ในรายงานของ Freedom House ปีล่าสุด (Freedom in the World 2022) ที่เพิ่งออกมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องราวที่น่าสนใจหลายประการที่ยังบ่งชี้ถึงความถดถอยของประชาธิปไตยในโลก และความถดถอยอันต่อเนื่องของประชาธิปไตยในไทย
สำหรับในส่วนประชาธิปไตยในไทยนั้นคงมีคนพูดกันมากอยู่แล้ว เลยอยากจะขอนำเอาส่วนรายงานฉบับหลักที่ชื่อว่า The Global Expansion of Authoritarian Rule มาสรุปย่อบางส่วน
แต่ก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้ ผมอยากจะชี้แจงว่างานชิ้นนี้ไม่มีความหมายอะไรกับคนส่วนหนึ่งในสังคมไทยอย่างแน่นอน เพราะในการวัดเรื่องประชาธิปไตยในรายงานฉบับนี้เขาให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม โดยไม่เน้นที่การมีรัฐบาลที่เป็นคนดี หรือรัฐบาลที่มีเสถียรภาพในแง่ของการมีประชาชนที่เชื่อฟังและไม่ลุกขึ้นมาท้าทาย/ตรวจสอบรัฐบาล
และที่สำคัญเขาให้ความสำคัญกับการไม่ละเมิดเสรีภาพ สิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมืองของประชาชน
สำคัญคนที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าชุดนี้ก็จะเห็นถึงแนวโน้มที่ถดถอยลงเป็นปีที่ 16 ติดต่อกันของประชาธิปไตยและเสรีภาพในระดับโลก ปีล่าสุดนี้ (น่าจะเก็บข้อมูลประมาณปี 2020-2021) เห็นว่าจำนวนประเทศทั่วโลกที่อยู่ในสถานะไม่มีเสรีภาพมีถึง 60 ประเทศ มีเพียง 25 ประเทศที่ดีขึ้นและโดยภาพรวมแล้ว มีประชากรในโลกถึงร้อยละ 38 ที่อยู่ในประเทศที่ไม่มีเสรีภาพ และมีเพียงร้อยละ 20 ที่อยู่ในประเทศที่มีเสรีภาพ (ยังมีสถานะตรงกลางที่เรียกว่ามีเสรีภาพบางส่วนอยู่ด้วย)
ในปีนี้มีหลายประเด็นที่รายงานหยิบยกมาให้ความสำคัญกับสถานการณ์ของการถดถอยของประชาธิปไตย และการขยายตัวของเผด็จการ
1.แนวทางของเผด็จการอำนาจนิยมถูกส่งเสริมและแผ่ขยายไปทั่วโลก เรื่องนี้ในรายงานให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งผมตีความว่าที่ผ่านมาเวลาเราพูดถึงเผด็จการเราก็อาจจะเข้าใจแค่ว่ามันเป็นปรากฏการณ์ในประเทศหนึ่งๆ หรือไม่ก็เป็นเรื่องของการขยายอิทธิพลและแผ่อำนาจไปในประเทศบริวารของตนเอง หรือกระทั่งไปยึดครองประเทศอื่น
สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือการ “ขยายอิทธิพล” ของประเทศเผด็จการ จนประเทศอื่นๆ เขาเกรงใจ ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นมานับทศวรรษแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำได้ก็เพราะ “ระเบียบโลกใหม่” ที่เราเคยเชื่อว่ามีมันดูจะไม่มีเสียแล้ว ความเป็นขั้วเป็นข้างดูเหมือนจะไม่ได้ชัดเจน รวมกระทั่งความเป็นตำรวจโลกแบบเดิมก็ดูเหมือนจะจางหายไปแล้ว
การขยายบทบาทของจีนในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ หรือการลงทุนข้ามชาติ ดูจะเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่มีการกล่าวถึงกันมานาน ซึ่งส่วนหนึ่งก็นำไปสู่ความเกรงอกเกรงใจของประเทศตะวันตกหลายประเทศที่จะไม่มีนโยบาย หรือมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะขัดใจจีน เช่น กรณีของการประณามการกระทำของจีนในเรื่องของการสังหารหมู่ที่ซินเจียง
2.การละทิ้งหลักการสำคัญของการเลือกตั้ง ซึ่งเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยรัฐบาลทั้งที่เป็นรัฐบาลประชาธิปไตย และเป็นเผด็จการ อาทิ การละเลยคำแนะนำในการปฏิรูปการเลือกตั้งในนิการากัว การปิดกั้นไม่ให้องค์กรระดับนานาชาติมาสังเกตการเลือกตั้ง (หรือทำให้เขามาสังเกตการณ์ได้ลำบากขึ้น) ในหลายประเทศ และการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนในซูดาน
นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของการจัดการกับฝ่ายค้านจนทำให้ไม่สามารถเข้ามาแข่งขันกับฝ่ายรัฐบาลได้ ทำให้การเลือกตั้งที่มีการแข่งขันและเป็นธรรมหมดไป
3.การเสื่อมถอยลงจากภายในของระบอบประชาธิปไตย ด้วยสาเหตุว่าตัวผู้นำเองที่มาจากประชาธิปไตยไม่อยากสูญเสียอำนาจไป ตัวอย่างที่สร้างความอับอายที่สุดในรอบนี้คือการพยายามของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ที่ไม่ยอมลงจากอำนาจ แถมยังปลุกระดมให้ผู้คนจำนวนหนึ่งมาก่อความวุ่นวายในเมืองหลวงของประเทศในช่วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจ โดยการไม่ยอมรับกติกาการเลือกตั้งและกล่าวหาว่าการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์
อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือในอินเดียที่ฝ่ายค้านถูกจับกุมเพิ่มขึ้น ภายหลังจากการได้รับการเลือกตั้งครั้งที่สองของนายกรัฐมนตรีโมดิ และการเข้าไปมีอิทธิพลมากขึ้นในศาลของตัวนายกรัฐมนตรีเอง
สำหรับในยุโรปเอง โรคติดต่อของการพยายามจัดการและกีดกันคนอพยพเข้าประเทศที่เริ่มที่โปแลนด์ก็ระบาดไปในอีกหลายประเทศ ทำให้เกิดการพรากสิทธิของผู้คนที่พยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมการเมืองและสังคมของประเทศนั้นๆ ไล่เรียงมาถึงโมร็อกโกและตุรกี
4.การก่อตัวของพันธมิตรต่อต้านประชาธิปไตย ในปัจจุบันเผด็จการทั่วโลกมีการเกาะเกี่ยวร่วมมือกันโดยไม่ได้อยู่ในลักษณะประเทศเดียวครอบงำ แต่มากันเป็นแก๊งเช่น การร่วมมือกันของจีน รัสเซีย ที่ให้กับตุรกี โดยความร่วมมือจะมาในรูปของการลงทุนและความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจอื่นๆ
ขณะที่มีหลักฐานว่ารัสเซียเองก็ให้ความช่วยเหลือกับผู้นำเบลารุส ในช่วงการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย โดยรัสเซียเข้ามาให้หลักประกันว่าการเลือกตั้งนั้นบริสุทธิ์ยุติธรรม
อีกกรณีคือ จีนช่วยเหลือไม่ให้พม่าถูกประณามในการประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และกรณีที่ออบันของฮังการีคอยปกป้องผู้นำจากบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาที่กดขี่ประชาชนของตนเอง และจะถูกสมาชิกสหภาพยุโรปจัดการ
5.ความล้มเหลวในการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย อย่างในกรณีของอัฟกานิสถาน เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนผ่านในอัฟกานิสถาน ทำให้ทาลิบันสามารถกลับเข้ามามีอำนาจในอัฟกานิสถานอีกครั้ง และมีการพยายามอพยพออกจากประเทศมากขึ้น
6.ความหวังในการต่อต้านเผด็จการในกระแสที่เผด็จการขยายอิทธิพลทั่วโลกยังพอมี ในหลายประเทศความพยายามนั้นสัมฤทธิผล อาทิ กรณีของเอกวาดอร์ที่ผู้นำที่ผู้นำคนเก่าเลือกขึ้นมาจะรักษาระบบอำนาจแบบเดิมไว้ กลับกลายเป็นว่าผู้นำคนใหม่ขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนอันดับของประเทศขยับจากประเทศกึ่งเสรีภาพเป็นประเทศที่มีเสรีภาพ
แม้ว่าในหลายประเทศที่เกิดการถดถอยลงของประชาธิปไตย แต่ประชาชนในประเทศนั้นๆ ก็ยังต่อสู้กับเผด็จการอย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าตูนิเซีย คิวบา ซูดาน พม่า เบลารุส และฮ่องกง
สำหรับผมแล้ว ผู้นำที่มาจากระบบกึ่งเผด็จการก็สามารถเลือกที่ก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยได้ และแม้ความหวังในหลายประเทศจะมืดมน แต่การยังรักษาจิตวิญญาณของการต่อต้านเผด็จการเอาไว้ ซึ่งการต่อต้านเผด็จการเหล่านั้นก็ยังเป็นสัญญาณที่ทำให้เห็นว่าประเทศเหล่านั้นยังมีหวังที่จะสามารถยืนหยัดให้คนในประเทศรู้ว่า การไม่สยบยอมต่ออำนาจนั้นเป็นไปได้ แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยเรื่องราวหลายอย่าง และทำให้เผด็จการไม่สามารถยึดกุมอำนาจในประเทศได้อย่างสมบูรณ์และได้รับการยอมรับจากโลกอย่างสมบูรณ์
ข้อสังเกตปิดท้ายในงานชิ้นนี้ในมุมของผมก็คือ แม้ว่าการวิเคราะห์เรื่องประชาธิปไตยใต้กรอบเสรีนิยมของรายงานฉบับนี้จะแหลมคม แต่ผมคิดว่าในส่วนของการนำเสนอความเป็นไปได้ในการต่อกรกับเผด็จการทั้งในระดับประเทศ และในระดับนานาชาติท่ามกลางการขยายอิทธิพลของเผด็จการและการถดถอยของประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องถึง 16 ปีก็ยังไม่มีความชัดเจนและจูงใจพอ
ไม่ว่าจะมีการกล่าวเน้นในเรื่องของการเรียกร้องให้ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนั้นพยายามมีนโยบายต่างประเทศที่ต่อต้านการขยายตัวของโลกเผด็จการ ในยุทธศาสตร์แห่งชาติ และในการปฏิรูปประชาธิปไตยในประเทศประชาธิปไตยเอง และการเรียกร้องให้ประชาชนในประเทศและรัฐบาลร่วมกันส่งเสริมประชาธิปไตยทั้งในประเทศและทั่วโลก จุดเน้นกลับกลายเป็นว่ารัฐบาลประชาธิปไตยเองก็ต้องแก้ปัญหาความผิดพลาดของตนเอง และส่งเสริมความช่วยเหลือให้กับประเทศอื่น ทั้งที่ก็จะต้องเผชิญกับเรื่องของการอาจจะขัดกันกับผลประโยชน์ (แห่งชาติ) ของประเทศประชาธิปไตยในระยะสั้นได้ ถ้าจะไปเน้นแต่เรื่องของสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน
ประเด็นเหล่านี้ทำให้ประเทศประชาธิปไตยเองตกที่นั่งลำบากกว่าประเทศเผด็จการที่แผ่อิทธิพลไปทั่วโลก แม้กระทั่งกับประเทศประชาธิปไตยเองที่ก็ต้องเกรงใจพวกเขาอยู่บ้างในหลายกรณีที่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเผด็จการนั้นมีอยู่มาก
ไม่อยากจะเขียนให้ดูเศร้าหรือหมดหวังแต่ต้องเข้าใจว่าความท้าทายของประชาธิปไตย ทั้งจากภายในและภายนอกตัวเองให้มากขึ้น
สำหรับประเทศไทยนั้น พูดกันตรงๆ ว่า ในปีนี้ผลประเมินคือเหลือ 29 จาก 100 ตกจากปีที่แล้วไปอีก ทั้งที่มีการเลือกตั้งแล้ว เอาเป็นว่าฝรั่งเขาไม่ปล่อยผ่านประเทศเราง่ายๆ แล้วแต่ละข้อที่ประเมินมานั้นก็หนักหนาไม่ใช่เล่น บางเรื่องก็เขียนได้ลำบากครับ แต่คิดว่าคงมีคนพูดถึงกันไปเรื่อยๆ
ก็ได้แต่หวังว่าผู้นำประเทศของเราจะมองระยะยาวบ้าง เพราะตอนนี้เขาแค่หันไปอยู่ใต้ปีกเผด็จการมากขึ้น ทั้งจีนและรัสเซียตามที่รายงานฉบับนี้เขานิยาม ก็อาจจะทำให้เขารักษาอำนาจได้ แต่ความยั่งยืนและความก้าวหน้าของประเทศจะไม่มี
ส่วนการต่อต้านสิ่งที่เป็นอยู่แม้จะยังมีแต่ราคาที่จ่ายก็ยังสูงลิ่ว แต่ก็ยังหล่อเลี้ยงความหวังที่จะไปถึงประชาธิปไตยไว้บ้าง อย่างน้อยก็ในแง่ของการไม่ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเผด็จการพยายามจะวาดฝันเอาไว้

