บทนำ : โปร่งใส แต่ห้ามตรวจสอบ
กรณีการแสดงเดี่ยวไมโครโฟน 13 ทำให้ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลเกิดความไม่พอใจ มีการออกมากล่าวตอบโต้ โน้ส อุดม แต้พานิช ศิลปินเดี่ยวไมโครโฟนอย่างดุเดือด รวมถึงนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ที่ระบุว่า เป็นการล้อเลียนที่เกินเลย นายทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เสนอมุมมองทางศิลปะ โดยมองว่า การแสดงของโน้ส อุดม เป็นศิลปะแขนงหนึ่งว่า ศิลปินทุกแขนงวิพากษ์วิจารณ์การเมือง หรือรัฐบาลได้ เพื่อสะท้อนความจริง พร้อมให้แง่คิดและแง่มุม ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ใช่เพียงแต่ความสุขและเสียงหัวเราะเท่านั้น
นายทัศนัยกล่าวอีกว่า การแสดงเดี่ยว 13 เป็นเรื่องปกติมาก แต่แปลกใจ ทำไมฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลยอมรับไม่ได้เพราะคนที่ไปชมการแสดงดังกล่าวกลับยอมรับ และหัวเราะกับโชคชะตาที่สะท้อนผ่านการแสดง และวรรณกรรมเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเตือนสติคนในสังคมให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ การที่กองเชียร์รัฐบาลไม่พอใจ อ้างว่าเป็นการดูถูกเสียดสี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถือเป็นการอ่อนไหวทางสังคมที่ไม่ได้ใช้วิจารณญาณที่เป็นเหตุผล แต่เป็นการใช้ความรู้สึก อารมณ์เป็นเครื่องชี้วัดหรือตัวตนตัดสินมากกว่า ตามประวัติศาสตร์ งานศิลปะทุกแขนงถือเป็นข้อยกเว้นในการวิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทั่วโลกตามระบอบประชาธิปไตย ยกเว้นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ หรืออำนาจนิยม ที่ไม่สามารถสะท้อนความคิดเห็นผ่านงานศิลปะได้
เป็นทรรศนะของอาจารย์ทางศิลปะ ที่เห็นว่า การวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อดำเนินการโดยศิลปิน ย่อมเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ตัดสินผลสำเร็จโดยประชาชน และยิ่งมีคุณค่า หากการวิจารณ์ด้วยศิลปะนั้น นำพาประชาชนไปสู่ความรู้ความเข้าใจและปัญญา โดยมีความสุนทรีย์ จากความสามารถในการทำให้ผู้ชมผู้ฟัง มีความสุขหรือความสะเทือนใจ เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของงานศิลปะนั้น น่าเสียดายที่สังคมไทย และวงการศิลปะการแสดงของประเทศ ถูกครอบงำด้วยความคิดรับใช้ผู้มีอำนาจ ไม่ใช้ความสามารถทางศิลปะ มาวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อร่วมยกระดับสังคม ให้เปิดกว้างมากขึ้น มีเสรีภาพและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ขณะที่ผู้มีอำนาจเอง ประกาศความโปร่งใส แต่รับไม่ได้กับการตรวจสอบ แม้เป็นการตรวจสอบด้วยอารมณ์ขันก็ตาม

