หมายเหตุ – ความเห็นภาคเอกชนต่อการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2565 จนถึงปี 2566 ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อรับมือผลกระทบจากสถาน การณ์โลก

ธนิต โสรัตน์
รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย)
ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2565 มองว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยเริ่มแผ่วเบาจากปัจจัยแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในประเทศ โดยปัจจัยบวกของไทยเป็นในเรื่องของการปรับตัวใช้ชีวิตร่วมกับโรคโควิด-19 เห็นได้จากปัจจุบันในช่วงที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง ประชาชนเริ่มเดินทางท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนามากขึ้นแล้ว รวมถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มฟื้นตัวมากขึ้น คาดว่าในช่วงไตรมาสที่ 4/2565 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยประมาณ 5 ล้านคน อาจทำให้ในปี 2565 โตเกินเป้าหมายจาก 10 ล้านคน เป็น 11 ล้านคนได้ อีกทั้งยังได้อานิสงส์การส่งออกในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 เติบโตได้ดีจากเงินบาทอ่อนค่าและสินค้าของไทยยังเป็นสินค้าที่ตลาดโลกต้องการ
แต่มองว่าปัจจัยบวกเหล่านี้ ไม่น่าจะเพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2565 วัดได้จากภาคการส่งออกที่เริ่มแผ่วลง ตู้คอนเทนเนอร์จากเดิมที่ไม่เพียงพอ แต่ปัจจุบันนี้กองอยู่ที่ไทยจำนวนมาก ความต้องการและดีมานด์ลดลงอย่างมีนัยยะ บวกกับค่าระวางเรือลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจที่ได้ปัจจัยเอื้อจากการส่งออก ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 จะไม่ใช่เช่นนั้นอีกแล้ว ส่งผลให้พวกซัพพลายเชน โดยเฉพาะภาคการเกษตรจะชะลอตัวลงอย่างชัดเจน แม้ว่าประชาชนจะออกนอกบ้านมากขึ้น แต่การจับจ่ายใช้สอยมีไม่มาก เพราะคนเป็นหนี้เยอะขึ้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้กับครัวเรือน
ยังมีปัจจัยในเรื่องของดอกเบี้ยที่สูงขึ้น บวกกับเงินเฟ้อที่มองว่าไม่มีการปรับลดลงไปมากกว่านี้แล้ว ในเดือนกันยายน อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 6.1% เนื่องจากราคาน้ำมันที่ก่อนหน้านี้มีสัญญาณปรับตัวลดลง แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอีกอยู่ที่ 90-95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็นผลให้ราคาเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงยังต้องติดตามปัจจัยลบภายนอกประเทศอย่างสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ยังไม่จบเร็วๆ นี้ หลายฝ่ายกังวลว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบกับราคาสินค้าเกษตรโดยตรง จากเดิมที่คาดว่านักท่องเที่ยวในโซนยุโรปจะออกมาท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2565 มากขึ้น อาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว เป็นเรื่องที่ท้าทายการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอย่างมาก
จากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับการคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจโลก ปี 2566 ลงเหลือ 3.7% จากครั้งก่อนคาดว่าจะเติบโตได้ 4% และนักวิเคราะห์ทั้งในไทยและต่างประเทศมองตรงกันว่าไตรมาสที่ 4/2565 ยาวไปถึงช่วงไตรมาสที่ 1/2566 เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ช่วงถดถอย ในส่วนของประเทศไทยนอกจากเจอปัจจัยภายนอกประเทศแล้ว ยังเจอปัจจัยลบภายในประเทศ อาทิ เรื่องน้ำท่วม แม้เอกชนบางสำนักประเมินว่าไม่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ มองว่าปัจจัยนี้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจแน่นอนอยู่แล้ว เพราะรายจังหวัดพื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเสียหายรวมไปถึงบ้านเรือน ทำให้หลังจากนี้คนอาจจะเป็นหนี้มากขึ้น ต้องนำเงินมาซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร สุดท้ายประชาชนกลุ่มนี้จับจ่ายน้อยลง
ต้องยอมรับว่าปัจจัยทางการเมืองไทยไม่เอื้อต่อการลงทุน เห็นภาพชัดเจนหลังการเลือกตั้งในปี 2566 หรือจนกว่าจะได้เห็นหน้าตารัฐบาลชุดใหม่ที่ชัดเจน ยังมีกระแสข่าวว่าในช่วงเดือนธันวาคมนี้จะมีการยุบสภา อาจจะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองได้ ดังนั้น การประเมินภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2566 จึงพยากรณ์ได้ยาก คงต้องติดตามสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป แต่เชื่อว่าตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ (จีดีพี) จะโตใกล้เคียงกับปี 2565 ที่ 3%
ส่วนรัฐบาลเตรียมนำงบกลางออกมาใช้ 2.3 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยน้ำท่วม และกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังนี้ คงไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรจัดสรรงบประมาณให้มากกว่านี้ การที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างน้อยเม็ดเงินต้องเป็นแสนล้านบาท ช่วยเหลือน้ำท่วมและเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เวลาเหลือไม่เยอะแล้วควรทำมาตรการเชิงปฏิบัติการและต้องส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเห็นชอบและให้เม็ดเงินมา ในช่วงที่การเมืองโกลาหล การช่วยเหลือหรือมาตรการต่างๆ จะได้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่ชะงักงัน
สำหรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติม หลังโครงการคนละครึ่งระยะที่ 5 จบลงควรต่อระยะที่ 6 แต่เน้นช่วยประชาชนฐานรากให้มากขึ้น อาจจะเข้าไปช่วยเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้มีรายได้น้อย หรืออาจจะเปลี่ยนจากคนละครึ่งเป็นการแจกคูปองซื้อสินค้าลดรายจ่ายครัวเรือน ช่วยประชาชนได้ตรงจุดมากกว่า รวมถึงควรต่ออายุโครงการต่างๆ ที่มีผลต่อเศรษฐกิจต่อเนื่องไปด้วย อาทิ โครงการที่เกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยว เป็นต้น

ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร
ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงท้ายปี 2565 และปี 2566 หลังไอเอ็มเอฟปรับคาดการณ์จีดีพีเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าลดลง โดยประเมินจากที่รัฐบาลได้ประกาศว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพยายามทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอยู่ อาจยังฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4/2565 หรือเดือนตุลาคม-ธันวาคมนี้ เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยมากขึ้น แต่การส่งออกอาจแผ่วลง จึงไม่แน่ใจว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะได้มากน้อยเท่าใด ซึ่งก็ประเมินว่าอาจฟื้นตัวได้เล็กน้อย
ความกังวลที่มีและมองว่าน่าเป็นห่วงคือ ทิศทางเศรษฐกิจในปี 2566 มากกว่า มีความกังวลกันว่า ปีหน้าจะเป็นปีเผาจริง ที่ผ่านมาเป็นเพียงการเผาหลอก ต้องบอกว่าปีนี้ไม่ได้เป็นปีเผาหลอกของเศรษฐกิจไทย แต่เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว แม้เป็นการฟื้นแบบไม่มากนัก รวมถึงเศรษฐกิจโลกด้วยที่ฟื้นตัวไม่ได้ดีเหมือนที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ไอเอ็มเอฟประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปีหน้าจะโตช้าลงเยอะ และเสี่ยงเกิดภาวะถดถอย จึงมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะถูกดึงลงไปด้วย เนื่องจากหากเศรษฐกิจโลกไม่ดี การส่งออก และการท่องเที่ยวไทยก็จะไม่ดีตาม
หากทิศทางเศรษฐกิจโลกไม่ได้ดีและเติบโตช้าลง กังวลทั้งภาคการส่งออก รวมถึงการท่องเที่ยวไทยจะถูกกระทบสูงมาก เพราะทั้ง 2 ตัวนี้เป็นกำลังซื้อจากต่างประเทศทั้งนั้น อาทิ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งออก
ก็นำสินค้าไปขายให้ต่างประเทศ จึงเป็นเรื่องหลักที่สร้างความกังวลเยอะ โดยการเตรียมตัวรับมือกับภาวะดังกล่าว มองว่ายากมาก และอาจไม่สามารถเตรียมตัวรับมือได้ เพราะอย่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ผ่านมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน หรือการท่องเที่ยวในประเทศ อาทิ โครงการคนละครึ่ง ที่มีมาแล้ว 5 เฟส อาจมีการต่อโครงการออกมาอีก
ต้องถามกลับว่า ที่ผ่านมามีมาหลายเฟสแล้วได้ผลมากหรือไม่ สุดท้ายแล้วก็ต้องรอให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาอีกครั้งอยู่ดี ทำให้คนละครึ่งถือว่าไม่ได้เป็นตัวช่วย แต่เป็นตัวซื้อเวลาเท่านั้น
พิจารณาเฉพาะภาคการท่องเที่ยว หากจะหาอะไรมาดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มเติม ก็ตั้งคำถามกลับว่า จะทำอย่างไร ในเมื่อต่างชาติก็ไม่มีเงินเหมือนกัน เป็นผลกระทบที่เกิดทั้งระบบเศรษฐกิจโลก จึงไม่ง่ายและทำอะไรได้ยากมาก ปกติแล้วหากเศรษฐกิจโลกมีปัญหา ประเทศขนาดใหญ่ทางเศรษฐกิจมีปัญหา ประเทศเล็กๆ แบบไทยก็มีปัญหาตามด้วยแน่นอน โดยหากประเมินจากภาพในอดีต ต้องบอกว่าประเทศกำลังพัฒนาไม่ค่อยรอด แม้พยายามลดผลกระทบให้เกิดน้อยที่สุด แต่ก็ต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบแน่นอน
ขณะนี้รัฐบาลเตรียมงบประมาณไว้ 2.3 หมื่นล้านบาทในการช่วยน้ำท่วม และกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงท้ายปี มองว่าอย่างมากก็ช่วยเหลือเยียวยา และลดผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วม หากเทียบกับความเสียหายจากน้ำท่วม เงินก้อน 2.3 หมื่นล้านบาท คงช่วยลดผลกระทบเท่านั้น ประเมินว่าคงไม่มีเหลือในการใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ อย่างที่รู้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลกู้เงินรวม 2 ล้านล้านบาทแล้ว ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก เป็นเพียงการใช้เพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยปีนี้และปีหน้าหวังไว้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตาม ตอนนี้ก็คาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจโลกคงยังไม่ฟื้น
มีอยู่วิธีเดียวที่รัฐบาลต้องใช้เพื่อรับมือในระยะถัดไปคือ ต้องทำนโยบายที่มองไปข้างหน้าให้ดีว่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างไร และชักชวนให้เกิดการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติรวมถึงนักลงทุนไทยด้วยว่ารัฐบาลมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการฟื้นเศรษฐกิจไทย ซึ่งในยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะต้องกำหนดกระบวนการเป็นข้อๆ ไปเลย และในแต่ละข้อก็ต้องไม่ใส่เงินเข้าไป เพื่อปรับโครงสร้างกฎหมาย โครงสร้างเศรษฐกิจ รวมถึงโครงสร้างอื่นๆ เพื่อให้เอกชนเกิดความมั่นใจว่ามีความน่าลงทุน และเกิดการลงทุนจริงทั้งของคนไทยและต่างชาติ แบบนี้ถึงจะฟื้นได้จริง
ไม่ใช่มานั่งคิดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำคนละครึ่งออกมาอีก

น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล
รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ตามที่ไอเอ็มเอฟปรับการคาดการณ์สำหรับเศรษฐกิจไทยเติบโตคงเดิมที่ 2.8% และปรับลดคาดการณ์ปี 2566 ลงเหลือ 3.7% จากครั้งก่อน คาดว่าจะเติบโตได้ 4% ใกล้เคียงกับที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินไว้ว่า ครึ่งหลังปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 2.9% และในปี 2566 จะขยายตัวได้ 3.5% แนวโน้มเรื่องปัจจัยต่างๆ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน วิกฤตค่าครองชีพทรงตัวอยู่ระดับสูง และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ซึ่งตัวขับเคลื่อนของไทยจากภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะเข้ามาเสริมให้ภาพเศรษฐกิจดีขึ้น
หากเทียบกับช่วงที่ผ่านมา คาดว่านักท่องเที่ยวช่วงไตรมาส 3/2565 จะเข้าไทยทั้งปีเพียง 7 ล้านคน ยังไม่มั่นใจว่าในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเดือนละ 1 ล้านคน หรือไม่ เพราะ
นักท่องเที่ยวจากประเทศจีนยังไม่สามารถเดินทางได้ด้วยปัญหาภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่คาดว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นปลายปี 2565 คือจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม หลังรัฐคลายล็อกมาตรการต่างๆ จึงได้ปรับการคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจะเข้าไทยปีนี้ถึง 9.1 ล้านคน มองว่าช่วงไตรมาส 4/2565 จะมีแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวเป็นการเข้ามาชดเชยภาคการส่งออกที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง หากประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวช่วง 3 เดือนที่เหลือ คาดว่าจะเข้ามา 4 ล้านคน เฉลี่ยแล้วเกินเดือนละ 1 ล้านคน ขณะเดียวกันไตรมาส 4/2565 มองภาคการส่งออกอาจโตเพียง 1% เนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกการส่งออกขยายตัวด้วยตัวเลขสองหลักโดยประมาณ 12% แต่ช่วงครึ่งปีหลังเห็น
การชะลอตัวลงจากการส่งออกจากช่วงก่อนหน้าที่มีฐานการเติบโตสูง ดังนั้น ตัวเลขส่งออกปลายปีนี้อาจอยู่ที่หลักเดียว เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีปัญหาด้วยการชะลอตัวของภาคการส่งออกสอดคล้องกับที่ไอเอ็มเอฟประกาศลดคาดการณ์จีดีพีโลกในปี 2566 คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.7% ลดลงจากเดือนกรกฎาคมที่ 2.9% รวมถึงปรับลดตัวเลขขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐปี 2565 สู่ระดับ 1.6% และปี 2566 ลดลง 1% โดยได้รับผลกระทบจากการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากการดำเนินนโยบายการเงินรุนแรงได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจส่อแววชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
เนื่องจากเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศเรื่องการค้าการขาย หากเศรษฐกิจโลกเกิดชะลอตัวลงเรื่องการส่งออกจะเป็นเครื่องยนต์หลักที่ได้รับผลกระทบจากยอดซื้อสินค้าจะมีปริมาณลดลง ทำให้การส่งออกไทยชะลอตัว แม้เสี่ยงชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลก แต่ความเสี่ยงอาจยังไม่ถึงจุดที่เศรษฐกิจติดลบ หากเทียบเคียงวิกฤตปี 2540 ไทยเกิดวิกฤตด้วยตัวเองจากการดำเนินนโยบายผิดพลาด เมื่อมีบทเรียนแล้วเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและในอนาคตยังไม่มีความเสี่ยงถึงขั้นติดลบ แต่จะมีผลเรื่องการฝืดเคืองหรือเศรษฐกิจโตช้าลงมากกว่า
ภาพที่มองว่าเป็นความกังวลจะเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโตต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจที่อาจเผชิญเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อสูงส่งผลให้ภาคบริโภคสำหรับประชาชนลดการใช้จ่ายมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ยังมีความสามารถประกอบธุรกิจได้ แต่ภาคธุรกิจขนาดเล็กอาจจะเห็นธุรกิจหลุดออกด้วยปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงินที่เผชิญภาวะต้นทุนสูงขึ้นขณะเดียวกันการดำเนินแนวทางที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐในการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อเสริมเศรษฐกิจนั้น มองว่าหลังจากรัฐมีมาตรการในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินงบประมาณที่มีอยู่น้อยลง หรืออาจจะใช้อย่างจำกัดมากขึ้น ถ้าไม่เกิดสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้างจริงๆ รัฐจะยังคงระมัดระวังในเรื่องของการใช้เงินด้วยวงเงินงบประมาณที่มีให้จัดสรรอย่างจำกัด
นอกจากนี้ มาตรการที่รัฐจะนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ เช่น การต่ออายุมาตรการคนละครึ่ง ก็ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเงินก้อนใหม่เข้ามาในระบบ เพียงช่วยการบรรเทาประชาชนในภาวะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยน้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนเป็นหลัก แม้ภาพใหญ่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว แต่ในส่วนของภาคอื่นๆ อาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะครัวเรือนต้องใช้เงินซ่อมแซมบ้านที่เกิดความเสียหาย
ดังนั้น ช่วงเศรษฐกิจปลายปี 2565 ไทยยังคงเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐเข้าสู่สภาวะถดถอย และเริ่มเห็นสัญญาณที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง การส่งออกจะไม่ใช่เครื่องยนต์หลัก แต่จะเป็นภาคการท่องเที่ยวชดเชยรายได้ในส่วนที่หายไป และจะเข้ามาเสริมให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้นด้วยเงินที่จะเข้ามาหมุนสะพัดในระบบให้เกิดเงินใหม่ๆ ในเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจปี 2566 ยังมีความเสี่ยงหลายด้าน แต่ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยจะยังคงดำเนินการต่อได้ท่ามกลางความเสี่ยง

