การเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คือ จุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ประชาธิปไตยของไทย ปีนี้จึงเป็นระยะเวลาที่ความพยายามในการสร้างระบอบประชาธิปไตยเดินทางมาเป็นระยะถึง 90 ปี … เป็น 90 ปีที่ประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลานไปกับความผันผวนที่ไม่เคยสิ้นสุดในการเมืองไทย โดยเฉพาะความผันผวนที่เกิดจากการรัฐประหารของผู้นำทหารฝ่ายขวา
ในการเดินทางเช่นนี้ ฝ่ายประชาธิปไตยได้สร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมือง ซึ่งแม้ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องราวของเหตุการณ์ในอดีต แต่กระนั้นก็ปฎิเสธถึงนัยของเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเหล่านี้กับสังคมไทยในยุคปัจจุบันไม่ได้
ดังจะเห็นได้ว่า ในปี 2565 จะเป็นวาระครบรอบ “49 ปี” เหตุการณ์การลุกขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 … “46 ปี” การปราบปรามทางการเมืองครั้งใหญ่ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 … “30 ปี” การลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยอีกครั้งในวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2535 … “22 ปี” การต่อสู้ของ “คนเสื้อแดง” ในปี 2553 ที่แม้ไปผูกโยงกับนักการเมืองบางคน แต่อย่างน้อย “ขบวนคนเสื้อแดง” เป็นภาพสะท้อนถึง “การเมืองของชนชั้นล่างจากชนบท” ที่มาพร้อมกับข้อเรียกร้องในการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชาติอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้คือ 5 เหตุการณ์ใหญ่สำหรับจัด “นิทรรศการประชาธิปไตย” ที่มีในแต่ละปี
แต่ถ้าสมมติฝ่ายอนุรักษนิยมขวาจัดสายนิยมรัฐประหาร อยากจะจัดงานเฉลิมฉลองการยึดอำนาจในไทยแล้ว พวกเขาอาจจะต้องทำงานอย่างหนัก เนื่องจาก “นิทรรศการการรัฐประหาร” ในสังคมการเมืองไทยจะต้องจัดอย่างต่อเนื่อง เพราะการยึดอำนาจเกิดขึ้นหลายครั้ง
หากเราลองนับจำนวนรวมของการรัฐประหารไทยแล้ว เราอาจจะตกใจที่พบว่า สังคมการเมืองไทยมี “รัฐประหารที่สำเร็จ” เป็นจำนวนมากถึง 13 ครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งยังมีรัฐประหารที่ล้มเหลว ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น “กบฏ” อีกราว 10 ครั้ง จนทำให้รัฐประหารกลายเป็น “ซิกเนเจอร์” ในทางการเมืองของสังคมไทยไปแล้ว แม้ในปี 2565 สังคมไทยก็ยังคงวนเวียนอยู่กับ “ข่าวลือรัฐประหาร” ขณะที่ข่าวชุดนี้ในปัจจุบันได้หายไปจากการเมืองในเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แล้ว จะเหลืออยู่ก็แต่เพียงรัฐประหารและความรุนแรงในเมียนมาที่ยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อใด
สิ่งเหล่านี้เป็นคำเตือนว่า 90 ปี หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว สังคมการเมืองไทยยังเสมือนเราเดินวนเวียนอยู่ใน “เขาวงกตแห่งการรัฐประหาร” และยังหาทางออกไม่ได้ ซึ่งหากนับรวมรัฐประหารสำเร็จและล้มเหลวทั้งหมดแล้ว ไทยจะมีรัฐประหาร 23 ครั้งในช่วง 90 ปี หรือเกิดรัฐประหาร 1 ครั้งทุก 3.9 ปี … ส่วนรัฐประหารที่สำเร็จ 13 ครั้งในรอบ 90 ปี หรือมีรัฐประหารสำเร็จ 1 ครั้งทุก 6.9 ปี
ในอีกด้านของช่วงเวลา 90 ปี กองทัพก็พ่ายแพ้การลุกขึ้นสู้ของประชาชนถึง 2 ครั้ง ซึ่งเราอาจจะเรียกด้วยภาษาทางรัฐศาสตร์ว่าเกิด “กรุงเทพสปริง” ในปี 2516 และ 2535 แม้จะต้องยอมรับว่า ฤดูใบไม้ผลิทางการเมืองที่กรุงเทพไม่ยั่งยืน หรือชัยชนะจากการลุกขึ้นของประชาชนคิดเป็นอัตราเฉลี่ย 1 ครั้งทุก 45 ปี … แม้จะเป็นอัตราเฉลี่ยที่ชวนหดหู่ใจในทางการเมือง แต่ก็มีวันเวลาที่ประชาชนชนะ ไม่ใช่มีแต่ทหารชนะด้วยรัฐประหาร
ฤดูใบไม้ผลิทางการเมืองหรือ “โพลิติคอลสปริง” ครั้งแรกในปี 2516 มีอายุเพียง 3 ปี และตามมาด้วยการปราบปรามทางการเมืองครั้งใหญ่ในปี 2519 แต่ก็ตามมาด้วยการขยายตัวของสงครามคอมมิวนิสต์ในไทย จนสุดท้าย สงครามกลายเป็น “ปัจจัยบังคับด้านกลับ” ให้ชนชั้นนำ ผู้นำทหารสายเหยี่ยว และกลุ่มการเมืองปีกขวาจัดต้องยอมรับการเมืองแบบประชาธิปไตย และไม่ตั้งตนเป็น “ศัตรูประชาธิปไตย” อย่างโจ่งแจ้ง
ความสูญเสียในปี 2519 จึงไม่ใช่ “ความสูญเปล่าทางการเมือง” แต่อย่างใด เพราะสุดท้ายแล้ว ผลที่เกิดขึ้นกลับนำไปสู่การปรับตัวทางการเมืองชุดใหญ่ คือ เกิดความพยายามที่จะปรับยุทธศาสตร์การเมือง-การทหาร เพื่อยุติสงครามคอมมิวนิสต์ภายใน และยอมรับว่าประชาธิปไตยไม่ได้เป็น “ภัยคุกคาม” ต่อผลประโยชน์ของฝ่ายอนุรักษนิยมเช่นในอดีต ปีกขวาโดยเฉพาะชนชั้นนำและผู้นำทหารยอมรับว่า ระบอบรัฐประหารคือ เส้นทางของการ “สิ้นชาติ” และระบอบประชาธิปไตยจะช่วย “รักษาชาติ” ไม่ให้ไทยกลายเป็น “โดมิโนตัวที่ 4” เช่นที่เห็นถึงการล่มสลายของรัฐฝ่ายขวาในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา มาแล้วในปี 2518
ฤดูใบไม้ผลิครั้งที่ 2 ทำท่าจะยืนยาว เพราะได้กระแสโลกาภิวัตน์จากภายนอกเข้ามาเป็นปัจจัยสนับสนุน หรือเป็นช่วงเวลาที่กระแส “ประชาธิปไตยคลื่นลูกที่สาม” ตามทฤษฎีทางรัฐศาสตร์พัดไปทุกมุมโลก รวมทั้งพัดเข้าสู่สังคมไทยด้วย ความฝันใหญ่หลังการมาของฤดูใบไม้ผลิในปี 2535 คือ รัฐประหาร 2534 น่าจะเป็น “รัฐประหารไทยครั้งสุดท้าย” แต่แล้วกระแสลมประชาธิปไตยพัดอยู่เพียง 14 ปี ลมรัฐประหารก็พัดหวนกลับมาสู่การเมืองไทยอีกครั้งในปี 2549 และยังมาซ้ำอีกครั้งในปี 2557 … ไม่น่าเชื่อว่า เรามีรัฐประหารถึง 2 ครั้งในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี และในช่วงเวลาของสองรัฐประหารนี้ มีการปราบปรามใหญ่ทางการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้งที่กรุงเทพในปี 2553 ซึ่งเป็นความรุนแรงชุดใหญ่ของการเมืองยุคปัจจุบัน
วันนี้อาจ “ไม่มีเงื่อนไขสงครามใหญ่” ฝ่ายขวาจัดจึงไม่กลัวภัยคุกคามของสงคราม และดำเนินการทางการเมืองโดยไม่ต้องคิดถึงผลด้านกลับ เช่น การปราบปรามคนรุ่นใหม่ที่เห็นต่างทางการเมืองด้วยมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้น ความพยายามเหนี่ยวรั้งกระแสประชาธิปไตยด้วยวิธีการต่างๆนานา โดยเฉพาะการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อสร้าง “ระบอบกึ่งประชาธิปไตย” และใช้การแต่งตั้ง “ผู้ตรวจสอบ” ขององค์กรอิสระเพื่อให้ผู้นำทหารอยู่ในอำนาจได้ต่อเนื่องอย่างยาวนานในการเมืองไทย
แต่กระนั้น การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังคงดำเนินต่อไป และในเดือน “ตุลาประชาธิปไตย” เช่นนี้ช่วยเตือนใจว่า เราเคยมีฤดูใบไม้ผลิที่กรุงเทพ 2 ครั้งแล้ว และเฝ้ารอว่าฤดูใบไม้ผลิครั้งที่สามของไทยจะมาเมื่อไหร่ … แม้จะมีบางคนหลับฝันดีถึงรัฐประหารครั้งที่ 14 แต่การต่อต้านรัฐบาลทหารในเมียนน่าจะมาเป็น “มรณานุสติ” อย่างดีให้แก่นักรัฐประหารไทย !

