‘ไอติม’ ปาฐกถา ’14 ตุลาฯ ชัยชนะลวงตา’ คนรุ่นใหม่ไม่ได้ถอดแบบ แต่เหมือนบนความต่าง ชวนจินตนาการมุมกลับ ‘ถ้าไม่เกิด?’
เมื่อเวลา 11.00 น. เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ห้องประชุม 14 ตุลา หลังอนุสรณ์ 14 ตุลา มีการจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ประจำปี 2565 โดย นางรสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวแนะนำ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายพรรคก้าวไกล (ก.ก.)
ก่อนเวลา 11.24 น. นายพริษฐ์ เริ่มกล่าวปาฐกถา 14 ตุลาประจำปี 2565 ในหัวข้อ “14 ตุลา 16 ปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์สังคมไทยได้แค่ไหน”
นายพริษฐ์กล่าวว่า สำหรับทุกๆ เหตุการณ์ทางการเมืองที่มีผู้สูญเสีย การระลึกถึงและการคืนความเป็นธรรมนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่การระลึกถึงและการคืนความเป็นธรรมนั้น ก็ควรจะมาควบคู่กับการพยายามถอดบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ความสูญเสียดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในอนาคต
ตนยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ท้าทายเสมอสำหรับการที่ได้รับโจทย์ให้พูดถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีต โดยเฉพาะเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่เวลาก็ผ่านมาแล้ว 49 ปี ความท้าทายนี้ไม่เพียงแต่ตนไม่ใช่ผู้ที่อยู่ร่วมสมัยในเหตุการณ์ ที่ไม่ได้เห็นมากับตา หรือได้ยินมากับหู จนสามารถเล่าต่อถ่ายทอดได้อย่างมันใจ แต่ความท้าทายในที่นี้ คือส่วนหนึ่งเหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่ถูกพูดถึงและตีความแตกต่างหลากหลายโดยคนแต่ละกลุ่ม ซึ่งตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ระหว่างคนที่เกิดก่อนและหลังจากตน มักจะมีมุมมองต่อเหตุการณ์นี้ต่างกันไป
“ในมุมหนึ่ง 14 ตุลาฯ ถูกมองโดยคนรุ่นก่อนว่าเป็นชัยชนะของคนรุ่นก่อน ว่าเป็นชัยชนะที่สำคัญของประชาชน สร้างคุณูปการทางการเมืองไทย และคนรุ่นถัดไป ในเมื่อ 14 ตุลา นับเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดการลุกฮือของประชาชน จบลงด้วยความสำเร็จในการปิดฉากรัฐบาลเผด็จการที่ครองอำนาจมากว่า 10 ปี ในเมื่อ 14 ตุลาฯ เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่สามารถหลอมรวมประชาชนหลากหลายกลุ่ม และวัย เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายที่มีร่วมกัน และ 14 ตุลาฯ ก็เป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ค่อนข้างมีความเป็นประชาธิปไตย หากเทียบกับหลายร่าง ณ เวลานั้น
แต่ในอีกมุมหนึ่ง เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ถูกมองโดยคนรุ่นหลังว่าเป็นชัยชนะที่ลวงตา ไม่อาจนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ยังยืนได้ เพราะแม้ 14 ตุลาฯ จะได้ขจัดระบอบ 3 ทรราชออกไป แต่ก็ยังไม่สามารถขจัดอิทธิพลของกองทัพที่เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง แม้ 14 ตุลาฯ จะทำให้เราได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กลับมีอายุแค่ 2 ปี แม้ 14 ตุลาฯ จะทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนเบ่งบาน แต่ความรุนแรงจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็เปรียบเสมือนการล้างไพ่ประชาธิปไตยไทย ให้กลับไปสู่จุดเดิม หรือแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ 14 ตุลาฯ จึงเป็นทั้งเหตุการณ์ชัยชนะของคนรุ่นหนึ่ง แต่ก็เป็นชัยชนะที่ลวงตาของคนอีกรุ่น” นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าการที่คนมีมุมมองความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เช่น เหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ หรือค่านิยมที่ต่างกัน เป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจในบริบทของโลกยุคปัจจุบัน ยิ่งโลกหมุนเร็วเท่าไหร่ ประสบการณ์ของคนแต่ละรุ่นก็จะยิ่งแตกต่างห่างเหินกัน เหมือนกับการเติบโตในโลกคนละใบ ใช้ชีวิตคนละห้วงเวลา พูดกันคนละภาษา แต่ต้องมาอาศัยในบ้านหลังเดียวกัน หากเราอยากจะทำความเข้าใจความคิดของคนแต่ละรุ่นถึงมุมมองในหนึ่งเหตุการณ์ที่ต่างกัน เราอาจจะต้องเริ่มต้นจินตนาการในโลกที่คนนั้นเกิดและเติบโตขึ้นมา เช่น หากเราจะทำความเข้าใจเหตุการณ์ 14 ตุลา เราอาจจะต้องทำความเข้าใจมุมมองที่ต่างกันเราอาจจะต้องทำความเข้าใจว่า เขาเติบโตมาในประเทศไทยที่มีหน้าตาเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
“หากมองเริ่มต้นจากมิติทางการเมืองประสบการณ์ของคนรุ่นใหม่ 2 ยุค อาจไม่ต่างกัน คนรุ่นใหม่ยุค 14 ตุลาฯ เติบโตมาในระบอบเผด็จการทหารที่ปกครองมายาวนาน เป็นยุคที่การเมืองแม้จะมีเสถียรภาพ แต่ประชาชนไร้เสรีภาพ ผู้นำมีอำนาจในการจะออกคำสั่งอะไรก็ได้ตามที่เห็นสมควร ตามมาตรา 17 จนนำไปสู่การออกคำสั่งประหารชีวิตประชาชนถึง 76 คน จำคุก 113 คน ตั้งแต่คนที่ต้องสงสัยในความผิดอาญา จนถึงผู้เห็นต่างทางการเมืองเพียงแค่แจกใบปลิว
คนรุ่นใหม่ยุคปัจจุบันก็เติบโตมาในยุคที่ไม่ได้สัมผัสประชาธิปไตยเต็มใบ ต้องอยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารเกือบทศวรรษ แม้ประเทศจะกลับมาเลือกตั้ง แต่ระบอบประยุทธ์ ก็ได้แปลงจากเผด็จการทหารมาเป็นเผด็จการอำพราง ที่ชุบตัวผ่านการเลือกตั้งและควบคุมประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ ผ่านกลไกสืบทอดอำนาจ เช่น ส.ว. 250 คน หรือยุทธศาสตร์ 20 ปี”
“หากมองในมิติอื่นๆ จากการเมือง เราอาจจะเห็นความแตกต่างมากขึ้น เช่น มิติเศรษฐกิจที่คนรุ่น 14 ตุลาฯ โตมาในช่วงที่เศรษฐกิจรุดหน้า GDP โตกว่า 8% ต่อปี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ความเจริญต่างๆ แม้จะเป็นตัวเลขในภาพรวมมากกว่ากระจายรายได้แก่ประชาชน แต่ในทางกลับกัน คนรุ่นใหม่ ปัจจุบันต้องเริ่มหางาน หรือเตรียมหางานในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง และเติบโตอย่างกระจุก และการมาของโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยลง ประชาชนว่างงานจำนวนมาก
ในมิติการต่างประเทศซึ่งส่งผลต่อความคิดของคนเรื่องชาติ สังเกตได้ว่า คนรุ่นใหม่ 14 ตุลา โตมาท่ามกลางสงครามเย็นและอาจทำให้มีความเป็นชาตินิยมสูง มองต่างประเทศด้วยความหวาดระแวง หรือการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ก็สร้างความหวาดระแวงจนนำไปสู่การปลูกฝังแนวคิดที่ประชาชนบางส่วนมองว่าเป็นตัวอันตราย กลับกัน คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่โตมาท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ที่เส้นแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศจางลง จึงมองประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นเหมือนตัวอย่าง หรือต้นแบบที่ต้องการให้ประเทศไทยมุ่งไปสู่” นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ท้ายที่สุด หากเรามาดูในส่วนของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สังเกตได้ว่าคนรุ่นใหม่ยุค 14 ตุลา มีการรับรู้ข่าวสารผ่านช่องทางที่จำกัด แต่กลับกัน คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันมีทางรับข้อมูลข่าวสารที่นับไม่ถ้วน ความรู้จากการค้นหาอินเทอร์เน็ตเพียงเสี้ยววินาที การพบปะแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ที่รัฐก็ไม่สามารถจำกัดควบคุมได้
การมองเห็นถึงประสบการณ์ในแต่ละมิติของคนแต่ละรุ่น จะทำให้เราวิเคราะห์ชุดความคิดที่แตกต่างกันได้ชัดขึ้น เช่น มุมมองของคนรุ่นใหม่ 14 ตุลาฯ ที่แม้เสรีภาพทางการเมืองจะถูกจำกัด แต่เศรษฐกิจก็ยังสามารถมองไปข้างหน้าได้ แต่คนรุ่นใหม่ ปัจจุบันเศรษฐกิจทั้งถดถอยและการเมืองถูกจำกัดความคิด เสรีภาพ และคนรุ่นใหม่ยุค 14 ตุลาฯ อาจมองว่าท่ามกลางสงครามมหาอำนาจต้องมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจร่วมกัน แต่คนยุคใหม่ปัจจุบันกลับมองว่าต้องปรับตัวให้เท่าทันโลกมากกว่า การที่เราเติบโตมาในโลกที่ต่างกันจึงส่งผลอย่างยิ่งต่อมุมมองของเราที่มีต่อโลก รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ และ เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ด้วย
นายพริษฐ์กล่าวว่า หากเรามองถุงช่องหว่างระหว่างคน 2 รุ่น เราจะเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ปัจจุบัน ไม่ได้ถอดแบบมาจากคนรุ่นใหม่ 14 ตุลา
ในยุคปัจจุบัน ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง การพยายามจะถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ จึงต้องไม่ใช่การถอดบทเรียนโดยให้คนรุ่นใหม่เดินตามคนรุ่น 14 ตุลาฯ ทั้งหมด แต่ต้องเป็นการถอดบทเรียนความเหมือนภายใต้ความต่าง และความต่างภายใต้ความเหมือน เช่น
1. ความเหมือนที่ต้องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย
2. การสร้างประชาธิปไตยที่ไปไกลกว่าตัวผู้นำ
3. ปฏิรูปกองทัพให้เป็นของประชาชน กองทัพต้องเป็นมืออาชีพและเท่าทันโลกผ่านการลดขนาดกองทัพที่เกินความจำเป็น ปรับจำนวนนายพลที่เฟ้อ ยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร ปฏิรูปการศึกษาทหาร
4. ท้ายสุดคือการทลายการผูกขาดทางการเมือง ระบอบอุปถัมภ์ และการผูกขาดทางเศรษฐกิจ
“จึงเป็นความเหมือนภายใต้ความต่าง และภารกิจร่วมกันของคนทั้ง 2 รุ่นอยา กสรุปให้เห็นถึงความต่างภายใต้ความ 3 การ ความต่างที่ 1 คือการตีความหรือมุมมองของคนแต่ระรุ่น ต่อชาติ ศาสน์ สถาบันฯ ในขณะที่ชาติ ศาสน์ สถาบันฯ ถูกมองว่าเป็น 3 คำที่หลอมรวมนักศึกษา และประชาชนที่ร่วมกันเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ 14 ตุลา เช่น การร้องเพลงชาติ การร่วมสวดมนต์ การชูภาพในกลุ่มผู้ชุมนุม แต่กลับเป็น 3 คำที่ถูกตั้งคำถามอย่างแพร่หลายจากคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ถึงความเชื่อมโยง 3 สถาบันหลักกับโลกสมัยใหม่
ส่วนของชาติ เทคโนโลยีและสื่อโซเชียล ทำให้ทำให้การเข้าถึงสังคมนานาชาติง่ายขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากหันมาตั้งคำถามถึงความสำคัญของชาติในรูปแบบเดิมๆ และนิยามตนเองว่าเป็นพลเมืองโลกมากกว่าคนของชาติใดชาติหนึ่ง เช่น ปรากฎการณ์ย้ายประเทศ
ในส่วนของศาสนา ในโลกสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อาจมีส่วนที่ทำให้ศาสนาที่เปรียบเสมือนที่พึ่งทางจิตใจมีบทบาทน้อยลง กระแสนี้ในประเทศไทยก็มีความสอดคล้องกับในระดับโลก ที่คนไม่นับถือศาสนาในปัจจุบันนั้นมีมากกว่า 1,000 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ในส่วนของสถาบันฯ การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่ ที่อยู่บนพื้นฐานของคนเท่ากัน ทำให้พวกเขาตั้งคำถามว่าควรจะวางตำแหน่งอย่างไรให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยที่เขายึดถือได้ ความต่างที่ 2 คือ มุมมองของคนรุ่นใหม่แต่ละรุ่นคือมุมมองต่อสถาบันฯ ในสถาบันการเมือง สำหรับคนรุ่นใหม่ในยุค 14 ตุลาฯ ถูกต้อนรับ คาดหวังโดยหลายกลุ่มให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการคลี่คลายวิกฤตทางการเมือง เช่น ความพยายามของแกนนำนักศึกษาในการเข้าเฝ้าฯ ข้อตกลงที่เสนอต่อรัฐบาล และการขอคำปรึกษาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา” นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา แกนนำนักศึกษา หรือผู้ร่วมชุมนุมบางคน ก็เคยกล่าวในเชิงยอมรับถึงชัยชนะตอนนั้นหลายคนมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องต่อเนื่องมาถึงการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 ซึ่งไม่ว่าจะจริงหรือไม่แค่ไหน ก็อาจถูกมองได้ว่าเป็นการนำสถาบันฯ เข้ามาสู่พื้นที่ทางการเมือง และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่เพิ่มความเคารพศรัทธาของประชาชน จนหลายครั้งถูกบางฝ่ายฉวยใช้ผลประโยชน์จากความศรัทธานี้ เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เช่น การยัดเยียดข้อหา เป็นต้น แต่สำรับคนรุ่นใหม่ ต้องการปิดฉากรัฐบาลเผด็จการเหมือนกัน แต่พวกเขาคาดหวังให้สถาบันฯ อยู่ในสถานะเหนือการเมืองและใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อสอดคล้องกับหลักสากลของระบอบประชาธิปไตยฯ
“เหนือการเมืองที่แม้จะไม่เหนือความรับผิดชอบในการร่วมมือกันปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่เหนือการถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำมาใช้สร้างความชอบธรรมให้ตนเองเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ผ่านการผูกขาดความจงรักฯ โดยการแอบอ้างชื่อเสียงของสถาบันฯ มาเป็นเกราะปกป้อง ปกปิดความผิดของตนเอง อยู่ใต้หลักการประชาธิปไตยสากล ที่จำกัดอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความเห็น รับประกันด้วยความโปร่งใสในการใช้งบประมาณรัฐ และคงไว้เพียงสถานะประมุขของรัฐที่เป็นสัญลักษณ์ และศูนย์รวมจิตใจของชาติ” นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ความต่างที่ 3 คือความแนบเนียนขึ้นของเผด็จการ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่ารัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ถูกนักศึกษาขับไล่ในช่วง 14 ตุลา เป็นรัฐบาลเผด็จการ นอกจากจะเข้าสู่อำนาจผ่านการปฏิวัติยึดอำนาจตนเองใน พ.ศ.2515 ที่นับเป็นการปิดประตูใส่กระบวนการเลือกตั้งตามวิถีประชาธิปไตย แต่การบริหารประเทศที่เต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิผู้เห็นต่าง ทุจริตคอร์รัปชั่น และกระบวนการยุติธรรมแบบขาดมาตรฐาน ก็ยังทำให้แม้แต่ผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลถนอม ไม่กล้าออกมาปกป้องว่ารัฐบาลดังกล่าวนั้นมีความชอบธรรมใดในเชิงประชาธิปไตย
“แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน แม้การบริหารประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แทบจะเจอข้อครหาที่ไม่แตกต่างไปจากรัฐบาลถนอมมากนัก แต่ระบอบประยุทธ์ได้พยายามหยิบยกประชามติ รับร่างรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2559 และการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2562 มาฟอกขาวให้กับการดำรงค์อยู่ในอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้เราทุกคนต่างทราบดีว่าประชามติปี พ.ศ. 2559 นั้นมีปัญหาเรื่องการไม่เปิดให้ 2 ฝ่าย รณรงค์ได้อย่างเท่าเทียมกัน และแม้เราทุกคนก็ต่างทราบดี ว่าผลการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2562 ก็ถูกบิดด้วยการพลิกสูตรคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อโดน กกต. และด้วยอิทธิพลของ ส.ว. ที่มีอำนาจมาร่วมเลือกนายกฯ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า 2 เหตุการณ์ดังกล่าว มักจะถูกฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลประยุทธ์นั้น หยิบยกมาเป็นข้ออ้างในการปกป้องความเป็นประชาธิปไตยในการดำรงอยู่ในอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ มาจนถึงทุกวันนี้” นายพริษฐ์กล่าว และว่า
ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของระบอบเผด็จการทั้งในไทยและทั่วโลก ที่พยายามเพิ่มความชอบธรรมให้ตนเองผ่านการปรับรูปแบบจากเผด็จการโจ่งแจ้ง ที่ใช้วิธียึดอำนาจจากประชาชนด้วยการทำรัฐประหาร มาเป็นเผด็จการซ่อนรูป ซึ่งสามารถเข้าสู่อำนาจได้ผ่านการเลือกตั้ง ด้วยการแทรกแซงกติกาเลือกตั้งในระดับที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละกรณี แต่ยังบริหารประเทศในลักษณะที่เป็นการทำลายรากฐานของระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่การใช้กฎหมายอำนาจนิยมเพื่อกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมือง การออกกฎหมายที่จำกัดการทำงานของภาคประชาสังคม การแทรกแซงบั่นทอนกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล การควบคุมและขัดขวางความเป็นอิสระของสื่อมวลชน โดยการคุกคามสิทธิเสรีภาพ และปฏิบัติการเผยแพร่ข่าวปลอมอย่างเป็นระบบในโลกออนไลน์ ทั้งหมดนี้นับเป็นการสู้กลับของระบอบเผด็จการ ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ที่คนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันนั้นต้องเผชิญ
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า นักประวัติศาสตร์หลายคนมักให้คำแนะนำอยู่เสมอถึงวิธีการวัดว่าเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด คือการลองจินตนาการดูว่าโลกปัจจุบันจะแตกต่างออกไปอย่างไร หากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในวันนั้นไม่ได้เกิดขึ้น
“หากวัดด้วยเกณฑ์ดังกล่าว ความสำคัญของเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็จะถูกตั้งคำถามบ้าง เพราะแม้การลุกขึ้นมาของประชาชนในวันนี้กับเมื่อ 49 ปีที่แล้ว ได้สร้างแรงบันดาลใจมหาศาลแก่ผู้คนในยุคถัดไป ที่เห็นความเป็นไปได้ในการปิดฉากรัฐบาลเผด็จการที่ครองอำนาจปืน อำนาจรัฐ ด้วยพลังของประชาชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใน 6 ตุลาฯ 3 ปีถัดมา ทำให้ความก้าวหน้าและความคืบหน้าทลายหายไปในพริบตา และโศกนาฏกรรมที่มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บนับร้อย และสร้างบาดแผลให้กับสังคมอย่างมหาศาล
หากเราต้องการเพิ่มความสำคัญ และความหมาย ให้กับเหตุการณ์ 14 ตุลา การระลึกถึงชัยชนะและความสูญเสียในอดีตอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่เหตุการณ์ 14 ตุลาจะยิ่งมีความสำคัญ และยิ่งมีความหมายทางประวัติศาสตร์มากขึ้น ถ้าเราสามารถนำบทเรียนจากอดีตมาสร้างประโยชน์ในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยในปัจจุบัน และอนาคต การสร้างประโยชน์ดังกล่าว ไม่ได้หมายถึงการทำตามความสำเร็จในอดีต เพราะโลกปัจจุบันไม่เหมือนกับในอดีตแล้ว
การสร้างประโยชน์ดังกล่าวต้องอยู่บนความเข้าใจของความเหมือนในความต่าง และความต่างในความเหมือนของการเคลื่อนไหวของคน 2 ยุคสมัย แม้ประชาธิปไตยที่เราอยาก และประชาธิปไตยที่เรามีวันนี้จะห่างไกลกัน แต่อย่างน้อยเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็ทำให้เรารู้เพิ่มขึ้นว่าจะเดินทางไปหามันอย่างไร ต้องคิดเรื่องไหนมากกว่าเดิม หรือต้องหลีกเลี่ยงเรื่องไหนไม่ให้เกิดขึ้น” นายพริษฐ์กล่าว และว่า
สำหรับคนรุ่นใหม่ ตนคิดว่าข้อได้เปรียบคือ การมีตำราประวัติศาสตร์อยู่ในมือ มีข้อมูล รู้จุดเริ่มต้นและจุดจบของเหตุการณ์ แน่นอนว่าเขามีสิทธิเห็นต่าง และวิพากษ์วิจารณ์การต่อสู้ของคนรุ่นก่อน แต่ขณะเดียวกันพวกเราต้องทำความเข้าใจว่า คนรุ่น 14 ตุลาฯ 49 ปีที่แล้ว เขาต่อสู้โดยไม่รู้ตอนจบ ไม่มีตำราแจ้งเตือนล่วงหน้า เช่นเดียวกับการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่ก็ต้องลองผิดลองถูกโดยไม่มีใครทราบอนาคต มีเพียงความแน่นอนเดียว คือการต่อสู้ของคนยุคนี้ก็จะถูกตัดสินจากคนรุ่นใหม่ในอนาคตเช่นกัน
สำหรับคนรุ่น 14 ตุลา ตนต้องขอขอบคุณและแสดงความนับถือจากใจ สำหรับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกล้าหาญในยุคสมัยของท่าน และตนอยากฝากไปถึงทุกท่านเพิ่มเติมว่า คนรุ่นใหม่ในตอนนี้ก็กำลังต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในยุคสมัยของเขาเช่นกัน จะด้วยวิธีการที่ถูกใจหรือไม่ แนวคิดที่เห็นด้วยหรือไม่ แต่ตนหวังว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาจะทำให้ท่านเข้าใจและเห็นใจ
ว่าความฝันของคนรุ่นนี้ก็ไม่ต่างจากคนในรุ่นท่านไปมากนัก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกท่านจะเป็นกำลังสำคัญในการประคับประคองสังคมไทย ไม่ให้หวนซ้ำกลับไปสู้ความรุนแรงแบบที่ท่านประสบมา เพราะประชาธิปไตยคือการเดินทางที่ไม่มีวันจบสิ้น และเป็นการเดินทางที่ไม่สามารถเดินได้ตามลำพัง แต่ประชาชนทุกคน ทุกรุ่น ต้องก้าวไปด้วยกัน

