีเซีย บรูไน เป็นต้น พวกนี้เขาพบปะกันเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเฉพาะรัสเซียกับซาอุดีอาระเบีย ตั้งแต่ปี 2017 รัสเซียกับกลุ่มโอเปคก็มีข้อตกลงว่าเราจะใกล้ชิดกันมากขึ้น จะตัดสินใจร่วมกันมากขึ้นในการกำหนดเพดานการผลิต การลดการผลิต หรือระดับราคา ในปี 2019 ปูตินก็พบกับมกุฎราชกุมารของซาอุฯเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการปรับลดการผลิตน้ำมัน นี่คือตัวอย่างว่าเขาก็เคยมีข้อตกลงลักษณะอย่างนี้
- OPEC+ ประกาศลดการผลิตน้ำมันลง 2 ล้านบาร์เรล/วัน ส่งผลราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่ง
- เตรียมจ่ายเพิ่ม! OPEC+ ลดกำลังผลิต 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เริ่มเดือนหน้า
- ซาอุฯเผยมะกันวอน OPEC+ ยืดเวลาปรับลดกำลังผลิตออกไป 1 เดือน
ถ้ามองในมิติการเมืองสำหรับผม ไม่น่าแปลกใจ เพราะกลุ่มโอเปค หากเรามองด้วยทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะมองว่าประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกกลางอย่าง ซาอุดีอาระเบียถือว่าเป็นมหาอำนาจขนาดกลาง เขาสามารถที่จะสร้างความสัมพันธ์ได้หลายหน้าอยู่แล้ว เขาไม่จำเป็นต้องผูกติดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจจะไม่ได้โปรอเมริกามากนัก แล้วสร้างความสัมพันธ์กับรัสเซียก็ได้ หรือล่าสุดคือฟื้นฟูความสัมพันธ์กับไทย มันคือเกมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ใช้พลังงาน ซึ่งก็ไม่ได้ถูกใช้เป็นอาวุธอย่างเดียว แต่มันก็ถูกใช้เป็นพลังงานการทูตก็ได้ ถามว่ารัสเซียมีส่วนทำให้โอเปคมีมติลดกำลังการผลิตหรือไม่ ผมคิดว่าเป็นไปได้แล้วก็เป็นไปได้สูงด้วย
ถ้าเราดูแหล่งสำรองน้ำมันของรัสเซียกับซาอุดีอาระเบียรวมกัน น่าจะได้สักครึ่งหนึ่งของแหล่งสำรองน้ำมันโลก เมื่อเขาเป็น 2 ประเทศที่ครอบครองน้ำมันมากขนาดนี้ ข้อตกลงแบบนี้มันก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก ส่วนจะกระทบมากหรือกระทบน้อยกับผู้บริโภค ก็อยู่ที่เรื่องของนโยบายการบริหารภายใน การจัดการกับผลกระทบที่เกิดจากการสะวิงของราคาน้ำมัน นี่แหละสำคัญ ถ้ามันเกิดการสะวิงมาก ก่อนหน้านี้เราก็จะเห็นเช่นม็อบรถบรรทุกประท้วง ถ้าสามารถจัดการได้ มันก็จะไม่ถูกทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง ในอดีตก็เคยมีมาแล้ว ถ้าจัดการไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องลาออกกันมาแล้ว ถ้าน้ำมันมันแพงหรือไฟมันไม่มี
- ซาอุดีอาระเบียก็มีบทบาทสำคัญในการ ผลักดันมติลดกำลังการผลิตน้ำมันครั้งนี้
ไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน แต่หากให้อธิบาย จุดนี้ซาอุดีอาระเบียก็เห็นช่องทางการสร้างความสัมพันธ์กับรัสเซีย ถ้าถามว่ารัสเซียมีอิทธิพลในการผลักดันข้อตกลงนี้ไหม ผมคิดว่ารัสเซียก็มี เพราะข้อตกลงนี้มันจะไปตอบโต้กับฝั่ง EU ที่จะพยายามกำหนดเพดานราคานำเข้าน้ำมัน EUนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเป็นหลัก เจ้ารองๆ ที่ EU นำเข้าน้ำมันคือสหรัฐอเมริกา แอฟริกาและตะวันออกกลางพวกนี้ แต่ว่าก้อนใหญ่ของน้ำมันนำเข้าคือรัสเซีย
EU ต้องการกำหนดราคานำเข้าเพื่อให้รายได้ของรัสเซียลด จะได้ไม่เอารายได้ตรงนี้ไปสนับสนุนการทำสงคราม แต่ผมคิดว่าตรงนี้เป็นตรรกะฉากหน้าที่สหภาพยุโรปพยายามอธิบาย ในฉากหลังที่ผมพยายามอ่านแนวคิดของ EU ผมคิดว่าเขาต้องการสร้างมาตรการนี้เพื่อกดดันกลุ่มธุรกิจ ให้กลุ่มธุรกิจไปต่อรองกับปูติน หรือรัฐบาลเครมลินมากกว่า เพราะกลุ่มธุรกิจของรัสเซียโดยเฉพาะ Gazprom หรือบริษัทใหญ่ๆ อย่าง Lukoil ก็เข้าไปลงทุนอุตสาหกรรมน้ำมันในยุโรปเยอะแยะมากมายเลย ขณะเดียวกันนักธุรกิจกิจการธนาคารก็เข้ามาลงทุนในกิจการน้ำมัน กิจการก๊าซธรรมชาติของรัสเซียเยอะมาก
พูดให้เป็นระบบก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับ EU มันมีมากกว่าฉากหน้าที่แค่ปูตินพยายามหัวร้อนต่อสู้กับยุโรป แล้วยุโรปก็ตอบโต้อะไรแบบนี้ ธุรกิจของทั้งสองฝ่ายมันมีความสัมพันธ์กัน เกี่ยวข้องกันแบบซับซ้อนมาก การพูดแค่เรื่องไปกดดันราคาเพื่อให้รัสเซียมีรายได้น้อยลง แต่ที่จริงแล้วผมคิดว่ามันเป็นเรื่องการสื่อสารกับนักธุรกิจว่าเฮ้ย “…มึงช่วยไปบอกนายมึงหน่อยหรือไปบอกประธานาธิบดีมึงหน่อย… ให้เพลาๆ ลงบ้าง…” ไม่อย่างนั้นมันก็พังกันหมด ธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมัน อุตสาหกรรมพลังงาน มันก็จะพังไปด้วยกัน แล้วต้องไม่ลืมว่าตัวธุรกิจที่รัสเซียไปลงทุนและมี Partner ใน EU หากมันพังทั้งหมด ระบอบปูตินเองก็จะพังทลายลงด้วย เพราะขาข้างหนึ่งของระบบปูตินต้องพึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่งรายได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันมันคิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากอุตสาหกรรมการส่งออกทั้งหมด คือมันเกินครึ่งหนึ่งมาจากอุตสาหกรรมน้ำมันนะ ลองคิดดูถ้าเครื่องจากตรงนี้พังไป เงิน 60% ของรายได้ทั้งหมดหายไป แล้วระบอบปูตินมันจะอยู่ได้ยังไง มันอยู่ไม่ได้แน่ๆ
- เทียบระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรปใครได้รับผลกระทบจากการเมืองพลังงานครั้งนี้มากกว่ากัน
ผมเรียกมันว่าการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของรัสเซียในวิกฤตสงคราม แน่นอนก็ต้องยุโรปอยู่แล้ว เพราะยุโรปมันพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียเป็นหลัก ไม่ต้องพูดถึงภูมิรัฐศาสตร์แบบนักเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเขาพูดกัน แต่พูดถึงโครงสร้างทางพลังงานที่มันเชื่อมต่อกันระหว่าง EU กับรัสเซีย ถ้าไปเสิร์ชในอินเตอร์เน็ต จะเห็นโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ส่งน้ำมันจากรัสเซียไปยุโรป จากรัสเซียไปเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ลงทะเลบอลติกและไปโผล่ที่เยอรมนี แล้วก็กระจายพลังนี้ออกไปในภูมิภาคยุโรป อีกเส้นนึงก็เป็นท่อที่ผ่านยูเครน ทะลุอีกหลายประเทศแล้วไปโผล่ที่เยอรมนีอีกเหมือนกัน
ผมให้สถิติเลยก็ได้ 10 ประเทศที่รัสเซียส่งออกพลังงานใดมากที่สุด อันดับ 1 คือจีน อันดับ 2 คือเนเธอร์แลนด์ 3.เยอรมัน 4.เกาหลี 5.ญี่ปุ่น 6.โปแลนด์ จากนั้นก็เป็นอิตาลี ตุรกี บัลแกเรีย จะเห็นว่าครึ่งหนึ่งของ 10 ประเทศที่รัสเซียส่งออกมากที่สุดก็อยู่ในยุโรป ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินนโยบายในช่วงวิกฤตสงครามแบบนี้ จึงกระทบกับยุโรปแน่ แล้วผมก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าหลังๆ มา ยุโรปกำหนดตัวเองว่าเป็นศัตรูคู่สงครามกับรัสเซียมากกว่ายูเครนด้วยซ้ำ โอเคเราอาจจะมองว่า EU ออกมาตรการเหล่านี้เพื่อหนุนหลังยูเครน แต่ผมคิดว่าถ้าเราดูตามหน้าสื่อ หลังๆ สื่อไม่ได้โฟกัสที่ปฏิกิริยาของยูเครนที่ตอบโต้กับรัสเซียเท่าไหร่แล้ว มันกลับไปโฟกัสกับปฏิกิริยาของ EU ที่มีต่อรัสเซียเป็นส่วนใหญ่ คล้ายกับ 2 อันนี้เป็นคู่สงครามแทนยูเครนกับรัสเซียไปแล้ว โอเคในภาพข่าว เราจะเห็นความเสียหายในยูเครน แต่ในเชิงนโยบายระหว่างประเทศ คู่ขัดแย้งมันกลายเป็น EU กับรัสเซียไปซะแล้ว
ส่วนอเมริกาผมคิดว่าไม่ได้เสียหายจากเกมการเมืองพลังงานครั้งนี้มากนัก เหตุผลที่ผมพูดแบบนี้ก็คือ อเมริกาอาจจะมาแสดงบทบาทหนุนยูเครน แต่พอยุโรปมีปัญหาในการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย อเมริกาก็กลายมาเป็นผู้ส่งออกสำคัญทางพลังงานมาที่ยุโรป พอก๊าซที่เยอรมนีถูกตัด อเมริกาก็กลายเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติสำคัญมายังยุโรป อเมริกาก็ได้ประโยชน์ตรงนี้ไป
อีกส่วนหนึ่งก๊าซธรรมชาติมันก็มาจากฝั่งทะเลกลุ่มประเทศนอร์ดิก สวีเดน นอร์เวย์ อะไรแบบนี้ ก็ต้องเร่งในการผลิตจากตรงนั้นเข้ามาเพื่อให้ประเทศในยุโรปได้ใช้
- ที่มีข่าวท่อส่งก๊าซของรัสเซียรั่วครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อ.มองเรื่องนี้ยังไง
อาจจะไม่เข้าใจข้อมูลเชิงลึกว่าเกิดจากอะไร แต่หากให้วิเคราะห์ เหตุการณ์นี้มันเชื่อมโยงไปกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ กรณีรัสเซียเผาก๊าซทิ้ง คือตัวเองออกมาตรการของตัวเองว่าจะระงับการส่งก๊าซไปให้ลูกค้าของตัวเองในยุโรป ทีนี้โดยธรรมชาติก๊าซเวลามันผลิตออกมาแล้วมันจะเก็บได้ระยะเวลาหนึ่ง ไม่ว่ามันจะเก็บในถังหรือในท่ออะไรก็ตามแต่ว่ามันจะระเหยออกได้ตลอดเวลา กระบวนการผลิตมันต้องดำเนินตลอด มันหยุดการผลิตไม่ได้ใช่ไหมครับ แล้วของที่มันเหลือในสต๊อกแบบนี้มันจะไปขายที่ไหน แล้วก็มีท่าทีไม่อยากจะขายให้กับลูกค้ารายใหญ่ มันก็เกิดการเผาก๊าซในช่วงหนึ่งที่มันมีข่าวออกมาจริงๆ แต่ครั้งนี้ท่อก๊าซระเบิดมันอาจจะเกิดจากสงครามหรืออะไรก็แล้วแต่ พูดแบบทฤษฎีสมคบคิดเลย แต่ 2 เหตุการณ์นี้มันทำให้เกิดการปล่อยก๊าซทิ้งไปตามธรรมชาติ

- กรณีนี้อาจารย์มองว่าเป็นเรื่องเชิงเทคนิคมากกว่าการเมือง
ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น ผมเข้าใจว่าก๊าซมันต้องปล่อยทิ้งแล้วแหละเพราะมันขายไม่ได้ แต่นี่คือสมมุติฐานจากการคาดเดาจาก 2 เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น ทั้งสองเหตุการณ์มันคือการเผาก๊าซทิ้ง อาจจะดูเรื่องเชิงการเมือง ทำขึ้นมาเพื่อทำร้ายปูติน ผมก็คิดว่าไม่ เพราะการเมืองภายในของปูตินค่อนข้างเฟิร์มมาก มันคงไม่มีใครมาลอบกัดปูตินด้วยการทำเรื่องแบบนี้ หรือจะเป็นการส่งกองกำลังจากยุโรปเข้ามาจัดการ ก็ยังเข้าใจไม่ได้มาก ถ้าเทียบกับเรื่องของก๊าซที่มันต้องปล่อยทิ้งไปก่อนเพราะมันผลิตมาแล้วอะไรแบบนั้น
- ปูตินใช้การเมืองเชิงพลังงานเป็นเครื่องมือมากน้อยแค่ไหน ตั้งแต่เขามีอำนาจ
อยากให้ภาพ เพื่อให้เข้าใจระบอบพลังงานของรัสเซียก่อน เรื่องแรกคือแนวคิดที่กำกับระบบพลังงานของรัสเซีย ตั้งแต่ปูตินเข้ามาครองอำนาจช่วงทศวรรษ 2000 ในเอกสารพลังงานของภาคราชการและรัฐบาล จะสะท้อนแนวคิดชาตินิยมทางพลังงานเสมอ เขาพูดเลยว่าความมั่นคงทางพลังงานรัสเซีย คือความมั่นคงของชาติ ความหมายคือเขาคิดว่าอำนาจอธิปไตย ความมั่นคงของประเทศ เท่ากับความมั่นคงด้านพลังงาน ถ้าคุณสูญเสียความมั่นคงทางพลังงานไป คุณจะสูญเสียอำนาจอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ แนวคิดแบบนี้จะไม่ค่อยปรากฏในประเทศที่มีเศรษฐกิจเสรีทางด้านพลังงาน ฐานคิดของแนวคิดนี้คือทรัพยากรพลังงานควรเป็นสมบัติของประเทศ ไม่ควรจะถูกดูแลบริหารจัดการโดยนักธุรกิจหรือบริษัทข้ามชาติ คนที่ควรดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่ดีที่สุดคือรัฐ
อีกอันที่โดดเด่นของแนวคิดนี้คือเกลียดกลัวนักลงทุนจากบรรษัทข้ามชาติ แนวคิดนี้เชื่อว่าบรรษัทข้ามชาติจะมาตักตวงผลประโยชน์ภายในประเทศไป ทำให้ตัวเองเสียอำนาจ ส่วนเสียผลประโยชน์ในการดูแลทรัพยากรภายในประเทศ ประธานาธิบดีปูตินเวลาแถลงกับสื่อเขาก็พูดตลอดว่าเขาเชื่อว่าอุตสาหกรรมพลังงานเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ประเทศต้องดูแลไม่ใช่ให้คนอื่นมาดูแล เหล่านี้คือสิ่งสะท้อนแนวคิดชาตินิยมทางพลังงาน
หากมาดูเรื่องเนื้อหาทางนโยบาย ก็จะเน้นการควบคุมโดยรัฐมาก ดูจากนโยบายก๊าซธรรมชาติ นโยบายน้ำมัน และนโยบายไฟฟ้า หน่วยงานหลักที่ดูแลก๊าซธรรมชาติในรัสเซีย คือ Gazprom ซึ่งเป็นอภิมหาบรรษัทข้ามชาติที่ร่ำรวยมาก มีอิทธิพลมาก
Gazprom ถูกแปรรูปไปแล้วในสมัยเยลซิล แต่ปูตินเอากลับมาหมดเลย หมายความว่าซื้อกลับ หรือบีบเอาหุ้นกลับมาหมดเลย ปัจจุบัน Gazprom ถือหุ้นโดยหน่วยงานภาครัฐประมาณ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วปล่อยให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นอยู่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ
ในบริษัทน้ำมันไม่ว่าจะเป็น Sibneft, Rosneft, Lukoil แม้ว่าจะแปรรูปไปแล้วบางส่วน ในสมัยปูตินก็มีการบังคับเทกโอเวอร์กลับมาบางส่วน แต่การตั้งบอร์ดบริหารเป็นการสั่งตรงมาจากเครมลิน คือรัฐบาลนั่นแหละเป็นคนจิ้มเลือกบอร์ดบริหารเอง แล้วบริษัทเหล่านี้คือบริษัทน้ำมันที่ใหญ่โตมาก ไปลงทุนน้ำมันในต่างประเทศเยอะแยะมากมาย
ส่วนไฟฟ้าจะถูกควบคุมโดยหน่วยงานที่เรียกว่า UESR ที่หุ้นโดยส่วนใหญ่ถือโดยภาครัฐ หาเอา 3 พลังงานมารวมกัน จะพบว่าการออกแบบนโยบายถูกควบคุมโดยรัฐทั้งสิ้นและอย่างเข้มข้นด้วย หรือไปดูภาคการผลิต รัฐก็ถือหุ้น 75% การขนส่งพวกเสาไฟหรือสายส่ง รักก็ถือหุ้น 50% และภาคกระจายไฟฟ้า อันนี้รัฐถือหุ้นน้อยกว่า 50% เป็นอุตสาหกรรมเดียวที่ยอมให้เอกชนมามีบทบาทมากกว่า เพราะมีหน้าที่แค่กระจายไฟฟ้าให้ครัวเรือนใช้ การควบคุมการผลิตจึงสำคัญหากควบคุมการผลิตได้ก็ควบคุมทั้งหมดได้ รัสเซียคิดแบบนั้น
อีกเรื่องที่สำคัญคือตัวแสดงที่ล้อมรอบนโยบายพลังงานของรัสเซีย แบ่งได้เป็น 6 กลุ่ม สำคัญมากในการกำกับระบบพลังงานในรัสเซีย
1.คือพวกสำนักประธานาธิบดี รับคำสั่งจากปูติน แล้วมาปฏิบัติ พวกนี้มีอิทธิพลมากในการล็อบบี้สภาพแวดล้อมต่างๆ ล็อบบี้ตัวแสดงอื่นๆ เช่นสั่งให้ Gazprom ไปซื้อหุ้นบริษัทนี้มาอย่างนี้เป็นต้น
2.กระทรวงที่มีบทบาทสำคัญในพลังงานรัสเซีย มี 3 กระทรวงหลัก กระทรวงแรกคือกระทรวงอุตสาหกรรมและพลังงาน มีหน้าที่วางแผน กระทรวงที่ 2 คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ คือดูแลทั้งทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน มีหน้าที่ให้ใบอนุญาตต่างๆ กระทรวงที่ 3 คือกระทรวงการต่างประเทศ อาจจะฟังดูไกลแต่มันเกี่ยวข้อง เพราะอุตสาหกรรมพลังงานรัสเซียไปลงทุนในต่างประเทศเยอะ โดยเฉพาะในยุโรป และหลังๆ มาปูตินเริ่มเบนไปทางแอฟริกาและเอเชียมากขึ้น
3.อีกกลุ่มคือรัฐสภาหรือสภาดูมาของรัสเซีย ตรงนี้จะมีกรรมาธิการกิจการพลังงาน
4.Gazprom บรรษัทพลังงานขนาดใหญ่ของรัสเซีย มีบทบาทสำคัญในการลงทุนผลิตก๊าซธรรมชาติ นักวิชาการบางคนวิเคราะห์ว่า Gazprom นี่แหละคือกลไกในการสร้างรายได้ค้ำจุนระบอบปูติน
5.บริษัทน้ำมันอย่าง Sibneft, Rosneft, Lukoil ก็เป็นกลไกในการไปลงทุนต่างประเทศเรื่องน้ำมันสร้างรายได้กลับมา
6.คือกลุ่มที่ปรึกษา คือกลุ่มที่รายล้อมปูตินอยู่ แบ่งเป็นกลุ่มเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พวกนี้เป็นกลุ่มนักกฎหมาย คอยดูว่าการผลักดันนโยบายพลังงานทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย อีกกลุ่มเป็นกลุ่ม KGB เก่า อย่างที่เรารู้กันว่าปูตินเคยเป็น KGB พวกนี้จะดูแลเรื่องความมั่นคง นักวิเคราะห์มองว่า ก็มีอิทธิพลเชิงความคิดกับปูตินโดยเฉพาะเรื่องพลังงาน มีความเป็นอนุรักษนิยมสูงมาก จึงโยงกับเรื่องที่ว่าปูตินมีความเป็นชาตินิยมทางพลังงานสูงมาก
นี่คือภาพรวมของโครงสร้างระบบพลังงานในรัสเซีย ถามว่าเขาใช้พลังงานเป็นเครื่องมือทางการเมืองบ่อยไหม ตอบว่าเขาใช้ตั้งแต่ขึ้นเป็นรักษาการประธานาธิบดีช่วงหนึ่งก่อนการเลือกตั้ง คือเขาใช้เรื่องพลังงานเป็นเครื่องมือทางการเมืองจัดการตั้งแต่การเมืองภายในจนถึงการเมืองระหว่างประเทศด้วย เขาใช้การเมืองเรื่องพลังงานจัดการคู่แข่งทางการเมืองตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นประธานาธิบดีเลย เขากำจัดคนคนหนึ่งที่ชื่อว่า มิคาอิล โคดอร์คอฟสกี ซึ่งเป็นเจ้าของ Lukoil ในตอนนั้น ซึ่งแสดงท่าทีว่าจะลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแข่งกับปูตินช่วงทศวรรษ 2000 ต้นๆ เขาวิพากษ์วิจารณ์ปูตินอย่างหนัก ปูตินก็กำลังจะลงเลือกตั้งสมัยแรก ท่าทีของ มิคาอิล โคดอร์คอฟสกี ก็จะลงทุนด้านพลังงานในตะวันตก ทำให้ปูตินซึ่งมีความเป็นชาตินิยมสูงไม่ชอบ มีการยัดข้อหาแล้วก็จับเขาติดคุก ผมคิดว่านี่คือรอบแรกเลยที่ปูตินใช้พลังงานในฐานะเป็นเครื่องมือจัดการทางการเมือง
หรืออย่าง อับราโมวิช อดีตเจ้าของสโมสรทีมฟุตบอลดังอังกฤษ ก็ถูกบีบให้ขายหุ้นบริษัทน้ำมันของตัวเองกลับคืนมาที่รัฐ ด้วยความกลัวตกลงจะเอายังไงกับปูติน จะเป็นศัตรู คู่แข่ง หรือจะเอายังไง ก็เลยถูกบีบให้ลดอำนาจในบริษัทน้ำมันของตัวเอง นี่ก็กรณีหนึ่ง
ในช่วงราคาพลังงานตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ปูตินก็ใช้ตรงนี้เป็นเครื่องมือ ใช้รายได้ที่เข้ามาสร้างความนิยมทางการเมือง ตัวอย่างง่ายๆ คือสมัยที่ 2 ของปูติน ตรงกับ Timeline พลังงานตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ช่วงนั้นรายได้ด้านพลังงานไหลเข้ามาที่รัฐบาลเยอะมาก ก็เอาตรงนี้ไปกระจายเป็นรายได้ให้กับชาวรัสเซีย เช่นหากท้องหรือมีลูกก็จะมีเงินจากรัฐเข้าไปช่วย มันมีงานวิจัยว่าช่วงสมัยที่ 2 ของรัฐบาลปูติน รายได้ของพลเมืองรัสเซียเพิ่มขึ้น 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีเงินในกระเป๋าคนก็แฮปปี้ถูกไหม นี่คือการใช้ประโยชน์จากพลังงานในการเมืองภายในประเทศ
- ในมิติการเมืองระหว่างประเทศ ปูตินใช้พลังงานในมิติที่เป็นทั้งอาวุธและการทูต
ปูตินใช้พลังงานในเชิงอาวุธอย่างไร เราเห็นบ่อยอย่างในยูเครน เราเห็นหลายรอบด้วยไม่ใช่รอบเดียว ถ้าผมจำไม่ผิดตั้งแต่สมัยเลือกตั้งประธานาธิบดี ปฏิวัติสีส้ม ที่ประธานาธิบดีฝั่งโปรตะวันตกขึ้นมา ปูตินก็ตอบโต้ด้วยการทวงค่าก๊าซ เพราะยูเครนเป็นหนี้ค่าก๊าซรัสเซียเยอะ ให้เอาค่าก๊าซมาจ่ายซะดีๆ ถ้าไม่จ่ายตามเวลาที่กำหนด ก็จะตัดก๊าซ ไม่ส่งให้ยูเครน ซึ่งก็ส่งผลกระทบไปที่ยุโรปด้วยเพราะท่อก๊าซมันเชื่อมไปที่ยุโรปด้วย พอถึงเส้นตายยูเครนก็ไม่มีเงินมาจ่าย
ปูตินก็เปิดโต๊ะเจรจา ต่อไปนี้ค่าก๊าซที่ส่งให้รัสเซียต้องสูงขึ้นและแพงขึ้น จะถูกแบบเดิมไม่ได้แล้ว เจรจากันนานมากต่างฝ่ายต่างไม่ยอม รัสเซียลงดาบด้วยการหยุดจ่ายก๊าซไป 3 วัน เป็น 3 วันที่กระทบหนักมากในยุโรป ยุโรปจึงเข้ามาคลี่คลายเรื่องนี้ไม่งั้นยุโรปพัง รอบนั้นจึงผ่านไปได้ด้วยดี
มากันที่สงครามไครเมียก็เป็นเรื่องพลังงาน เพราะพื้นที่ดังกล่าวก็มีก๊าซธรรมชาติ น้ำมันอยู่ใต้ดิน ก็พยายามมายึดครองพื้นที่ตรงนี้เพื่อครอบครองแหล่งพลังงาน ก็มีการวิเคราะห์ในมุมนี้
ปูตินใช้พลังงานในเชิงการพูดอย่างไร ตัวอย่างก็คือกับกลุ่มประเทศที่เคยเป็นสหภาพโซเวียตเดิม โดยเฉพาะกับประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวยด้านพลังงาน ประเทศในกลุ่มนี้รัสเซียส่งพลังงานให้โดยช่วยเหลือเรื่องราคา ส่งให้ในราคาถูกเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกัน แต่ในแง่หนึ่งก็คือทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพารัสเซีย ใช้การทูตอันนี้เพื่อครอบงำประเทศเหล่านี้ให้อยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่ากันด้านความมั่นคงทางพลังงาน
อีกอันคือตอนนี้รัสเซียมองไปที่แอฟริกาและรัสเซียเขาก็ใช้พลังงานในเชิงการทูตในบางระดับ ปูตินในสมัยแรกไม่เคยให้ความสนใจเรื่องพลังงานนิวเคลียร์เท่าไหร่ แต่พอมาสมัยที่ 2 และสมัยที่ 3 ปูตินเริ่มส่งออกพลังงานนิวเคลียร์ไปยังแอฟริกา มีการลงนามสนับสนุนไปสร้างเทคโนโลยีสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในแอฟริกาใต้หรืออียิปต์ หรือไปช่วยเหลือสร้างการขุดเจาะน้ำมันในประเทศแอฟริกาบางประเทศที่ไม่ค่อยพัฒนาด้านเทคโนโลยีมากนักเช่นประเทศแอลจีเรีย หรืออย่างในจีนอันนี้ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ว่าสองประเทศนี้พยายามสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น อย่างโครงการล่าสุดที่สะท้อนว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีมากๆ จนถึงขนาดสร้างท่อก๊าซเชื่อมระหว่างภูมิภาคไซบีเรียลากลงมาที่จีน นี่คือการผูกโยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไว้กับโครงสร้างพลังงาน
- รัสเซียกับอเมริกาถ้าเปรียบเทียบกัน ใครใช้นโยบายด้านพลังงานเป็นเครื่องมือการเมืองมากกว่ากันในปัจจุบัน
ถ้าในปัจจุบันโลกก็จับจ้องไปที่รัสเซียมากกว่า เพราะเรารัสเซียใช้มากกว่า แต่สหรัฐอเมริกาไม่ใช้เลยหรอ ก็ไม่นะ ถ้าไปดูตำราทางวิชาการที่อธิบายเรื่อง การเมืองเรื่องพลังงาน อเมริกาก็ใช้การเมืองเรื่องพลังงาน กับภูมิภาคลาตินอเมริกา เขาอาจจะใช้ทางตรงบ้างอ้อมบ้าง เท่าที่ผมอ่านมาคืออเมริกาไม่ได้ใช้การเมืองเรื่องพลังงานโดยตรงแต่ใช้ผ่านบรรษัทพลังงานข้ามชาติที่เป็นสัญชาติอเมริกา โอเค ในปัจจุบันเราอาจเห็นการเคลื่อนไหวด้านการเมืองพลังงานของรัสเซียบ่อย ผ่านสงคราม การความขัดแย้งที่รัสเซียมีกับยุโรป แต่ผมคิดว่าบทบาทของอเมริกาในการเมืองพลังงานโลกก็ไม่ได้ลดน้อยลงไป
คือเราอาจจะไม่ค่อยได้ยินว่าอเมริกาอยู่ในฐานะบทบาทมหาอำนาจด้านพลังงาน หรืออยู่ในสถานะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน คือไม่เคยมีการระบุว่า ตกลงแล้วอเมริกามีสถานะเท่ากับรัสเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ เท่ากลุ่มโอเปคหรือเปล่า คือมันยังไม่ค่อยเคลียร์เรื่องพวกนี้ บางเชื้อเพลิง อเมริกามีเยอะและส่งออกได้ เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หรือน้ำมัน ที่อเมริกาจะมีเยอะในรัฐเท็กซัส หรือในรัฐจอร์เจีย แต่เขาไม่เคยส่งออก พูดง่ายๆ คือกูมีนะ แต่กูไม่ส่งออก… คำอธิบายเรื่องนี้คืออเมริกาเขาสำรองน้ำมันไว้เพราะเป็นสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ แบบนี้แหละที่ทำให้อเมริกาไม่ถูกนิยามว่าเป็นผู้ส่งออกพลังงาน ถ้าเทียบกับรัสเซียหรือโอเปค พูดง่ายๆ คือ สถานะของอเมริกาไม่ถูกวิเคราะห์ในฐานะผู้ส่งออกพลังงานชัดเจน แต่วิกฤตพลังงานรอบนี้ โดยเฉพาะจากสงคราม เราได้เห็นท่าทีของอเมริกาชัดเจนว่าพร้อมจะส่งก๊าซธรรมชาติเข้าไปช่วยเหลือพันธมิตรก็คือยุโรป ขาดก๊าซธรรมชาติใช่ไหม…เดี๋ยวเราส่งไปทางเรือ แล้วก็ให้ยุโรปสร้างท่าเรือ เปิดท่าเรือใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเอาก๊าซจากเรืออเมริกากระจายไปในทวีปยุโรป นี่คือบทบาทแรก ครอบครองพลังงานจำนวนมาก แต่ใช้เพื่อสนับสนุนพันธมิตรของตัวเอง
โฟกัสอีกอันที่อเมริกามักจะถูกศึกษาคือพวกบรรษัทข้ามชาติ ที่เข้าไปลงทุน กระจายผลประโยชน์หรือแม้แต่สร้างการเมือง ที่ตัวเองไปลงทุน อีกอันคือเมื่ออเมริกาปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายพลังงานอะไร ทิศทางแบบนี้มักจะส่งผลกระทบให้เกิดข้อกังวล หรือเกิดคำถามตามมา กับระบอบพลังงานโลก พูดให้เห็นภาพ ยกตัวอย่างสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เปลี่ยนพลังงานภายในของประเทศ แบบหน้ามือเป็นหลังมือคือเรื่องถ่านหิน จากที่ก่อนหน้านี้บอกว่าจะลดการใช้ถ่านหินแล้วเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน แต่โดนัลด์ ทรัมป์บอกว่า ไม่จำเป็น ในเมื่ออุตสาหกรรมถ่านหินในประเทศเข้มแข็ง มีเยอะขนาดนี้ทำไมไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ นี่แหละที่ส่งผลกระทบกับระบอบพลังงาน ตอนนั้นอุตสาหกรรมถ่านหินเติบโต เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตพลังงานไฟฟ้า

- เหตุการณ์การลดกำลังการผลิตของโอเปคล่าสุด ไบเดน ก็เพิ่งจะบินไปซาอุฯ สะท้อนอเมริกาไม่มีอำนาจต่อรอง?
ผมคิดว่าเขาก็มีอำนาจต่อรองบางระดับนะ แต่บางเรื่องมันเป็นอำนาจการตัดสินใจของซาอุดีอาระเบียและพันธมิตร เรื่องนี้เขาไม่ยอม ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องต่อไปเรื่องอื่น เขาจะไม่ยอม เรื่องนี้เขายอมรัสเซียบ้าง เรื่องหน้าเขาก็ยอมอเมริกาบ้าง อันนี้คือลักษณะการพูดของประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง ผมมองแบบนี้ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าอเมริกาเขาเล่นเกมนี้อย่างจริงจังหรือเปล่า ที่ไปบอกว่าให้หยุดเถอะหยุดมาตรการลดกำลังการผลิต อเมริกาก็ยังนำเข้าน้ำมันอยู่ แม้เขาจะมีแหล่งสำรองน้ำมันในประเทศเยอะก็ตาม เขาอาจจะได้รับผลกระทบ แต่ก็ยังสามารถดึงน้ำมันในประเทศมาบรรเทาผลกระทบได้ ต่างจากประเทศที่ไม่มีน้ำมันเลย น้ำมันเป็น 0 อย่างญี่ปุ่น แทบจะตายอยู่แล้วตอนนี้ ภายใต้สงครามพลังงาน อย่างเกาหลีแบบนี้ จะแย่อยู่แล้ว น้ำมันแพงก๊าซแพงโยงไปถึงปลาแซลมอนเลยนะ
- การเมืองพลังงานในอนาคตของกลุ่มโอเปคพลัส จะรุนแรงมากกว่านี้ไหมในอนาคต
ข้อจำกัดของนักวิชาการสังคมศาสตร์จะรู้กันว่าเราคาดการณ์ไม่ค่อยได้ เราคาดการณ์อะไรก็จะผิดไปซะทุกอย่าง (หัวเราะ) เรามีพลังในการวิเคราะห์ย้อนกลับ แล้วก็ถอดบทเรียน ถามว่ามันจะรุนแรงไปกว่านี้ไหม ผมคิดแบบนี้ ลองดูจากที่ผ่านมา คือผมคิดว่ารัสเซียเขาแตกหักในบางด้าน แต่เขาก็จะไม่แตกหักในบางด้าน หมายความว่า คือเราก็ไม่คาดคิดว่ารัสเซียจะส่งกองกำลังเข้าไปในยูเครน แต่เขาก็ทำ อันนี้คือเขาแตกหักบางด้าน ผมไม่รู้ว่าเราจะเรียกด้านนี้ว่าอะไร อาจเรียกว่าด้านการทำสงครามทางตรงก็ได้ ใช้กองทัพเพื่อข่มขู่ผู้ที่ท้าทายให้เกิดความเกรงกลัว เกิดการแตกหัก แต่สภาวะความตึงเครียดทางพลังงานที่รัสเซียพยายามก่อตลอดเวลาในยุโรป ผมคิดว่ารัสเซียไม่ยอมแตกหักง่ายๆ หรอก อย่างที่ผมบอกภาคธุรกิจที่มันผูกโยงกันอยู่
2 คือ จากประสบการณ์ที่ผ่านมารอบแรกที่มีปัญหากับยูเครน รัสเซียตัดท่อก๊าซไม่ส่งออกไป แต่สุดท้ายก็ต้องยอมเจรจา แล้วรัสเซียเป็นคนยอมเปิดโต๊ะเจรจาเอง แล้วก็ยอมแบบ ไม่ต้องคืนเงินก็ได้ ขอขึ้นราคาก็ได้ พอยูเครนไม่ยอมก็ตัดท่อไป 3 วัน สุดท้ายก็กลับมา ด้านนี้รัสเซียอาจจะไม่ยอมแตกหัก หรือล่าสุดที่ตอบโต้กับ EU ว่าใครจะซื้อน้ำมันจากรัสเซียต้องซื้อเป็นเงินรูเบิล แต่ผลสุดท้ายปลายทางก็ยอม ไม่จำเป็นต้องจ่ายเป็นรูเบิลก็ได้ จ่ายเป็นเงินตราอื่นๆ ก็ได้ 2 เคสนี้สะท้อนว่าปูตินอาจจะไม่ยอมแตกหักกับความตึงเครียดสงครามด้านพลังงาน เดี๋ยวเราลองจับตาดูเรื่องอียูพยายามจำกัดเพดานราคานำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย แล้วรัสเซียจะว่าอย่างไร
ผมคิดว่าอุตสาหกรรมพลังงานมันมีความน่าสนใจ คือตลาดมันไม่ได้มีอำนาจอยู่ในมือของผู้ขายอย่างเดียว แต่มันมีอำนาจอยู่ในมือของผู้ซื้อด้วย พลังงานมันผลิตแล้วมันต้องขาย มันเก็บไว้ไม่ได้นาน มันไม่ใช่สินค้าเทคโนโลยี สินค้าพลังงานมันเสื่อมสภาพได้ง่าย โอเคในเบื้องต้นตลาดมันอยู่ในมือผู้ผลิตก็จริง เพราะคุณมีอำนาจในการผลิต แต่มันก็มีอำนาจอยู่ในมือของผู้ซื้อด้วยเพราะคุณไม่ใช่ผู้ผลิตคนเดียว รัสเซียไม่ได้ผลิตคนเดียวเขาซื้อจากที่อื่นด้วยก็ได้
- ถ้าสงครามรัสเซียบุกยูเครนจบ ความตึงเครียดด้านพลังงานโลกจะจบใช่ไหม
ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์พลังงานโลก ภาวะความตึงเครียดด้านพลังงานโลกมันเกิดขึ้นเสมอนะครับ ผมนั่งคิดเล่นๆ นะ ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ผมเคยนั่งเรียง Timeline แล้วพบว่ามันเกิดขึ้นทุกๆ 5 ถึง 7 ปี อย่างทศวรรษ 1970 มันเกิดวิกฤตพลังงานที่ตะวันออกกลาง เกิดสงคราม เกิดการปฏิวัติในอิหร่าน เกิดถี่มากจนราคาน้ำมันพุ่งสูงมหาศาล แล้วมันก็ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตพลังงานทั่วโลกเลย แล้วหลังจากนั้นมามันก็เกิดทุก 5-7 ปี หรือไม่เกิน 10 ปี ล่าสุดก็คือสงครามรัสเซียบุกยูเครนนี่เอง ส่วนใหญ่สมรภูมิจะอยู่ตะวันออกกลาง แต่ตอนนี้อยู่ที่ยุโรปตะวันออก
- แต่รอบนี้ตะวันออกกลางก็เข้าไปเล่นด้วย
ใช่ ผมถึงมองว่ามันเป็นการทูตหลายหน้าของมหาอำนาจขนาดกลาง นี่มันจะเพิ่มบทบาทและความสำคัญของตัวเองมากขึ้น ถามว่าแล้วทำไมจะไม่ดีลกับรัสเซีย เพราะถ้าดีลกับรัสเซียได้ 2 ส่วนนี้ก็เท่ากับครอบครองแหล่งพลังงานสำคัญครึ่งหนึ่งของโลก
- ถ้าถามว่าตอนนี้ใครมีอำนาจต่อรองด้านพลังงานสูงสุดในโลก
ผมตอบไม่ได้ แต่ถ้าตอบแบบชาวบ้านเข้าใจเลยนะ การเมืองพลังงานมันมีคำสองคำ ถ้าจะพูดว่าใครคือมหาอำนาจพลังงาน คำแรกคือ “ผู้ผลิตพลังงานที่สำคัญ” กลับอีกคำคือ “มหาอำนาจทางพลังงาน” สองคำนี้ต่างกัน ผู้ผลิตพลังงานสำคัญ ก็คือคุณอาจจะมีพลังงานสำรองในมือมาก ส่วนมหาอำนาจทางพลังงาน คือคุณไม่ใช่แค่ครอบครองปริมาณสำรองทางพลังงานจำนวนมาก แต่คุณจะมีอิทธิพลในการกำหนดระบอบพลังงานโลก ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลในการกำหนดระดับราคา หรือมีอิทธิพลต่อนโยบายในระบอบพลังงานโลก มีอิทธิพลต่อแนวปฏิบัติเช่นการบริโภคพลังงานระดับโลก ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นในกลุ่มโอเปค ทุกประเทศไม่ได้เป็นมหาอำนาจทางพลังงานทั้งหมดนะ ประเทศเล็กอย่างยูเออี เขาก็เป็นแค่ผู้ผลิตพลังงานสำคัญ แต่ไม่ใช่มหาอำนาจ ถ้าเราจะพอนิยามว่าใครคือมหาอำนาจทางพลังงานของโอเปค ก็คือซาอุดีอาระเบีย เพราะเขาแสดงบทบาทเด่นชัดมาก เวลาจะลดการผลิตหรือเพิ่มการผลิตทุกคนต้องพุ่งเป้าไปที่ท่าทีของซาอุดีอาระเบีย
ผมจินตนาการต่อไปอีก ในอนาคต ใครจะมาเป็นมหาอำนาจพลังงานโลกได้อีก ในอนาคตตัววัดว่าใครจะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางพลังงานโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานสำรองที่ตัวเองมีอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับใครพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานบางตัวได้เร็วกว่า และครอบครององค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานในบางด้านได้ดีกว่า ตัวอย่างเช่น ใครครอบครอง ใครคิดค้น ใครประดิษฐ์ แบตเตอรี่ที่มันเก็บพลังงานได้นาน สามารถรีชาร์จตัวเองได้ มันไม่หมดเร็ว ได้ก่อน ผมคิดว่าเขาจะทำมาตรฐานพัฒนาตัวเองเป็นมหาอำนาจทางพลังงานโลกได้ ตำราดีเบตทางวิชาการพลังงานปัจจุบันเขาไม่ได้ดูว่าใครมีปริมาณพลังงานสำรองมากแล้ว เขาดูว่าใครสามารถผลิตพลังงานในรูปแบบใหม่ๆ ได้มากกว่า ตัวอย่างเช่นพลังงานไฮโดรเจน เอาน้ำเปล่าที่เราดื่มมาสกัดเป็นพลังงาน โอเคมันยังไม่เสถียรมากพอ แต่มันกำลังพัฒนาต่อไป ใครครอบครองเทคโนโลยีตัวนี้ได้ก่อน ผมว่าเขาจะสามารถสถาปนาเป็นมหาอำนาจทางพลังงานได้
ใครครอบครองแบตเตอรี่ใกล้ก่อน สามารถผลิตแบตเตอรี่ที่ดี ทนทาน ไม่แพง คุณจะสามารถสถาปนาตัวเองเป็นมหาอำนาจทางพลังงานได้ พอถึงจุดนั้นมันไม่สนใจแล้วว่าประเทศไหนจะมีปริมาณพลังงานสำรองมากน้อยแค่ไหน เพราะเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอะไรคุณแล้ว ผมคิดว่าตัวตัดในอนาคตข้างหน้าอยู่ตรงนี้
การคิดเปลี่ยนเรื่องเทคโนโลยี มันเปลี่ยนเรื่องการเมืองพลังงานไปด้วย ถ้าคุณยังคิดเรื่องพลังงานสำรองแบบเดิม ก็จะอ่านเกมการต่อสู้ในการเมืองพลังงานของมหาอำนาจที่ครอบครองพลังงานแบบเดิม กับคนที่ไม่มีพลังงาน แต่ถ้าเปลี่ยนมาคิดที่ว่าใครครอบครองเทคโนโลยี มันจะไม่ได้มองตัวแสดงมหาอำนาจแบบเดิม

- ถามแบบชาวบ้านถาม มีโอกาสน้ำมันจะกลับมาเป็นปกติไหมภายในปี หรือ 2 ปีนี้
ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมเกิดในยุคน้ำมันลิตรละ 10 บาทกว่าๆ ในปัจจุบันน้ำมันอยู่ระหว่างลิตรละ 30 ถึง 50 บาท น้ำมันไม่เคยลดลงเลยนะ ตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบัน น้ำมันไม่เคยลดลงเลย มันแค่ถูกลงมาบ้างในบางช่วงเวลา แล้วมันก็ขึ้นไปขึ้นไปขึ้นไป
คือปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศมันมีผลกับราคาพลังงานในระยะสั้น แต่ปัจจัยหลักที่จะทำให้น้ำมันกลับมาเป็นเหมือนเดิมหรือไม่เหมือนเดิม มันคือปัจจัยเรื่องนโยบายภายใน เช่นนโยบายภาษีนำเข้า นโยบายจัดการกับผลกระทบเรื่องราคา คือน้ำมันจะแพงขนาดไหนก็ได้แต่บางประเทศก็ยังบริโภคราคาน้ำมันเท่าเดิม เช่นบรูไน หรือมาเลเซีย โลกจะแพงแต่คนของเขาก็ยังใช้ราคาระดับพลังงานเท่าเดิม พวกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศ แต่เกิดจากปัจจัยภายใน ผมเปรียบเทียบแบบนี้คนก็จะบอกว่าผมเปรียบเทียบแบบผิดฝาผิดตัวไปเทียบกับประเทศที่ร่ำรวยพลังงานได้ยังไง ประเทศไทยไม่ได้ร่ำรวยพลังงานประเทศไทยต้องนำเข้า แต่อย่างนั้นก็ตาม กลไกหลักที่จะดูดซับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่กระทบภายใน มันก็คือนโยบาย คือถ้าคุณบริหารนโยบายได้ดี น้ำมันก็อาจจะกลับมาเป็นปกติได้ แต่ถ้าคุณบริหารนโยบายภายในไม่ดี น้ำมันมันก็กลับมาเป็นปกติไม่ได้ มันก็จะมีแต่แพงๆๆๆๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ
ทีนี้ มากกว่าน้ำมันกลับมาเป็นปกติ คือค่าก๊าซจะกลับมาเป็นปกติได้ไหม ค่า FT ไฟฟ้า ก็แพงกระโดดพุ่งขึ้นมา สำคัญกว่านั้นคือการบริหารนโยบายพลังงานภายในต่างหาก ที่ผมคิดว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวยพลังงานอย่างประเทศไทย คุณจะบริหารนโยบายพลังงานอย่างไรเพื่อประคับประคองและลดผลกระทบจากการสวิงขึ้นสวิงลงของราคาพลังงานในตลาดโลก บางคนอาจจะเถียงผมว่าไปพูดแบบนั้นได้ไงนั่นมันปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่เราสามารถควบคุมปัจจัยภายในได้ เช่นคุณกระจายแหล่งนำเข้าเชื้อเพลิงหรือพลังงานได้หลากหลายหรือยัง คุณวางสัญญาการซื้อขายได้ดี ได้รอบคอบ หรือยัง คุณสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีกับประเทศที่คุณไปนำเข้าพลังงานได้ดีพอหรือยัง
การคืนดีกับซาอุดีอาระเบียที่ผ่านมาของประเทศไทย เป็นเรื่องราวที่ใหญ่โตมากในทางการทูต แต่ในทางการเมืองพลังงานเรื่องนี้ไม่ได้ถูกพูดถึงเท่าไหร่นัก แต่ผมขอพูดหน่อยว่านี่คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ไทยมากขึ้น และคาดการณ์ได้มากขึ้น เมื่อคุณคาดการณ์ได้ดีมากขึ้น มันจะส่งผลกับการบริหารจัดการนโยบายภายในของคุณได้ดีขึ้น
ความกังวลของผมที่มีมากในช่วงนี้คือการใช้กองทุนน้ำมัน กองทุนทางพลังงานต่างๆ ช่วงที่ผ่านมา การดึงกองทุนทางพลังงานจำนวนมากมาใช้ จนกองทุนพลังงานติดลบ ซึ่งการติดลบของกองทุนเท่ากับคุณต้องหาเงินมาใช้หนี้นะ คือตอนนี้คุณลดค่าก๊าซในช่วงโควิด ลดค่าไฟฟ้าในช่วงโควิด ตรึงราคาน้ำมันเอาไว้ พวกนี้ต้องควักเงินจากกองทุนมาใช้ แต่ก่อนที่คุณจะดึงเงินจากกองทุนมาใช้ คุณต้องไปขอให้ ปตท. กฟผ. ช่วยควักเงินของตัวเองมาตรึงราคาก่อน แล้วรัฐบาลค่อยโอนเงินจากกองทุน ไปให้กับ ปตท. ไปให้กับ กฟผ.อีกที แล้วตอนนี้มันติดลบ นั่นเท่ากับว่า เงินในกองทุนไม่มี รัฐบาลเป็นหนี้ ปตท.กับ กฟผ.อยู่ นั่นเท่ากับว่าถ้าเกิดคุณไม่รีบหาเงินมาเติมเข้ากองทุน ก็คือมันก็จะพัง กฟผ.กับ ปตท. แม้จะมีรายได้มากแต่คุณก็ต้องแบกรับหนี้ก้อนนี้ ซึ่งผมคิดว่า ระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงาน เปราะบางและเสี่ยงกว่าความมั่นคงทางพลังงาน ที่ถามว่าความมั่นคงทางพลังงานเสี่ยงไหมผมคิดว่าไม่เท่าไหร่
เทคโนแครต คนใน กฟผ.หรือใน ปตท. พวกนี้เป็นคนเก่งกระจายความเสี่ยง วางแผนบริหารจัดการนโยบายได้ดี แต่ไอ้ความเสี่ยงจริงคือตรงนี้นี่แหละ เรื่องกองทุน เรื่องการจัดการหนี้สินของกองทุนที่ไปผูกโยงกับบริษัทพลังงาน นี่คือสภาวะที่เราเจออยู่ตอนนี้และน่ากลัว
- ปีนี้กับปีหน้าอะไรน่ากลัวกว่ากัน ปีหน้าจะได้เห็นน้ำมันถูกลงไหม
ผมตอบไม่ได้ ผมคาดการณ์ไม่ได้ ผมคิดแบบนี้นะ ปีหน้าเราก็ยังไม่เห็นพลังงานในราคาถูก ผมคิดว่าไม่อ่ะ คิดว่าไม่ เพราะอะไร เพราะคุณต้องเข้าใจก่อนว่าตอนนี้กองทุนพลังงานติดลบมาก ราคาพลังงานต่ำมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะถ้าต่ำมากกว่านี้ส่วนต่างจะน้อย แล้วเขาจะดึงเงินกลับมาใช้กองทุนพลังงานไม่ได้ ผมอาจจะผิดก็ได้นะ แต่เราจะยังไม่เห็นราคาพลังงานถูกลงหรอก

